Rolex และ National Geographic เตรียมเริ่มต้นบทบาทใหม่ของโครงการสำรวจ “Perpetual Planet Expeditions” ด้วยการเดินทางสำรวจมหาสมุทรทั่วโลกเป็นระยะเวลาสองปี โดยครอบคลุมตั้งแต่ทะเลน้ำแข็งขั้วโลกไปจนถึงแนวปะการังเขตร้อน การเดินทางครั้งสำคัญนี้จะรวมพลังของนักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจและปกป้องระบบนิเวศที่มีความสำคัญและเปราะบางที่สุดของโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น
แม้มหาสมุทรจะครอบคลุมพื้นที่ผิวโลกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หากแต่ยังคงเป็นหนึ่งในดินแดนที่มนุษย์รู้จักน้อยที่สุด Rolex และสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (National Geographic Society) จึงร่วมกันฉายแสงสปอตไลต์สู่ระบบนิเวศขนาดมหึมานี้ ผ่านชุดภารกิจภาคสนามครั้งใหม่ ซึ่งได้รับการประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ “Rolex and National Geographic Perpetual Planet Ocean Expeditions” นับเป็นบทบาทล่าสุดของความร่วมมือสองปีระหว่างสองสถาบันนี้ ที่ผสานองค์ความรู้ล้ำสมัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเจตนารมณ์ร่วมกันในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่เปราะบางที่สุดบนโลกใบนี้
อ่านเพิ่มเติม: Rolex กับบทบาทการสนับสนุนวงการภาพยนตร์ และผู้รังสรรค์ Greenroom ที่งาน Oscars

Above ทีมสำรวจ Te Mata Patai กำลังกำจัดปลาดาวมงกุฎหนาม ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่า ทาราเมอา (taramea) ออกจากแนวปะการังที่ช่องแคบ Avana
โครงการสำรวจ Perpetual Planet Expeditions ที่จะดำเนินไปตลอดสองปีเต็ม ครอบคลุมมหาสมุทรทั้งห้า เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ทางทะเลที่ห่างไกลและเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมชี้ให้เห็นผลกระทบต่อผู้คนและสัตว์ป่าที่ต้องพึ่งพา และตอกย้ำถึงความสำคัญสูงสุดของมหาสมุทรต่อชีวิตบนโลก ตั้งแต่ทะเลขั้วโลกสู่เขตร้อน จากแนวชายฝั่งจนถึงร่องลึกที่ก้นบึ้ง ทีมงานซึ่งประกอบด้วยนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นักวิทยาศาสตร์ และสมาชิกชุมชนท้องถิ่น จะทำงานเคียงข้างกันเพื่อเปิดเผยสถานภาพของมหาสมุทร และนำเสนอทางออกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและอิงกับบริบทท้องถิ่น ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากการสำรวจเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการอนุรักษ์ในระดับโลก
การสนับสนุนภารกิจรักษ์โลกคือหัวใจสำคัญของ ในปี 2019 Rolex ได้เปิดตัวโครงการระยะยาวที่สำคัญ คือ Perpetual Planet Initiative เพื่อผลักดันผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าด้านสิ่งแวดล้อม และในปีเดียวกันนั้นเอง โครงการ Rolex and National Geographic Perpetual Planet Expeditions ก็ยังได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นการผนึกกำลังครั้งแรกในการสำรวจครั้งประวัติศาสตร์ ณ ยอดเขาเอเวอเรสต์ กับ National Geographic ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Rolex มายาวนาน ร่วมกับมหาวิทยาลัยตริภูวัน (Tribhuvan University) นับเป็นครั้งแรกที่ผนวกองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ธารน้ำแข็ง ธรณีวิทยา และชีววิทยาเข้าด้วยกันในพื้นที่ที่มีระดับความสูงสุดขั้ว ทีมสำรวจได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่สูงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น เผยให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธารน้ำแข็งในเทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำให้ผู้คนกว่าหนึ่งพันล้านชีวิต ที่อาศัยอยู่ปลายน้ำ นอกจากนี้ การสำรวจยังได้นำไปสู่การศึกษาอย่างครอบคลุม จนมีการตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการอนุรักษ์โลก
อ่านเพิ่มเติม: การเดินทางสู่ความเป็นเลิศในซีรีส์สารคดี "Reach for the Crown" ยืนยันถึงปรัชญาหลักของ Rolex

Above Kristina Brown นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักชีวเคมีทางทะเล กำลังทดสอบการนำไฟฟ้า อุณหภูมิ และความลึก (Conductivity, Temperature and Depth - CTD) ในพื้นที่ Sherman Basin ของมหาสมุทรอาร์กติก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การสำรวจได้ขยายขอบเขตไปสู่ยอดเขาแอนดีส ข้ามผ่านป่าฝนแอมะซอน และการขุดแกนน้ำแข็งลึก 327 เมตรจากภูเขาโลแกนในแคนาดา ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งล้วนแล้วแต่มอบข้อมูลอันล้ำค่าและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ โครงการสำรวจมหาสมุทรชุดใหม่นี้ จึงหันกลับมาสู่ “หัวใจสีน้ำเงินของโลก” ซึ่งเป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพอันน่าทึ่งและสำคัญต่อสุขภาพของโลก ปัจจุบันมีมหาสมุทรเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครอง ขณะที่อุณหภูมิมหาสมุทรสูงขึ้น กรดในน้ำทะเลเพิ่มขึ้น และระบบนิเวศย่อยสลายลงอย่างรวดเร็ว กว่า 100 ประเทศให้คำมั่นที่จะปกป้องมหาสมุทรอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 ภารกิจของ Rolex and National Geographic Perpetual Planet Ocean Expeditions จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการหลอมรวมวิทยาศาสตร์เชิงวิชาการและความรู้เชิงนิเวศวิทยาในท้องถิ่น เพื่อช่วยปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ “มหาสมุทร”
ภารกิจแรกของการสำรวจครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่มหาสมุทรอาร์กติก โดยนักวิทยาศาสตร์ทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชน Gjoa Haven เพื่อศึกษาพื้นที่ Sherman Basin ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพและมีความยืดหยุ่นไม่เหมือนใคร ภายใต้การผสมผสานระหว่างสมุทรศาสตร์และองค์ความรู้ชนพื้นถิ่น ทีมงานกำลังพัฒนากลยุทธ์ในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและดำรงความมั่นคงทางอาหารสำหรับชุมชนอาร์กติก โดยผสมผสานวิชาสมุทรศาสตร์เข้ากับความรู้เชิงนิเวศวิทยาแบบดั้งเดิม การค้นพบ ณ ที่แห่งนี้อาจเป็นข้อมูลสำคัญในการปกป้องภูมิภาคอาร์กติกอื่นๆ ที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

Above ทิวทัศน์ของภูมิประเทศและสัตว์ในแอนตาร์กติกา รวมถึงฝูงนกเพนกวินที่เดินเตาะแตะ
ขณะที่ฝั่งมหาสมุทรใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครสำรวจ นักวิจัยได้เริ่มการศึกษาบุกเบิกบนเรือวิจัยสมุทรศาสตร์ที่ล้ำสมัยที่มีชื่อว่า Falkor (too) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Schmidt Ocean Institute เพื่อศึกษาระบบนิเวศที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ตั้งแต่ผืนน้ำแข็งในทะเลไปจนถึงพื้นทะเลลึก ข้อมูลอันล้ำค่านี้ช่วยเปิดม่านสู่โลกใต้น้ำที่หาชมได้ยากของอาณาจักรทางทะเลที่ถูกหล่อหลอมด้วยความโดดเดี่ยวและสภาวะสุดขั้ว ผลการวิจัยจะช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจในระบบนิเวศนี้ พร้อมเป็นข้อมูลสำหรับความพยายามในการอนุรักษ์ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาสุขภาพของโลก
ส่วนที่มหาสมุทรอินเดีย ภารกิจสำรวจทะเลลึกที่นำโดยคนในพื้นที่เป็นครั้งแรกในเซเชลส์ โดยความร่วมมือกับชุมชนประมงท้องถิ่น นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกำลังติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพทะเลลึกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญจากพื้นที่ประมงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดบางแห่งของภูมิภาค จุดมุ่งหมายคือการสร้างข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายการจัดการที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถรักษาทรัพยากรทางทะเลเหล่านี้ไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป

Above Bodil Bluhm นักชีววิทยาทางทะเลและนักสมุทรศาสตร์ กำลังตรวจดูตัวอย่างที่เก็บมาจากน่านน้ำอาร์กติกอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันที่ราโรตองกา ในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาเทคนิคใหม่ เพื่อเพิ่มความทนทานของปะการังเมื่อเผชิญกับน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น นับเป็นการช่วยผลักดันโครงการฟื้นฟูที่อาจเป็นประโยชน์ต่อแนวปะการังทั่วโลก ขณะที่แนวชายฝั่งแกมเบียริมมหาสมุทรแอตแลนติก ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังบันทึกบทบาทสำคัญของป่าชายเลนต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ Bintang Bolong และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เผชิญการรุกล้ำของน้ำเค็มจนทำลายพื้นที่เกษตร การค้นพบนี้อาจกลายเป็นกุญแจสู่การอยู่รอดของชุมชน
ตลอดทั้งภารกิจ นักสำรวจทะเลลึกระดับตำนาน Katy Croff Bell จะร่วมมือกับทีมงานและชุมชน ใช้เครื่องมือสำรวจใต้ทะเลแบบประหยัดต้นทุน ได้แก่ Maka Niu และ Deep Ocean Research and Imaging System (Doris) เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงห้วงทะเลลึกให้กว้างไกลออกไปอีก
เช่นเดียวกับทุกความพยายามภายใต้โครงการ Perpetual Planet Initiative ภารกิจ Ocean Expeditions นี้ไม่เพียงขับเคลื่อนด้วยการแสวงหาความรู้เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมเริ่มต้นจากความตระหนักรู้ ซึ่ง Rolex ให้การสนับสนุนผู้พิทักษ์มหาสมุทรระดับโลกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น Sylvia Earle หรือองค์กรอนุรักษ์อย่าง Mission Blue และ Coral Gardeners ที่ล้วนตอกย้ำถึงหลักการนี้ในการปกป้องชีวิตทางทะเล ขยายเขตคุ้มครองทางทะเล และฟื้นฟูแนวปะการังทั่วโลก
This story was originally written in English by Annabel Tan.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025 โดย Annabel Tan โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
บทสัมภาษณ์สุดพิเศษกับ Roger Federer ชายผู้พิชิตยอดเขาแห่งชีวิต
Rolex Fastnet Race ที่สุดของการแข่งขันเดินเรือในทะเลลึก กับวาระครบรอบ 100 ปี
Rolex เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ สะท้อนจินตนาการแห่งการขับเคลื่อนในงาน Watches and Wonders Geneva 2025
Credits
ภาพ: Rolex; Luján Agusti/National Geographic (Antarctic landscape); Kaitlyn Van De Woestyne/National Geographic (Bodil Bluhm; Kristina Brown); Giacomo d’Orlando/National Geographic (Te Mata Patai)



