BTS' V (Photo: Celine)
Cover V แห่งวง BTS ( (ภาพ: Celine)
BTS' V (Photo: Celine)

ตั้งแต่ Jimin และ V แห่งวง BTS ไปจนถึง Lil Nas และ J Balvin ศิลปินดาราและแบรนด์ระดับโลกต่างอ้าแขนเปิดรับการใส่เครื่องประดับที่ไม่แบ่งเพศมากขึ้น

ปัจจุบัน เราอยู่ในช่วงเวลาที่การแบ่งแยกเพศไม่มีความหมายอีกต่อไป ไม่มีการนิยามว่าเชื้อชาติไหนเป็นตัวแทนเพศใดเพศหนึ่ง เช่น สีฟ้าไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะเด็กผู้ชายและสีชมพูก็ไม่ได้ถูกจัดไว้ให้เด็กผู้หญิงเท่านั้น แนวคิดนี้เข้ามาพลิกโฉมเทรนด์เครื่องประดับเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยข้อมือ สร้อยคอ หรือแม้แต่ต่างหู เครื่องประดับที่ไม่แบ่งเพศได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ ความมีสไตล์ และความกล้าหาญในการแสดงออกถึงตัวตน

เราได้เห็นคนมีชื่อเสียงอย่างสมาชิกวง BTS เช่น แทฮยองหรือวี (Taehyung or V), จีมิน (Jimin) (แอมบาสเดอร์คนใหม่ล่าสุดของ Tiffany & Co), เจ บาลวิน (J Balvin) นักร้องชาวโคลัมเบีย และลิลนาสเอ็กซ์ (Lil Nas X) ป็อบสตาร์ชื่อดัง สวมใส่เครื่องประดับที่ไม่แบ่งเพศมากขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่าเทรนด์ดังกล่าวมีที่มาอย่างไร Tatler ได้เจาะลึกและพูดคุยกับคนในวงการแฟชั่นเกี่ยวกับความคิดเห็นของพวกเขาเรื่องเทรนด์มาแรงนี้

แต่เดิมนั้น แบรนด์เครื่องประดับจะมุ่งเจาะตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเพศใดเพศหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้ชายมักจะสวมสร้อยคอดีไซน์เรียบง่าย และมีเพียงแหวนตราเท่านั้นที่มีดีไซน์ซับซ้อน ในขณะที่ผู้หญิงจะสวมใส่เครื่องประดับที่มีดีไซน์หวือหวากว่า แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ผู้คนเริ่มมีมุมมองเปิดกว้างมากขึ้นว่าเราไม่ควรนิยามว่าเครื่องประดับชิ้นไหนเหมาะกับใครหรือเพศอะไร แต่ทุกคนสามารถใส่เครื่องประดับได้ก็ได้ถ้าเขาต้องการ

สองแบรนด์เครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Tiffany & Co และ Bulgari ถือเป็นผู้นำการผลักดันเทรนด์ที่มีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้ โดยเฉพาะสำหรับเครื่องประดับที่ใส่ได้แบบไม่แบ่งเพศ กำไล Lock ของทิฟฟานีกลายเป็นตัวเลือกแบบไร้เพศแทนแหวนแต่งงาน ในขณะที่แหวน B.Zero 1 คอลเล็กชันปี 2020 ของ Bulgari ก็กลายเป็นเครื่องประดับแบบยูนิเซ็กซ์ในยุคปัจจุบัน

 

Tatler Asia
Above จีมิน วงบีทีเอส ในแคมเปญของ Tiffany & Co. (ภาพ: Tiffany &Co)

เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในแฟชั่นซีซันส์ Sping / Summer ที่ผ่านมา รวมถึงงานโอกูตูร์ เราได้เห็นการสไตลิ่งแบบ “androgynous” หรือ "เป็นกลางทางเพศ" นั่นเอง โดย Jude Macasinag แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่ในปารีสและเจ้าของแบรนด์ชื่อเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่า “วันนี้แนวความคิดที่แบ่งเพศออกเป็น 2 เพศ หรือที่เรียกว่าขั้วต่างชาย-หญิงนั้นเริ่มจะเลือนหายไปจากสังคมปัจจุบัน เสื้อผ้าผู้ชายหรือ Menswear ซึ่งไม่รู้ว่าทุกวันนี้เรายังใช้นิยามระบุเพศแบบนี้ได้อยู่หรือไม่ก็ตาม แนวเสื้อผ้าแบบนี้จะขยายขอบเขตและมีอิสระมากขึ้น“

”เราเป็นรุ่นคนที่ไม่เชื่อในการถูกจำกัดความตัวตนตามนิยามความเชื่อที่เราถูก ‘สอน’ มา มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว และสิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด“ Myrrh Lao To สไตลิสต์ชื่อดังกล่าวด้วยความตื่นเต้น

 

 

การสวมใส่ผลงานแฟชั่นสเตทเมนต์เหล่านี้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความมั่นใจเป็นสิ่งที่จะพาเราไปได้ไกล คำถามคือเราจะใส่มันให้ดูดีได้อย่างไร “ไม่ต่างจากเครื่องประดับอื่นๆ เราต้องลองเชื่อในความรู้สึกแล้วปรับแต่งให้เข้ากับตัวเอง โดยส่วนตัวแล้ว เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกว่ามันมากไปหน่อยหรือถ้าลุคนั้นไม่เวิร์ก ผมจะปรับเปลี่ยนใหม่ นั่นคือถ้าไม่เปลี่ยนชิ้นนั้นกับชิ้นอื่น ก็จะถอดมันออกเลย ไม่ก็เติมอะไรเข้าไปอีก” Myrrh Lao To กล่าว มันเป็นเรื่องของการหาสมดุลที่ใช่กับตัวเราให้เจอและลุคที่เราอยากจะเป็นหรือไปให้ถึง เราไม่ควรใส่เครื่องประดับซ้อนกันชิ้นแล้วชิ้นเล่าแบบไม่คิดอะไรเลย แล้วได้ลุคที่ดูล้นมากเกินไป หรือถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือดูไม่แพง”

กุญแจสำคัญในที่นี้คือการสไตลิ่งชุดอย่างไตร่ตรองไว้ก่อน “พลังความกระตือรือร้นในแฟชั่นทุกวันนี้กำลังระเบิดออกมาพร้อมมุมมองใหม่ๆ และคนเก่งๆ ที่ฉีกตัวเองออกจากแบบแผนดั้งเดิม การพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องเป็นแง่มุมสำคัญที่เราต้องมีส่วนร่วม มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมอย่างสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ผมหวังว่าเราจะทำให้มันยั่งยืนได้เพราะมันคือสิ่งที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมของเราไปได้ไกลขึ้นจริงๆ” Macasinag กล่าว

อย่างที่มาริลีน มอนโร เคยกล่าวไว้ว่า “เพชรคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง” (Diamonds are a girl’s best friend.) คำถามคือแล้วสำหรับผู้ชายหรือเพศอื่นๆ เทรนด์เครื่องประดับสำหรับพวกเขาคืออะไร

“ลองดูเลย! ลองหาร้านเครื่องประดับหรือแบรนด์ที่คุณรู้สึกไว้ใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วนำมาปรับให้เข้ากับลุคและเสื้อผ้าของตัวเอง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแวะไปหาร้านเพชรอย่าง JJ Jiao เพื่อหาเครื่องประดับชิ้นงามที่ควรค่าแก่การลงทุนที่ผมสามารถใส่ได้ทุกวัน ที่ผมชอบมากคือการที่ผมได้รู้ว่าแต่ละชิ้นที่ผมได้มานั้นมีการรับประกันในเรื่องคุณภาพที่ดีที่สุดและเป็นผลงานของช่างฝีมือท้องถิ่นที่ดีที่สุด” Myrrh Lao To กล่าว


This story was originally written in English by Gabriel Bohol and Jio Baldesimo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 โดย Gabriel Bohol และ Jio Baldesimo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

10 สร้อยคอเพชรอันเป็นตำนานระดับโลก

เส้นทางการเข้าสู่โลกแห่งเครื่องประดับชั้นสูงของ Nadine Ghosn

Tutti Twilly D'Hermès: Christine Nagel คริสทีน นาเจล บอกเล่าถึงความสำคัญของน้ำหอมเวอร์ชั่นล่าสุด

Topics