หากแฟชั่นเป็นการแสดงออกถึงตัวตน และสิ่งที่เลือกสวมใส่สื่อถึงอะไรมากมาย โดยไม่ต้องใช้คำพูด Tatler สนทนากับ สธน ตันตราภรณ์ ถึงความสำคัญของเครื่องแต่งกายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้
ละครเวที A Streetcar Named Desire จากต้นฉบับละครบรอดเวย์ ที่ ปืน-สธน ตันตราภรณ์ รับบทนำ เพิ่งปิดม่านไปหลังประกาศเพิ่มรอบการแสดงและเปิดจำหน่ายบัตรรอบที่ 2 ตามคำเรียกร้อง นักวิชาการแฟชั่น นักเขียน ควบบทบาทนักแสดงละครเวทีรายนี้ คือบทพิสูจน์ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ใครๆ ไม่ได้มีอาชีพเดียว แต่สามารถแสดงความสามารถได้อย่างหลากหลาย
“เอาเข้าจริงทุกบทบาทมันแอบสอดประสานเป็นเรื่องเดียวกันหมด เราไม่สามารถหนีจากวงการแฟชั่นหรือแวดวงเอนเทอร์เทนเมนต์ได้ แต่ถ้าให้ย้อนความ อาชีพแรกสุดในชีวิตที่ทำก็คือนักแสดงละคร เริ่มตั้งแต่อายุ 18” อดีตบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นขอพักงานแบบไม่รู้กำหนด เพื่อใช้เวลากับตัวเอง แต่ก็ยังซุ่มทำงานที่รัก
“ปีนี้จะมีนิยายแปลจากภาษาอังกฤษวางแผง จะออกภายในปีนี้แต่ยังไม่สามารถบอกชื่อได้ เป็นหนังสือเล่มที่รักมาก ติดท็อปๆ เล่มที่รักมากที่สุดในชีวิต และโชคดีได้ลิขสิทธิ์มา หนังสือยาวเกือบ 300 หน้า ตอนนี้แปลไปแล้ว 250 หน้า อีกนิดหนึ่งก็จะเสร็จ มีกลิ่นอายแฟชั่น เกี่ยวกับความปรารถนาของตัวละครและเสื้อชุดหนึ่งของเธอ”
อ่านเพิ่มเติม: Tatler เจาะลึกว่าทำไมแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Chanel 2023/24 Metiers d’Art จึงเป็นหนึ่งในการแสดงงานที่เปี่ยมเสน่ห์ที่สุด
“หลังลาออกจากงานประจำ ก็เริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่มีเวลาไปเจอ มีกลุ่มหนึ่งที่ทำละคร ก็ไปนั่งเล่นกับเขา แล้วทราบข่าวว่าจะมีละครเวที A Streetcar Named Desire หรือภาคภาษาไทยชื่อ รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา ซึ่งต่อมาดัดแปลงมาเป็น ENDSTATION โดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ ผู้กำกับในดวงใจ ปืนเคยดูละครที่เขากำกับ และบอกตัวเองว่าอยากมีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับคนนี้ กลายเป็นว่าการคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนฝูงในวงการละครต่อยอดไปถึงหูทีมงาน จนเขาเรียกไปคุย และสุดท้ายก็ได้มาแสดงจริงๆ”
เมื่อผู้ชายจะแสดงบทนางเอกสาวใหญ่ Blanche DuBois การเปลี่ยนภาพจำของคุณปืนในชุดสูทเนี้ยบกริบให้สมบทบาทคือความท้าทาย
“ปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตคือเราไม่มีประสบการณ์ตรงกับตัวละคร แต่เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้กำกับจับไม่ได้ว่าเราไม่เคยแต่งหญิง ไม่เคยแต่งหน้าขั้นนี้ ไม่เคยใส่วิกผมยาว จริงอยู่ที่การทำงานสายแฟชั่นอาจดูเป็นเรื่องง่ายมากที่คนจะมองว่าเราเข้าใจเสื้อผ้าผู้หญิงไปหมด คงคุ้นกับระดับของรองเท้าส้นสูงขนาดต่างๆ แต่ความจริงคือเรารู้จักมันจากมิติอื่น เรียกได้ว่าเป็นนักเขียนผู้ชายคนหนึ่งที่สังเกตแฟชั่นจากมุมนอกเท่านั้น”
เมื่อละครเวทีมาพร้อมเรื่องราวที่เข้มข้น เบื้องหลังย่อมต้องอาศัยการเตรียมตัวที่ทุ่มเท
“รองเท้าส้นสูงนี่เดินให้สวยยากมาก แต่เมื่อผู้กำกับเขาเลือกทำงานกับเรา เราก็ต้องเต็มที่ สิ่งแรกที่ทำคือไปถอยส้นสูงสี่นิ้ว แล้วฝึกใส่ในบ้านเลย ตื่นนอนก็ใส่รองเท้าส้นสูงเดินในบ้านทำกับข้าว เข้าห้องน้ำ ทำงานก็สวม คนอื่นอาจใส่สลิปเปอร์เวลาอยู่บ้าน แต่เราใส่รองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว ทั้งหมดเพื่อจุดประสงค์เดียวคือเมื่อไปถึงห้องซ้อม ทีมงานเอารองเท้าสูงแค่ไหนมาให้ เราเองในฐานะนักแสดงต้องใส่ได้หมด ถ้าผ่านความสูงสี่นิ้วมาได้ อะไรก็ง่าย"
"ขณะเดียวกันตอนทำการบ้านกับบทนี้มันกลับไม่พอ เราดูหนังศึกษาทุกวิถีทาง ดู Google, Youtube ดูทุกอย่าง การเป็นผู้หญิงมันไม่ใช่แค่ใส่รองเท้าส้นสูง มันมีอีกมากมายนัก ทั้งเรื่องขนตามร่างกาย ทั้งการแต่งหน้า ทรงผมที่ต้องเข้ากับหน้าเรา ความยาวของจอนที่ผู้หญิงจะไม่ตัดแต่จะปล่อยยาว ยกทรงอีก สะโพกก็ต้องผายอะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด วันนี้ค้นพบแล้วว่าการเป็นผู้หญิงมันลำบากจริงๆ การเป็นผู้หญิงมันละมุนละไม วันนี้เรารู้ซึ้งเลย ทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นมายี่สิบกว่าปี เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับผู้หญิงมาเป็นพันๆ เรื่อง บัดนี้รู้ซึ้งแล้ว ผู้หญิงกว่าจะงามมันยากจริงๆ ต้องใช้ความอุตสาหะ ต้องสู้ กว่าจะสวยได้ในมิติของฉัน”
“แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญคือวันที่ถ่ายโปสเตอร์ ได้ลองใส่วิก แต่งหน้า ใส่คอสตูมต่างๆ วันนั้นได้ค้นพบว่าในฐานะนักแสดง เราชะล่าใจเพราะตัวละครมันต้องอาศัยจริตความงามเยอะมาก ตัวละครเชื่อว่าเขางาม เป็นความงามที่ซับซ้อน เป็นความงามที่เคลื่อนคล้อย หย่อนยาน แต่ยังสู้! ฉันต้องสวย แต่เรายังสวยไม่พอ ตัวละครยังไม่รู้สึกว่าตัวเองสวย ซึ่งภาพนิ่งสามารถใช้โฟโต้ช็อปช่วยได้ แต่บนเวทีจริง เราไม่มีตัวช่วยอื่น นอกจากเครื่องสำอาง จึงพาตัวเองไปศึกษาเรื่องการแต่งหน้าอย่างจริงจังจากบรมครูด้านนี้คือ พี่อาร์ต อารยา อินทรา”
“ใครไปดูละครมาแล้ว จะสัมผัสได้ว่าการแต่งกายของตัวละครเอกเวอร์ชั่นนี้วางบุคลิกไว้อย่างพิถีพิถัน คาแร็กเตอร์มีมิติที่ลึก ในความตื้นเขิน มีความเชื่อว่าผู้หญิงควรเรียบร้อย อ่อนหวาน จะละเมียดละไมแบบสุดโต่ง ตู้เสื้อผ้าจะไม่มีเบลเซอร์ จะไม่มีการเสริมไหล่ จะไม่มีอะไรที่เป็นโครงแข็งเลย เพราะไม่ได้เป็นผู้หญิงที่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติ หรือต่อสู้ในวงการธุรกิจ"
"สิ่งที่ตัวละครต้องการที่สุดคือการได้รักใครสักคนหนึ่ง เป็นแม่บ้าน ตื่นเช้ามาแล้วแต่งหน้าให้สวยที่สุด แต่งตัวให้สวยที่สุดเพื่อคนที่เขารัก คนอื่นอาจมองว่าตัวละครมีมิติด้านเดียว แต่ตัวละครไม่ได้มองว่าตัวเองกลวง ตัวละครมองว่าแบบนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด”
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟชั่นอยู่ในวิถีชีวิตคนเรา เสื้อผ้าส่องสะท้อนว่าคนคนนั้นเป็นคนแบบไหน สังเกตละครเวทีหรือภาพยนตร์ เราสามารถรับรู้ได้เลยว่าตัวละครเพราะเครื่องแต่งกายของเขาทำงานมาให้แล้ว”

Above เครื่องแต่งกายบางส่วนของบทนางเอกสาวใหญ่ Blanche DuBois จาก ละครเวที A Streetcar Named Desire หรือภาคภาษาไทยชื่อ รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา
“ส่วนตัวเชื่อว่าเสื้อผ้ามีความหมายซ่อนอยู่ ตราบใดก็ตามที่เราเดินออกจากบ้านโดยไม่แก้ผ้า เท่ากับคุณอยู่ในโหมดใดโหมดหนึ่ง เทียร์ใดเทียร์หนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะใส่ Chanel หรือ Uniqlo หรือใส่ทั้งคู่ คุณกำลังแสดงออกถึงอะไรบางอย่างอยู่ บางคนอาจบอกว่าฉันไม่สนใจแฟชั่นเลย ฉันจะใส่แต่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ขาด ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแฟชั่นนะ คุณอาจกำลังใช้เสื้อผ้าบอกว่าคุณไม่อยากเป็นอะไรหรือไม่สนใจสิ่งใดบ้าง ฉะนั้นเสื้อผ้ารวมถึงความงามหรือเครื่องสำอาง มันจะฟ้อง นี่คือขั้นพื้นฐานของแนวคิดในการทำงานมาตลอดชีวิต"
"แต่ถ้าในแง่นักวิชาการ เราอาจลงลึกลงไปได้อีกขั้น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา ฝรั่งเศส หรือของประเทศใดๆ เขาใช้สีใดในการสื่อสารในการเมืองบ้าง นักธุรกิจจะขึ้นไปกล่าวสปีชที่ไหน ในวันที่ต้องใช้ภาพลักษณ์เป็นพิเศษ หรือแม้แต่จะไปขึ้นศาล สามารถพึ่งพาพลังของเครื่องแต่งกายได้ทั้งนั้น ฝรั่งเรียกว่า non-verbal communication หรือ อวัจนภาษา เป็นการสื่อสารที่ไม่ใช้คำ คือการสื่อสารแบบใบ้ เสื้อผ้าเป็นตัวบอก มีการสำรวจทางจิตวิทยามาแล้ว สมมติเราจะไปสมัครงานที่ไหน ใส่สีอะไร มีเปอร์เซ็นต์ได้งานมากที่สุด มันผ่านการสำรวจ วิจัย เจาะสถิติมาแล้วว่าใส่สีไหนไปสมัครงาน แล้วมีสิทธิ์ได้งานมากกว่า”
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟชั่นอยู่ในวิถีชีวิตคนเรา เสื้อผ้าส่องสะท้อนว่าคนคนนั้นเป็นคนแบบไหน นี่เป็นเครื่องมือที่ไม่ค่อยพลาด เชื่อถือได้ และสิ่งนี้สอดคล้องเมื่อย้อนกลับไปสังเกตละครเวทีหรือภาพยนตร์ คือเมื่อตัวละครตัวหนึ่งเดินออกมา เราสามารถรับรู้ได้เลยว่าตัวละครตัวนี้เป็นคนแบบไหน เพราะเครื่องแต่งกายของเขาทำงานมาให้แล้ว”
“สิ่งที่อยากทิ้งท้ายคือโลกก็ไม่ต่างจากละครเวที เป็นละครเรื่องหนึ่งที่เรียกว่ากรุงเทพฯ หรือละครเวทีที่เรียกว่าปารีส เมื่อใดก็ตามที่เราเดินออกจากบ้าน มันมีคนดู ผู้คนต่างกำลังมองว่าเราเป็นคนแบบใดผ่านสิ่งที่เราสวมใส่เสมอ”
อ่านเพิ่มเติม:
วิเคราะห์โทนสีตามฤดูกาล กับ 'ฤดูใบไม้ผลิ' ที่โดดเด่นด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
Tatler พูดคุยกับ Alexandre Mattiussi ถึงบูติกสโตร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแบรนด์ AMI และฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
Collaboration ครั้งประวัติศาสตร์แห่งวงการไวน์ เปลี่ยนโลกไวน์ระดับไอคอนิก กับ Penfolds Grange ที่ออกแบบโดย NIGO
Topics





