เมื่อพูดถึง ‘เข็มนาฬิกาสีน้ำเงิน’ เราไม่ได้พูดถึงเพียงแค่ส่วนประกอบธรรมดาของนาฬิกา แต่เรากำลังสำรวจโลกแห่งความประณีตและความล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในแก่นแท้ของเวลา ตั้งแต่การคิดค้นเข็มนาฬิกาขึ้นมา ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิธีการวัดเวลา แต่ยังเป็นการผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว
เข็มนาฬิกาอาจดูเหมือนชิ้นส่วนธรรมดาที่เรามองทุกวัน ทว่าเข็มนาฬิกาคือชิ้นส่วนที่เป็นเปรียบเสมือนเครื่องมือสื่อสารระหว่างการทำงานของกลไกที่ซับซ้อน กับผู้สวมใส่ที่ต้องการรับรู้เวลาด้วยความเรียบง่าย แม้เราจะอ่านเวลาบนหน้าปัด แต่เข็มคือสิ่งที่เราอาจมองข้ามในเรื่องรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบ สี หรือวัสดุ
ในบทความนี้เราจะมาค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับชิ้นส่วนเข็มนาฬิกาที่ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะในเรือนเวลาขั้นสูง ซึ่งเราสามารถใช้ระบุความประณีตของผู้ผลิตของนาฬิกาด้วยการพิจารณาเข็มเพียงอย่างเดียว และนั่นคือเข็มบลูสตีลสีน้ำเงิน (Blue Steel) ที่แม้ดูเรียบง่าย แต่เป็นการผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
อ่านเพิ่มเติม: Met Gala 2024: เรือนเวลาในธีม Garden of time นั้น มีตั้งแต่ Omega ไปจนถึง Richard Mille จากนาฬิกาข้อมือสู่เครื่องประดับบอกเวลา

Above Tempering standards used in blacksmithing
ตั้งแต่การคิดค้นเข็มนาฬิกาขึ้นมา มันไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิธีการวัดเวลาให้มีความกระชับ เรียบง่าย ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปในอดีต นาฬิกามีเพียงเข็มเดียว ที่จะบอกชั่วโมงเท่านั้น จนกระทั่ง Daniel Quare นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยการใช้สองเข็มบนแกนเดียวกันเพื่อบอกทั้งชั่วโมงและนาที
เนื่องจากนาฬิกาพกนั้น หน้าปัดนั้นจะไม่มีกระจกปิด จึงต้องเปิดนาฬิกาพกขึ้นมา แล้วใช้นิ้วหมุนปรับเวลาโดยตรงจากหน้าปัด ซึ่งต่างกับการใช้เม็ดมะยมในปัจจุบัน ดังนั้นเข็มนาฬิกาในอดีตจะต้องถูกออกแบบมาให้มีความแข็งแรงทนทานเป็นหลัก เมื่อนาฬิกามีความซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้เม็ดมะยม รวมถึงการปรับค่าด้วยรูปแบบต่างๆ ทำให้เข็มนาฬิกานั้นไม่จำเป็นต้องทนกับแรงมือเหมือนสมัยก่อน ดังนั้นรูปแบบของเข็มจึงสามารถออกแบบให้มีความประณีตงดงามได้

Above Tempering standards used in blacksmithing
สำหรับเข็มสีน้ำเงินที่หลายคนเรียกว่า บลูสตีล (Blue Steel) นั้น เป็นเทคนิคเฉพาะสำหรับเข็มที่เป็นเหล็กเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเข็มสีน้ำเงินทุกเรือนจะเป็นเข็มบลูสตีลอย่างที่เราเข้าใจ เพราะในปัจจุบัน
เข็มนาฬิกาส่วนใหญ่ อาจไม่ได้ผลิตมาจากเหล็กอีกแล้ว แต่อาจป็นวัสดุอื่น ไม่ว่าจะเป็นทองเหลืองหรือโพลิเมอร์รูปแบบต่างๆ เพื่อการผลิตจำนวนมาก แต่ทว่าเข็มบลูสตีลนั้นจะต้องผลิตขึ้นด้วยความประณีตและผ่านกระบวนการสำคัญคือ การ “เผาเข็ม” ที่ต้องใช้ความชำนาญในการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ ซึ่งการเผาเข็มแต่ละขั้น เข็มนาฬิกานั้นจะเริ่มต้นเป็นสีออกเหลือง ไปถึงสีม่วง ที่ประมาณ 282 องศาเซลเซียส และเมื่อถึง 300-310 องศาเซลเซียส จะได้เป็นสีน้ำเงินที่สวยงาม และถ้าหากอุณหภูมิเกินกว่านั้น สีก็จะเปลี่ยนไปจนจบที่สีเทา
ดังนั้นในกระบวนการผลิตเข็มบลูสตีลนั้น ช่างนาฬิกาจะต้องขัดเข็มให้เงามันวาวสวยงาม แล้วนำไปเผาให้ได้สีที่ถูกต้อง ถ้าพลาดไปเกินกว่านั้น อาจต้องทิ้งเข็มนั้นไป หรือนำกลับไปขัดใหม่แล้วนำมาเผาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
อ่านเพิ่มเติม: สุดยอดโมเมนต์ความงามจากพรมแดง Met Gala ประจำปี 2024

Above เบื้องหลังการผลิตเข็มนาฬิกา Grand Seiko (เครดิต: ภาพ Ukrit Vanagosoom)
จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเข็มบลูสตีล เราจึงเห็นได้เฉพาะกลุ่มนาฬิกาที่เป็นนาฬิการะดับไฮเอนด์ที่มีมูลค่าสูง เพราะว่ากระบวนการผลิต จะไม่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนที่ความชำนาญของคนได้จำนวนการผลิตจึงทำได้น้อยกว่าเข็มที่ชุบสีด้วยกระบวนการทางไฟฟ้าเคมี ทว่าสีน้ำเงินของบลูสตีลกับสีจากไฟฟ้าเคมีนั้น ช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้เข็มบลูสตีลแท้นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความประณีตของงาน สะท้อนคุณค่าของเรือนเวลาได้เป็นอย่างดี
ในปัจจุบันยังมีนาฬิกาที่ใช้เข็มสีน้ําเงินอยู่ เช่น Breguet, Vacheron Constantin, Patek Philippe, Cartier, Girard-Perregaux, Blancpain และ Jaeger-Le-Coultre ซึ่งจะมีเพียงบางรุ่นเท่านั้น ดังนั้น “เข็มบลูสตีล” จึงเป็นสัญลักษณ์ของความประณีตและความสวยงามแบบไร้กาลเวลา จึงเรียกได้ว่า “เข็มบอกเวลาที่ไร้กาลเวลา”
เชื่อว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ เข็มนาฬิกาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับการสะสมของใครหลายคนขึ้นไปอีกขั้น




