Cover การกลับมานั่งตำแหน่งผู้นำของ Jaeger-LeCoultre อีกครั้ง ซีอีโอ Jérôme Lambert ได้ทบทวนถึงมรดกอันรุ่มรวย และความสำคัญที่ยังคงยืนยงของศิลปะการผลิตนาฬิกากลไก (ภาพ: Jaeger-LeCoultre )

กลับมานั่งแท่นผู้นำของ Jaeger-LeCoultre ของ ซีอีโอ Jérôme Lambert ย้อนทบทวนถึงมรดกอันรุ่มรวยของเมซง และความสำคัญที่ไม่เสื่อมคลายของศิลปะนาฬิกากลไก

เมื่อ Jérôme Lambert หวนคืนสู่ตำแหน่งซีอีโอของ Jaeger-LeCoultre มันไม่ใช่เพียงแค่การสับเปลี่ยนผู้นำตามปกติ แต่ในคำพูดของเขาเอง มันคือแรงดึงดูดบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า เป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ลึกลับ และหยั่งรากอยู่ในจิตวิญญาณของศิลปะแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูง

“ผมออกจากแบรนด์นี้ในปี 2013 นับเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว” Lambert กล่าว “ผมกลับมาเพราะผมรัก Jaeger-LeCoultre หลังจากใช้เวลาเจ็ดปีอยู่ในโลกขององค์กร ผมโหยหาที่จะกลับมาสัมผัสกับความคิดสร้างสรรค์โดยตรงอีกครั้ง กับเสน่ห์ลึกลับของเมซงและลูกค้า”

อ่านเพิ่มเติม: Watches and Wonders 2025: อัปเดตจากงานมหกรรมนาฬิการะดับโลกที่นักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาทั่วโลกรอคอย

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพราะความคิดถึง แต่มันคือ “วิวัฒนาการแบบพลิกโฉม” คำที่เขาเลือกใช้อย่างระมัดระวังและตั้งใจ Lambert ยอมรับว่าซีอีโอแต่ละคนของเมซงต่างยืนอยู่ “บนบ่าของยักษ์” จากรุ่นก่อนหน้า แต่ยุคใหม่นี้ต้องการความชัดเจนและการมุ่งเน้นที่เฉียบคมยิ่งขึ้น “มีบางองค์ประกอบที่คุณต้องการจะผลักดันให้เด่นชัดขึ้น และนำเสนอมากขึ้น” เขากล่าว “ซึ่งในยุคที่ศิลปะการทำนาฬิกายังคงมีความสำคัญอย่างมาก องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อน Jaeger-LeCoultre ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์ในโลกนาฬิกา”

Tatler Asia
Above Lambert ได้กลับมานั่งตำแหน่งผู้นำของ Jaeger-LeCoultre อีกครั้งเมื่อต้นปีนี้

หัวใจของบทใหม่ในประวัติศาสตร์นี้คือ “ความชัดเจน” การตอกย้ำตัวตนหลักของ Jaeger-LeCoultre ในฐานะ “the watchmaker of the watchmaker” (ผู้ผลิตนาฬิกาของผู้ผลิตนาฬิกา) ซึ่ง Lambert ยืนยันว่ามันไม่ใช่แค่คำขวัญทางการตลาด แต่เป็นถ้อยคำที่แสดงถึงความซื่อตรงของแบรนด์ “มันสะท้อนถึงทักษะฝีมือทั้ง 180 ขั้นตอน สะท้อนว่าเราเป็นโรงงานผู้ผลิตแห่งแรก และอาจเป็นแห่งสุดท้ายในวันนี้ที่ยังคงทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่”

Jaeger-LeCoultre ยังเป็นเมซงที่ไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีต ด้วยสิทธิบัตรกว่า 430 รายการ กลไกที่พัฒนาขึ้นภายในแบรนด์มากถึง 1,250 แบบ และการสร้างสรรค์ผลงานระดับไอคอนอย่าง Reverso ที่ยังคงเป็นตำนานในโลกนาฬิกา “ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถหลอมรวมสองสิ่งสำคัญนี้เข้าด้วยกัน — ศิลปะการทำนาฬิกาและความคิดสร้างสรรค์ — เราจะสามารถสร้างจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฬิกาที่แตกต่างอย่างแท้จริงในอนาคต”

Tatler Asia
Above บูธของ Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders ปีนี้

ในการจัดแสดงที่ Watches and Wonders ปีนี้ Jaeger-LeCoultre ได้นำเสนอคอลเล็กชั่นที่เน้นหนักไปที่ Reverso เรือนเวลาซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความชาญฉลาดของเมซง ในอุตสาหกรรมนาฬิกาที่มักถูกกล่าวหาว่าซ้ำซาก Reverso ยังคงหาวิธีสร้างความประหลาดใจได้เสมอ

“เรามีสิทธิพิเศษที่ได้ครอบครองไอคอน ในยุคที่การทำนาฬิกามักจะเดินซ้ำรอยเดิม” Lambert กล่าว “เราดีใจมากที่มีสิ่งที่สร้างความแตกต่างได้เช่นนี้ Reverso แต่ละเรือนดูเหมือน Reverso อีกเรือนหนึ่ง ซึ่งนั่นเองก็น่าทึ่งมากแล้วสำหรับเมซงของเรา”

แต่ Reverso ไม่ได้มีเพียงแค่ความงามด้านรูปลักษณ์เท่านั้น “สำหรับ Reverso ตลอด 94 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างกลไกขึ้นมามากกว่า 50 ชิ้น” เขากล่าวเสริม “นั่นหมายความว่าเฉลี่ยแล้ว เรามีกลไกใหม่มากกว่าหนึ่งกลไกในทุกๆ สองปีสำหรับ Reverso”

Tatler Asia
Above Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Monoface ‘Or Deco’ รุ่นใหม่ พร้อมสาย Milanese

หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความประหลาดใจในปีนี้? Reverso Tribute Monoface ‘Or Deco’ พร้อมสาย Milanese ซึ่งเป็นครั้งแรกของเมซง Lambert เผยว่า แรงบันดาลใจในครั้งนี้เกิดจากข้อจำกัด “มีกวีชาวฝรั่งเศสชื่อ André Gide เคยกล่าวไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ถือกำเนิดขึ้นจากข้อจำกัด ในแง่นี้ เราจึงได้ออกแบบเรือนเวลานี้จากความตั้งใจที่จะสร้างสายนาฬิกาสำหรับ Reverso”

Tatler Asia
Above เรือนเวลาใหม่จาก Jaeger-LeCoultre กับความสง่างามจากอดีตที่ถูกร้อยเรียงด้วยสัมผัสร่วมสมัย

ผลลัพธ์ที่ได้ คือการตีความ Reverso อย่างมินิมอลและบริสุทธิ์ที่สุด ผสานกับดีไซน์สายที่ชวนให้นึกถึงสไตล์ดั้งเดิมจากยุค 1940s และ 1950s “เราจึงได้มาเป็น Reverso แบบบางพิเศษ — เรียบง่ายด้วยชั่วโมง นาที และวินาที — ผสานเข้ากับสไตล์สายแบบวินเทจ... หน้าปัดแบบ grained ก็มอบความงามสมบูรณ์แบบให้กับเรือนเวลานี้”

สำหรับนาฬิกาเรือนนี้ จะวางจำหน่ายในร้านตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป “เรารู้ว่ามันมีดีมานด์สูงมาก” Lambert กล่าวพลางหัวเราะ “คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ไปที่บูติกหรือตัวแทนจำหน่าย แล้ววางมัดจำไว้เลย”

อ่านเพิ่มเติม: Watches and Wonders 2025: บทสนทนากับ Matthieu Humair ซีอีโองานนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

Tradition in a Time of Transition

Tatler Asia
Above Reverso ไอคอนแห่ง Jaeger-LeCoultre ที่ถือกำเนิดบนสนามโปโล โดยถูกออกแบบมาแต่แรกเพื่อรองรับความเข้มข้นของกีฬาชนิดนี้

ในยุคสมัยแห่งความรวดเร็วและชั่วครู่ของดิจิทัล บทบาทของ Jaeger-LeCoultre ในฐานะผู้สืบทอดศิลปะการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมดูเหมือนจะขัดแย้งกับกระแส — หากแต่กลับมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็น “ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนกลับให้ความสนใจกับสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง” Lambert กล่าว “ในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้หมดอายุ คุณจะโหยหาสิ่งที่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับคุณ”

สำหรับ Lambert ความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับผู้สวมใส่ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในเชิงนามธรรม หากแต่จับต้องได้จริง ที่ Heritage Gallery ของ Jaeger-LeCoultre มีการสะสมวัตถุกว่า 6,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากการบริจาคของลูกค้า พร้อมจดหมายเขียนด้วยลายมือที่เล่าถึงความหมายทางอารมณ์ที่มีต่อเรือนเวลาเหล่านั้น “คุณจะสัมผัสได้ว่านาฬิกาในแง่ของการใช้งานนั้น ได้ซึมซับเรื่องราวของผู้คนเอาไว้ กลายเป็นเสมือนแฟลชไดรฟ์แห่งความทรงจำ — แต่ไม่ใช่ในแบบดิจิทัล หากเป็นแฟลชไดรฟ์ทางกายภาพอย่างแท้จริง”

Tatler Asia
Above Jaeger-LeCoultre Reverso สุดยอดนาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นจากสนามโปโล แต่เดิมออกแบบมาเพื่อทนทานต่อความรุนแรงของกีฬานี้โดยเฉพาะ

Lambert มองว่านี่เองคือสิ่งที่ทำให้นาฬิกากลไกยังคงมีความสำคัญไม่เสื่อมคลาย “โอกาสที่คุณจะได้บรรจุสิ่งเหล่านี้เข้าไปในประวัติศาสตร์ส่วนตัวของคุณ อยู่กับมัน ให้มันดูดซับช่วงเวลาในชีวิตของคุณ — สิ่งเหล่านี้มีความหมายมากในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อโลกเรายิ่งเร่งเข้าสู่ความล้าสมัยอย่างรวดเร็วกว่าเดิม”

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า Jaeger-LeCoultre จะละเลยกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ตรงกันข้าม Lambert มองว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลคือทรัพยากรสำคัญ “เราสร้างสมดุลด้วยการใช้ดิจิทัลในการสื่อสารมากกว่าที่เคย” เขากล่าว “ไม่ใช้มันเลยคงเป็นเรื่องโง่ แต่ขณะเดียวกัน การแสวงหาความงาม คุณค่าแท้จริง และสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง... อารมณ์ความรู้สึกนั้นล้วนเกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์อย่างแท้จริงเช่นนี้”

สำหรับเมซงที่มีประวัติยาวนานเกือบสองศตวรรษ การรักษาความคล่องตัวไม่ใช่แค่เรื่องของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ของลูกค้า หลังยุคโควิด Jaeger-LeCoultre เริ่มจินตนาการใหม่ว่าสาขาบูติกควรเป็นอะไร และเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ

Tatler Asia
Above ไม่ใช่แค่เพียงร้านบูติก แต่ Jaeger-LeCoultre 1931 คาเฟ่แห่งใหม่เชิญชวนลูกค้าให้ได้หยุดพักไตร่ตรอง และสัมผัสประสบการณ์เมซงตามจังหวะของตัวเอง

“บูติกแห่งใหม่ที่ Pavilion Kuala Lumpur ถูกออกแบบให้มีจุดปฏิสัมพันธ์หลากหลาย” Lambert เล่า หนึ่งในนั้นคือ Manufacture Wall ที่ถ่ายทอดเทคนิคและความชำนาญในการผลิตนาฬิกา รวมถึงมุมไลฟ์สไตล์อย่างคาเฟ่ “คุณสามารถนั่งพัก และมีวิธีปฏิสัมพันธ์กับเมซงในรูปแบบใหม่”

พื้นที่เหล่านี้ยังสนับสนุนโครงการวัฒนธรรมที่กำลังเติบโตของ Jaeger-LeCoultre ในนาม Made of Makers ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูงเข้ากับศิลปะแขนงอื่น ๆ “มันมีความหมายอย่างมากหลังยุคโควิด ที่เราจะได้มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างมีคุณภาพ” Lambert กล่าว

หลังจากคร่ำหวอดในฐานะผู้นำของหลายเมซงชั้นนำในเครือ Richemont มานานหลายทศวรรษ Lambert จึงนำมุมมองระยะยาวมาสู่บทบาทผู้นำที่ Jaeger-LeCoultre ในวันนี้ ซึ่งสิ่งที่เขามองว่าเป็นความท้าทายที่สุดก็คือ “เวลา” นั่นเอง

“เมื่อเราทำงานในโปรเจกต์ที่ใช้เวลาพัฒนา 5 หรือ 10 ปี แล้วใครจะเดาได้ว่าโลกจะเป็นอย่างไรในอีก 7 ถึง 10 ปีข้างหน้า ทั้งที่เราเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอีก 7 ถึง 10 ชั่วโมงข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น” เขากล่าว “แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในอดีตก็คือ ถ้าคอนเซ็ปต์มันแข็งแรงจริง มันก็จะแข็งแรงไม่แพ้กันในอีก 7 ปีข้างหน้า”

Tatler Asia
Above เมื่อมองไปข้างหน้า Lambert มุ่งเน้นไปที่การรักษามรดกของแบรนด์ พร้อมทั้งวางตำแหน่ง Jaeger-LeCoultre สำหรับทศวรรษต่อๆ ไป

เมื่อพูดถึงทิศทางของโลกแห่งความหรูหรา Lambert ยังคงตั้งอยู่บนความเป็นจริง “ผู้คนแสวงหาสิ่งที่มีความหมายมากขึ้น” เขากล่าว ก่อนจะเสริมอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ทุกครั้งที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เรามักพูดถึงเรื่องความหมาย แต่พอเศรษฐกิจดี ทุกอย่างก็กลับไปที่การอวดและแบ่งปันกันอีก”

นี่คือวัฏจักรที่เขาเห็นมาแล้วหลายครั้ง และบางทีนี่เองที่ทำให้แนวทางของ Lambert ในการนำพา Jaeger-LeCoultre สู่อนาคตวางอยู่บนสิ่งที่มั่นคงกว่ากระแส ความเชื่อที่ว่าความเกี่ยวข้องในโลกแห่งหรูหรานั้นไม่ได้อยู่ที่การวิ่งไล่ตามช่วงเวลา แต่คือการยืนหยัดเหนือกาลเวลา

Credits

ภาพ: Jaeger-LeCoultre

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย