พลังแห่งการแปรเปลี่ยนเริ่มต้นจากการกล้าตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นอยู่ คอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง "Histoire de Style 2026" จาก Boucheron
พลังแห่งการแปรเปลี่ยน เกิดขึ้นจากมุมมองที่เรามอบให้กับสิ่งต่าง ๆ เมื่อ Frédéric Boucheron (เฟรเดอริก บูเชอรง) เปิดบูติกแห่งแรกในปารีสเมื่อปี 1858 เขาได้จุดประกายเส้นทางบทใหม่ให้กับโลกแห่งเครื่องประดับชั้นสูง ในขณะที่ผู้ร่วมสมัยยังคงยึดมั่นในขนบเดิม เขากลับเลือกตั้งคำถาม ท้าทายกรอบที่มีอยู่ และนิยามขึ้นใหม่ด้วยวิสัยทัศน์ของตนเอง ทัศนคติอันเป็นเอกลักษณ์นี้ การมองการไกลอยู่เสมอนั้น ปรากฏชัดในทุกผลงานออกแบบของเขา และแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 168 ปี ชื่อของเฟรเดอริก บูเชอรง ก็ยังคงดำรงอยู่ ณ Place Vendôme (ปลาส ว็องโดม) ในฐานะสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
อ่านเพิ่มเติม: การตีความใหม่ของกระเป๋ารุ่น Signature อันเป็นตำนานของ Loro Piana

Above ชุดสร้อยคอตัวเรือนทองคำขาวร้อยจี้เพชรเดี่ยวเจียระไนทรงเหลี่ยมมรกตคุณภาพ D FL type IIa น้ำหนัก 10.01 กะรัตท่ามกลางงานล้อมเพชรจิกไข่ปลาและแลคเกอร์สีดำ งานออกแบบอำนวยต่อการดัดแปลงรูปแบบ พลิกแพลงวิธีสวมใส่ได้หลากหลาย ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 1,107 ชั่วโมง
ปีนี้ Claire Choisne (แคลร์ ชวนส์) ตั้งใจถ่ายทอดภาพแทนตัวของผู้ก่อตั้งเมซง และผู้ซึ่งไม่เคยแสวงหาความโดดเด่นให้ตนเอง หากแต่พรสวรรค์และอัจฉริยภาพของเขากลับปรากฏอย่างชัดเจนผ่านทุกผลงานสร้างสรรค์ ผลงานเครื่องประดับชั้นสูงทั้งสี่ชิ้นในปีนี้ ได้ร่วมกันเล่าเรื่องต่างแง่มุมของ Frédéric Boucheron นักออกแบบเครื่องประดับอัญมณีรายแรกที่ตัดสินใจมาเปิดบูติกที่ Place Vendôme พร้อมกับท้าทายทุกธรรมเนียมนิยมดั้งเดิมเพื่อจารึกบทใหม่ลงในหน้าประวัติศาสตร์เครื่องประดับแห่งมหานครปารีส ด้วยการนำชีวิตธรรมชาติอันเป็นที่รักมาเป็นจุดเริ่มต้นออกแบบผลงานที่งดงามและสมจริง และยังคงไว้ถึงทุกความไม่สมบูรณ์แบบ โดยอาศัยมุมมองและการตีความในแบบเฉพาะตัว ร่วมกับอิทธิพลจากพื้นฐานครอบครัวในฐานะบุตรชายช่างค้าผ้า ทำให้เขามีวิธีคิดที่โดดเด่นเกี่ยวกับการที่เครื่องประดับสามารถเข้ากับสรีระของผู้สวมใส่ได้อย่างงดงาม ทุกอัตลักษณ์ทางการสร้างสรรค์ กลายเป็นเวทียกย่องความเป็นเลิศของบรรดาผลงานที่เขาออกแบบ เพื่อให้ตอบสนองต่อทุกกระแสปรารถนาในยุคสมัยได้อย่างงดงาม

Above ชุดสร้อยคอประกอบขึ้นจากเพชรเหลี่ยมคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 5.01 กะรัต เพชรกลมคุณภาพ D IF ขนาด 2.96 กะรัต, เพชรเหลี่ยมมรกตคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 3.07 กะรัต เพชรทรงหยดน้ำคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 2.02 กะรัต, เพชรหกเหลี่ยมคุณภาพ D VVS2 ขนาด 2.09 กะรัต, เพชรวงรีคุณภาพ D FL ขนาด 1.76 กะรัต, เพชรแปดเหลี่ยมหน้าตัดขั้นบันได (อาสเชอร์) คุณภาพ D FL ขนาด 1.71 กะรัต และเพชรเหลี่ยมข้าวสาร (มาร์คีส์) คุณภาพ D IF ขนาด 0.81 กะรัต ตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชร ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 323 ชั่วโมง
เมซงภูมิใจเสนอผลงานเครื่องประดับชั้นสูง คอลเล็กชั่นใหม่จาก Histoire de Style “Nom : Boucheron Prénom : Frédéric" (นามสกุล: บูเชอรง, นามบุคคล: เฟรเดอริก) ออกแบบโดย Claire Choisne และสร้างสรรค์โดยสตูดิโอของเธอ เพื่อยกย่องถึงจิตวิญญาณนักบุกเบิกของ Frédéric Boucheron
“ผลงานทั้งสี่ของเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลกชั่นใหม่นี้ ไม่ต่างอะไรจากภาพเหมือนบุคคลที่ฉันวาดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณของ Frédéric Boucheron” - Claire Choisne ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์
อ่านเพิ่มเติม: Seeing the Show, Living the Journey: มากกว่าการชมคอนเสิร์ต คือการออกเดินทางที่น่าจดจำ

Above สร้อยคอ The Address ถูกจับคู่กับชุดเดรสที่มีแขนเสื้อทรงพอง ทำให้น้ำหนักของสัดส่วนไปเน้นที่ช่วงบนของเรือนร่าง แขนเสื้อได้รับการออกแบบให้ขยายความกว้างของช่วงไหล่ ช่วยดึงสายตามาสู่เนินอก เสริมมิติทางสถาปัตยกรรมให้กับการเคลื่อนไหวของเรียวแขนผู้สวมใส่ ขณะเดียวกัน คอเสื้อที่ออกแบบในรูปทรงเรขาคณิตยังช่วยขับเน้นเหลี่ยมมุมของจี้สร้อยคอให้ดูโดดเด่นและคมชัดยิ่งขึ้น

Above รูปทรงแปดเหลี่ยมคือเพชรเดี่ยวเจียระไนทรงเหลี่ยมมรกตน้ำหนัก 10.01 กะรัต และเพื่อความต่อเนื่องของสถาปัตยกรรมล้อมเพชรทรงบาเก็ต เพชรทรงกลม และเหลี่ยมมรกต ซึ่งได้รับการฝังขึ้นตัวเรือนในตำแหน่งรับแสงตกกระทบก่อให้เกิดวิถีสะท้อนกลับกระจายความสว่างได้อย่างดีที่สุด
The Address
ปลายศตวรรษที่ 19 Rue de la Paix (รูว์ เดอ ลา เป) คือทำเลทองที่รองรับการเปิดกิจการของบรรดาบูติกเครื่องประดับอัญมณี และห้องเสื้ออันโด่งดังของมหานครปารีส ขณะที่ Place Vendôme ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ยังเป็นย่านที่พักอาศัยเงียบสงบ แม้จะงดงามและโอ่อ่า แต่ยังไม่มีใครมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ยกเว้นเพียงคนเดียว คือ Frédéric Boucheron เขาสังเกตเห็นว่าจัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางที่สตรีผู้มีรสนิยมใช้เดินเล่นเป็นประจำ ระหว่างทางสู่สวน Tuileries (ตุยเลอรีส์) ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่เพียงเดินผ่านไปโดยไม่หยุดมอง Frédéric กลับมองเห็นว่า สถาปัตยกรรมอันสง่างามของ Place Vendôme คือฉากหลังอันสมบูรณ์แบบสำหรับผลงานเครื่องประดับของเขาได้ฉายแสง และเมื่อพูดถึงแสง อาคารเลขที่ 26 นี้ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่อาบรับแสงแดดตลอดทั้งวัน ทำให้อัญมณีอันล้ำค่าในตู้จัดแสดงเปล่งประกายอย่างงดงามเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนั้น ในปี 1893 Frédéric Boucheron จึงได้ตัดสินใจก้าวสำคัญในการเปิดตัวบูติก ที่ Place Vendôme ซึ่งเป็นอดีตคฤหาสน์สกุล Hôtel de Nocé (นอเซ) และเขายังกลายเป็นช่างอัญมณีร่วมสมัยรายแรกที่ลงหลักปักฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ สัญชาตญาณของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าแม่นยำในไม่กี่ปีถัดมา เมื่อเมซงอัญมณีชั้นนำต่างพากันตามรอยจนทำให้ Place Vendôme ก้าวขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของโลกเครื่องประดับชั้นสูงในระดับสากล และยังคงสถานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

Above คือโจทย์ท้าทายเชิงเทคนิคที่เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือต้องขานรับเพื่อก่อกำเนิดโค้งโครงสร้างตัวเรือนท่ามกลางรายละเอียดเหลี่ยมมุมเรขาคณิต เริ่มต้นจากส่วนของวงโค้งสร้อยโอบรอบฐานลำคอที่ต้องรองรับแลคเกอร์สีดำให้ปรากฏผลลัพธ์ราวกับลากเส้นเดี่ยวอย่างต่อเนื่องตลอดโครงสร้าง

Above Claire Choisne ได้นำต้นแบบสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่เธอค้นพบในแผนกจัดเก็บเอกสาร จี้สร้อยคออันโดดเด่นด้วยรูปทรงแปดเหลี่ยมตามแบบพื้นที่ Place Vendôme ได้ถูกนำมารังสรรค์ ปรับสัดส่วนให้แคบลง เรียวบางขึ้น และคมชัดยิ่งขึ้นโดยอาศัยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างทองคำขาวฝังเพชรกับแลคเกอร์สีดำ ศูนย์กลางศิลปะแบบ “ภาพซ้อนภาพ”
เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์อันถือเป็นปฐมบทแห่งความสำเร็จ Claire Choisne ได้นำต้นแบบสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่เธอค้นพบในแผนกจัดเก็บเอกสาร จี้สร้อยคออันโดดเด่นด้วยรูปทรงแปดเหลี่ยมตามแบบพื้นที่ Place Vendôme ได้ถูกนำมารังสรรค์ ปรับสัดส่วนให้แคบลง เรียวบางขึ้น และคมชัดยิ่งขึ้นโดยอาศัยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างทองคำขาวฝังเพชรกับแลคเกอร์สีดำ ศูนย์กลางศิลปะแบบ “ภาพซ้อนภาพ” หรือ mise en abyme รูปทรงแปดเหลี่ยมคือเพชรเดี่ยวเจียระไนทรงเหลี่ยมมรกตน้ำหนัก 10.01 กะรัต และเพื่อความต่อเนื่องของสถาปัตยกรรมล้อมเพชรทรงบาเก็ต เพชรทรงกลม และเหลี่ยมมรกต ซึ่งได้รับการฝังขึ้นตัวเรือนในตำแหน่งรับแสงตกกระทบก่อให้เกิดวิถีสะท้อนกลับกระจายความสว่างได้อย่างดีที่สุด คือโจทย์ท้าทายเชิงเทคนิคที่เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือต้องขานรับเพื่อก่อกำเนิดโค้งโครงสร้างตัวเรือนท่ามกลางรายละเอียดเหลี่ยมมุมเรขาคณิต เริ่มต้นจากส่วนของวงโค้งสร้อยโอบรอบฐานลำคอที่ต้องรองรับแลคเกอร์สีดำให้ปรากฏผลลัพธ์ราวกับลากเส้นเดี่ยวอย่างต่อเนื่องตลอดโครงสร้าง ซึ่งเป็นงานประกอบชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อมอบความอ่อนช้อย และด้วยความต่อเนื่องของสัณฐานโค้งดังกล่าว ยังทำให้เพชรสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าแคบทั้งหลายต้องถูกนำมาเจียระไนใหม่อีกครั้งถึงสามารถฝังชิดขอบเรียงต่อกัน เพื่อรับกับส่วนโค้งของต้นคอ และผลงานชิ้นนี้ยังซ่อนความลับสุดท้ายไว้ โมทิฟส่วนกลางสามารถถอดออกมาแปรเปลี่ยนเป็นแหวนได้อย่างงดงาม

Above สำหรับเดรสสวมใส่ร่วมกับสร้อย Question Mark “The Spark” อาศัยแรงบันดาลใจจาก “ชุดยาวสองชิ้น” ซึ่งประกอบด้วยกระโปรงและตัวเสื้อสองแบบ เพื่อให้สามารถปรับลุคจากกลางวันสู่ยามค่ำคืนได้อย่างง่ายดาย ตัวเสื้อแบบหนึ่งออกแบบให้ปิดคลุมช่วงไหล่อย่างสุภาพ ขณะที่อีกแบบเปิดคอกว้างคว้านลึกเผยความโดดเด่นของโค้งตัวเรือนสร้อยคอได้อย่างงดงามในยามค่ำคืน
The Spark
Frédéric Boucheron ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สอดคล้องกับสรีระและการใช้ชีวิตของสตรีในยุคสมัยนั้น โดยเขามองเห็นว่าการแต่งกายและเครื่องประดับในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์เซต เสื้อผ้าที่แข็งทื่อ หรือเครื่องประดับที่หนักและไร้ความยืดหยุ่นทั้งหมดล้วนเป็นข้อจำกัดต่อการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ ซึ่งในขณะที่นักออกแบบอัญมณีคนอื่นๆ ยังคงยึดมั่นกับขนบเดิม Frédéric ได้เลือกที่จะตั้งคำถามฉีกกรอบเดิมๆ นี้ และแสวงหาการออกแบบรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับอิสระและความสบายของผู้สวมใส่ จากความเข้าใจนี้จึงเกิดเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ล้ำยุคสมัย โดยในปี 1879 เขาได้สร้างสรรค์สร้อยคอที่พลิกโฉมทั้งรูปทรงและโครงสร้าง สร้อยคอไร้ตะขอชิ้นแรกของโลก ซึ่งสามารถสวมคล้องรอบลำคอได้อย่างงดงาม โดยไม่ต้องอาศัยผู้ช่วยใดๆ กลไกใบสปริงที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนขนาดเล็กจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันอย่างประณีต ทำให้สร้อยคอมีความอ่อนตัว พลิ้วไหว และเคลื่อนไหวไปตามร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ กลไกที่ซับซ้อนนี้ถูกพัฒนาขึ้นในห้องทำงานของ Boucheron โดยเฉพาะ และแทบจะมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงงานหัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนในระดับสูงสุดของเมซง ด้วยรูปทรงอสมมาตรที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้น สร้อยคอชิ้นนี้จึงได้รับชื่อว่า “ Question Mark” และอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา ก็กลายเป็นหนึ่งในผลงานเครื่องประดับชั้นสูงของ Boucheron ที่คว้ารางวัล Grand Prix จากงาน Paris World’s Fair ปี 1889

Above กลไกใบสปริงที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนขนาดเล็กจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันอย่างประณีต ทำให้สร้อยคอมีความอ่อนตัว พลิ้วไหว และเคลื่อนไหวไปตามร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

Above ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงงานหัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนในระดับสูงสุดของเมซง ด้วยรูปทรงอสมมาตรที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้น สร้อยคอชิ้นนี้จึงได้รับชื่อว่า “ Question Mark”
ภาพถ่ายสร้อยคอ Question Mark ที่ถูกค้นพบภายในแผนกจัดเก็บเอกสารจากผลงานการสรรค์สร้างเมื่อปี 1884 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Claire Choisne ออกแบบผลงานยกย่องหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จของเมซง Boucheron โดยเติมความทันสมัยลงไปผ่านการเลือกใช้เพชรต่างรูปทรง ที่ล้วนโดดเด่นด้วยเหลี่ยมมุมกราฟิกกับหน้าตัดเรขาคณิต
เพชรทั้งแปดเม็ดถูกเน้นเป็นหัวใจหลักของผลงานชิ้นนี้ องค์ประกอบของเพชรถูดร้อยเรียงกันอย่างสง่างาม เริ่มจากเม็ดเจียระไนเหลี่ยมข้าวสาร (Marquise) น้ำหนัก 0.81 กะรัต ตามมาด้วยเพชรแปดเหลี่ยมหน้าตัดขั้นบันได (Asscher) น้ำหนัก 1.71 กะรัต เพชรวงรีน้ำหนัก 1.76 กะรัต เพชรหกเหลี่ยมน้ำหนัก 2.09 กะรัต เพชรทรงหยดน้ำ 2.02 กะรัต เพชรทรงเหลี่ยมมรกตน้ำหนัก 3.07 กะรัต และ เพชรกลมเหลี่ยมเกสรน้ำหนัก 2.96 กะรัต ก่อนจะสิ้นสุดองค์ประกอบอย่างงดงามด้วยเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมว่าวน้ำหนัก 5.01 กะรัต ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเพชรบาแก็ตต์เรียงเป็นฮาโลอย่างประณีต เพชรทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสถูกนำมาใช้เชื่อมให้ผลงานร้อยเรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ส่วนคอของสร้อยคอชิ้นนี้ได้รับการประดับด้วยเพชรแบบพาเว่ตลอดทั้งเส้นในโทนโมโนโครม การรังสรรค์สร้อย Question Mark ชิ้นนี้จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านน้ำหนักและสมดุลของชิ้นงาน ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างและข้อต่อที่ละเอียดอ่อนแทบมองไม่เห็น เพื่อมอบความสบายและการสวมใส่ที่เป็นธรรมชาติ

Above ศิลปะภาพขาว-ดำถูกนำมาใช้กับแคมเปญเพื่อการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เครื่องประดับชั้นสูง Histoire de Style ของ Boucheron เพื่อถ่ายทอดโทนอารมณ์อันสื่อถึงบรรยากาศภายในห้องจัดเก็บเอกสาร และชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมซง ขณะเดียวกัน ก็สามารถดึงสายตาไปสู่เนื้อแท้ของแต่ละผลงานได้อย่างเต็มที่ จำลองแบบจากวิถีการแต่งกายตามสมัยนิยมช่วงเวลาที่ Frédéric Boucheron ยังมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกัน ก็สอดแทรกความทันสมัยลงไปให้ปรากฏอย่างชัดเจน
The Silhouette
Frédéric Boucheron ไม่ได้มีมุมมองต่อเครื่องประดับอัญมณีเหมือนกับนักออกแบบผู้สร้างสรรค์รายอื่น ๆ เพราะในสายตาของเขา เครื่องประดับคืองานออกแบบที่ต่อยอดจากเสื้อผ้า เป็นเสมือนส่วนต่อเติมเพื่อทวีความโดดเด่นให้แก่สไตล์ส่วนบุคคล เหนืออื่นใด จากการเป็นบุตรชายของช่างค้าผ้า ผู้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพับแพรไหมและกองผ้าลูกไม้ เขาได้ซึมซับทุกความเข้าใจในศาสตร์แห่งเนื้อผ้า ความพลิ้วไหว และการทิ้งตัวของผืนผ้า ด้วยเหตุนั้น ถึงแม้เขาเลือกที่จะเบนเข็มชีวิตมาสู่แวดวงอัญมณี แต่มรดกศิลป์ทางการตัดเย็บจากผบิดาก็ไม่ได้จางหาย แต่ตรงกันข้าม เทคนิคใด ๆ ที่เขาเคยทำความเข้าใจภายในห้องเสื้อแฟชั่น เขาย่อมสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับได้อย่างลงตัว ภายใต้รูปลักษณ์อันคล้ายจะเรียบง่าย ที่จริงแล้วคือความสลับซับซ้อนจากงานออกแบบซึ่งเอื้อต่อการพลิกแพลงในวิธีสวมใส่ที่สามารถนำมาใส่ได้อย่างหลากหลาย เครื่องประดับของ Frédéric Boucheron จึงเปิดโอกาสให้สุภาพสตรีในยุคนั้นได้มีอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้งาน สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับทุกโอกาส แต่แนวคิดที่ล้ำสมัยที่สุดของเขา คือการก้าวข้ามกรอบของชุดเครื่องประดับแบบดั้งเดิม และมองหาแนวทางใหม่ในการสวมใส่เครื่องประดับ โดยผสานเสื้อผ้าและอัญมณีเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

Above ด้วยการออกแบบส่วนคอของชิ้นงานให้มาพร้อมระบบข้อต่อที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียนจนแทบมองไม่เห็น โครงสร้างและข้อต่อที่รังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำนี้ เปิดโอกาสให้เครื่องประดับชิ้นเดียวสามารถถูกแยกส่วนและถือกำเนิดใหม่ในหลากหลายรูปแบบ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเมซงที่มอบอิสระให้ผู้สวมใส่ได้เลือกนิยามการสวมเครื่องประดับในแบบของตนเอง

Above เครื่องประดับของ Frédéric Boucheron ได้เปิดโอกาสให้สุภาพสตรีในยุคนั้นได้มีอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้งาน สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับทุกโอกาส แต่แนวคิดที่ล้ำสมัยที่สุดของเขา คือการก้าวข้ามกรอบของชุดเครื่องประดับแบบดั้งเดิม และมองหาแนวทางใหม่ในการสวมใส่เครื่องประดับ โดยผสานเสื้อผ้าและอัญมณีเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
เพื่อเชิดชูมรดกอันทรงเกียรติภูมิของเมซง Claire Choisne ได้นำบรรทัดฐานทางงานออกแบบของ Frédéric Boucheron ผู้ให้ความสำคัญแก่ความอ่อนช้อยและการดัดแปลงรูปแบบเครื่องประดับเพื่อพลิกแพลงวิธีการใช้งาน โดยอาศัยโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ในการหล่อแบบตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชรให้โอบกระชับกับร่างกาย และโอนอ่อนไปกับทุกการเคลื่อนไหว ผลงานเครื่องประดับอันเปี่ยมด้วยความซับซ้อนทางเทคนิคนี้ สามารถแปรเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้ถึงหกแบบ สะท้อนความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสวมเป็นสร้อยคอร้อยระย้าคลุมไหล่ทั้งสองข้าง ไปจนถึงเข็มกลัดไหล่เสื้อร้อยเพชรฝังหุ้มเรียงแถวในสัดส่วนสมมาตรสองอัน สร้อยคอยาวทิ้งชายสองปลาย (ด้านหน้ากับด้านหลัง) รวมกระทั่งแยกส่วนเป็นสร้อยคออีกสองเส้น สร้อยคอโช้คเกอร์หนึ่งวง และกำไลข้อมือสองวง

Above ชุดสร้อยคอตัวเรือนทองคำขาวประดับด้วยคู่เพชรเม็ดกลมคุณภาพ D IF น้ำหนักรวม 5.16 กะรัตร่วมกับรายละเอียดฝังเพชรจิกไข่ปลา งานออกแบบอำนวยต่อการดัดแปลงรูปแบบได้ ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 1,652 ชั่วโมง
ช่างศิลป์งานฝีมือของ Boucheron สร้างสรรค์ความมหัศจรรย์ด้านการดัดแปลงรูปแบบ โดยการทำโครงสร้างสร้อยปลอกคอซ่อนกลไกตัวกลัดด้านใน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะช่างฝีมือแห่ง Boucheron ที่ทำให้การแปรเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่นี้เป็นจริง ด้วยการออกแบบส่วนคอของชิ้นงานให้มาพร้อมระบบข้อต่อที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียนจนแทบมองไม่เห็น โครงสร้างและข้อต่อที่รังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำนี้ เปิดโอกาสให้เครื่องประดับชิ้นเดียวสามารถถูกแยกส่วนและถือกำเนิดใหม่ในหลากหลายรูปแบบ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเมซงที่มอบอิสระให้ผู้สวมใส่ได้เลือกนิยามการสวมเครื่องประดับในแบบของตนเอง ภายในโครงสร้างของโชคเกอร์ แถวเพชรที่ฝังอย่างประณีตช่วยเติมสัมผัสแห่งความอ่อนช้อยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานกูตูร์ โซ่เพชรฝังแบบเบเซลมีความยาวรวมกว่าเจ็ดเมตร ประกอบด้วยเพชรทรงกลมมากกว่า 2,500 เม็ด ขณะที่ตัวโชคเกอร์ทั้งชิ้นถูกประดับด้วยเพชรบาแก็ตต์มากกว่า 100 เม็ด ที่ผ่านการเจียระไน ฝัง และจัดเรียงแบบไล่ระดับ เพื่อเป็นการก่อมิติความลึกดุจงานประติมากรรม

Above The Untamed ถูกนำเสนอคู่กับกระโปรงเสริมโครงบั้นท้าย อันถือเป็นประดิษฐกรรมการแต่งกายที่ Charles Frederick Worth ได้สรรค์สร้างขึ้นในปี 1867 โดยอาศัยหลักการสถาปัตยกรรมมาใช้กับศิลปะตัดเย็บผ่านโครงโลหะรองใต้กระโปรงเพื่อยกโค้งทรงสะโพกด้านหลังให้ตั้งขึ้นรูปทรงกลมกลึงอย่างชัดเจน เป็นการก่อมิติทรงอันเหมาะกับความยาวของสร้อยคอ
The Untamed
Frédéric Boucheron เป็นคนที่รักในธรรมชาติ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการเฝ้าสังเกตมันอย่างลึกซึ้ง ในยุคสมัยที่ธรรมชาติมักถูกทำให้สวยงาม สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด เขากลับมองเห็นถึงความจริงของธรรมชาติในแบบที่มันเป็น นักออกแบบร่วมสมัยมักเลือกถ่ายทอดพรรณพืชอันสูงส่งและรูปทรงที่สมบูรณ์แบบ หากแต่ Frédéric กลับค้นพบความงามในพืชและสัตว์ที่ดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา ซึ่งเขาได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้โดยละเอียด และพยายามถ่ายทอดมันออกมาอย่างซื่อตรงและเสมือนจริงที่สุด ด้วยการตั้งคำถามต่อกรอบเดิม ๆ Frédéric จึงนำเสนอธรรมชาติในมิติที่สมจริงและมีชีวิตชีวา พืชชนิดหนึ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์นี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือเถาไอวี่ พืชเลื้อยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่ารุกราน ไร้คุณค่า และไม่พึงปรารถนาในสายตาของช่างอัญมณีที่นิยมดอกไม้สูงศักดิ์ หากสำหรับ Frédéric Boucheron เขากลับรู้สึกผูกพันกับความงามอันไม่เชื่องของมัน ไอวี่เติบโต เลื้อยพัน บิดโค้ง และยืนหยัด มันคือภาพแทนของธรรมชาติที่มีชีวิต อิสระ และเป็นจริงอย่างแท้จริง

Above Frédéric ค้นพบความงามในพืชและสัตว์ที่ดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา เถาไอวี่ พืชเลื้อยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าไร้คุณค่า หากสำหรับ Frédéric เขากลับรู้สึกผูกพันกับความงามอันไม่เชื่องของมัน ไอวี่เติบโต เลื้อยพัน บิดโค้ง และยืนหยัด มันคือภาพแทนของธรรมชาติที่มีชีวิต อิสระ และเป็นจริงอย่างแท้จริง

Above ความปรารถนาของ Boucheron คือการมอบอิสระในการพลิกแพลงวิธีสวมใส่ ช่างศิลป์ได้ออกแบบกลไกอันประณีตซ่อนอยู่ภายในทำให้สามารถปลดกิ่งใบไอวี่เหล่านั้นออกไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย
Claire Choisne มีความตั้งใจที่จะนำงานออกแบบสร้อย Question Mark เถาใบไอวี่รุ่นแรกนี้มารังสรรค์ใหม่ตลอดเวลา สำหรับครั้งนี้ เธอได้ขยายความยาวของช่อใบปลายสร้อยออกไปเป็นพิเศษ โดยยังคงทุกเอกลักษณ์สำคัญของภาพวาดร่างแบบดั้งเดิมไว้ ขณะเดียวกัน ก็เติมรายละเอียดให้เอื้อต่อการสวมใส่ใช้งานในปัจจุบัน เธอได้จินตนาการถึงกิ่งไม้เลื้อยที่ประดับด้วยเพชรทรงกลม ซึ่งแผ่ลำต้นบนสิ่งยึดเกาะอย่างอิสระไปตามสัดส่วนของตัวผู้ส่วมใส่ ความยาวที่ต้องได้สมดุลตามงานออกแบบกลายเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งถูกคลี่คลายด้วยงานประกอบชิ้นส่วนขึ้นโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ กิ่ง ก้าน และใบแต่ละชิ้น รวมถึงการจัดตำแหน่ง ล้วนผ่านการคำนวณอย่างละเอียดถึงระดับมิลลิเมตร ซึ่งเท่ากับช่วยสืบสานปรารถนาของ Boucheron ที่จะมอบอิสระสูงสุดในการพลิกแพลงวิธีสวมใส่ ช่างศิลป์ได้ออกแบบกลไกอันประณีตซ่อนอยู่ภายในโมทิฟกิ่งใบหลายชิ้นส่วน ทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถปลดกิ่งใบไอวี่เหล่านั้นออกไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสร้อย Question Mark สายสั้น หรือสายยาว จนถึงลดระดับเป็นสร้อยคอแนบลำคอ เข็มกลัด หรือแม้แต่เครื่องประดับผม เพื่อสะท้อนแนวทางการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติของ Frédéric Boucheron ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนปัจจุบันยังได้เพิ่มเติมข้อต่อแบบเคลื่อนไหว ควบคู่กับการประดับคริสตัลผลึกทรงกลมที่สอดแทรกอยู่ท่ามกลางโมทิฟใบไอวี่ แต่ละองค์ประกอบล้วนเป็นงานฝีมือที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตบนโครงสร้างของตัวเรือน

Above สร้อยคอประดับเพชร พร้อมหินคริสตัล ตัวเรือนทองคำขาว สร้อยคอชิ้นนี้ออกแบบให้สวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบ ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 2,600 ชั่วโมง
การจัดแสดงคอลเล็กชั่น
สำหรับเครื่องประดับชั้นสูงคอลเล็กชั่นใหม่นี้ จะทำการจัดแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 26 มกราคม ปี 2026 ณ อาคารเลขที่ 26 Place Vendôme คฤหาสน์ประวัติศาสตร์แห่งครอบครัว Boucheron บนพื้นที่ของอพาร์ตเมนต์ส่วนตัว เพื่อให้เหล่าแขกผู้ทรงเกียรติได้ย้อนอดีตสู่ยุคสมัยที่ Frédéric Boucheron เริ่มต้นกิจการเครื่องประดับของตนในมหานครปารีส โดยที่ผลงานทั้งสี่ชิ้นต่างสะท้อนที่เรื่องราวความสำเร็จแต่ละบทของผู้ก่อตั้งเมซง จากนั้น ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้จะออกเดินทางไปจัดแสดงร่วมกับผลงานชิ้นเด่น ซึ่งถูกเลือกสรรอย่างดีมาจากแผนกจัดเก็บเอกสาร และตัวอย่างชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ Boucheron เพื่อร่วมเติมเต็มเรื่องราวต่างๆ อันเป็นที่มาของแต่ละผลงาน Histoire de Style คอลเล็กชั่น Nom : Boucheron Prénom : Frédéric ในประเทศจีนระหว่างเดือนมีนาคม ตามมาด้วยประเทศญี่ปุ่นระหว่างเดือนเมษายน และเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2026
อ่านเพิ่มเติม:
FENDI Lunar New Year 2026 Capsule Collection เฉลิมฉลองตรุษจีนด้วยคอลเล็กชั่นงานหัตถศิลป์อันสนุกสนาน
อัปเดตคอลเล็กชัน Autumn/Winter จากญี่ปุ่นส่งตรงถึงสยามทาคาชิมายะ
Jewels of Wonder การสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับอันวิจิตรงดงามของ Margot McKinney





