ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ได้ผสานศิลปะกับการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างลงตัว ผลงานของเธอสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม กระตุ้นจิตสำนึก และแสดงให้เห็นถึงพลังของการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน
การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เอ๋ วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ได้ยืนอยู่ระหว่างศิลปะและการขับเคลื่อนทางสังคม แม้ในอดีตศิลปะสิ่งแวดล้อมจะถูกมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเฉพาะกลุ่ม แต่เธอได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีความหมายลึกซึ้งจากขยะและข้าวของเหลือใช้อย่างต่อเนื่อง
ผลงานของเธอได้ก้าวข้ามขอบเขตของศิลปะแบบดั้งเดิม ด้วยงานอินสตอลเลชั่นที่ท้าทายให้ผู้ชมพิจารณาความสัมพันธ์ของตนเองกับการบริโภค โดยเริ่มจากความสนใจในการใช้วัสดุเหลือใช้ในการสร้างงานศิลปะ และพัฒนาแนวคิดด้านความยั่งยืนอย่างครบถ้วน โดยเธอเชื่อว่าการทำงานที่ตนเองรักและเห็นคุณค่าจะช่วยให้เธอสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและสร้างความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้เสมอ
อ่านเพิ่มเติม: 3 หญิงแกร่ง ผู้ร่วมก่อตั้ง HOW คอมมูนิตี้แห่งปัญญาที่สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม
Above ศิลปะอินสตอลเลชั่นของ Wishulada สามารถรีไซเคิลได้ 100% สวยงามและยั่งยืน เมื่อจบนิทรรศการ ทุกชิ้นส่วนสามารถถอดประกอบและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (ภาพ: Wishulada)
Approaching Sustainable
จากเดิมที่การสร้างงานศิลปะจากขยะนำวัสดุมาย้อมสีและตกแต่งใหม่ให้สวยงาม แต่ภายหลังได้รับคำแนะนำจาก ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ ว่าการทำเช่นนั้นอาจกลายเป็นการสร้างขยะใหม่อีกครั้ง วิชชุลดาจึงปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการทำงานโดยยังคงลักษณะและสีของวัสดุเดิม ไม่พ่นสีหรือย้อมสี เพื่อให้ผลงานสามารถรีไซเคิลได้
“ตอนนั้นหนูสนใจเรื่องวัสดุเป็นหลัก โดยเฉพาะวัสดุเหลือใช้ ช่วงแรกเน้นไปที่งานศิลปะที่สร้างจากวัสดุเหลือใช้ แต่ในตอนนั้นยังมองแค่ตัวโปรดักต์สุดท้าย โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากนัก คิดเพียงว่าไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุใหม่เท่านั้นยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง” วิชชุลดากล่าว
“หนูมองว่าการพัฒนาของตัวเองเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มจากการทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและค่อยๆ ทำไปทีละขั้น ตอนแรกเราอาจพยายามพ่นสีและย้อมวัสดุใหม่ๆ แต่หลังจากนั้นหนูได้เรียนรู้ว่าศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องไม่ใช่แค่ตามใจตัวเอง แต่ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จึงเลือกที่จะไม่พ่นสีหรือย้อมวัสดุอีกต่อไป ผลลัพธ์คือทุกงานสามารถรีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์โดยที่ยังคงความสวยงามและความคุ้มค่า เมื่อทำงานเสร็จแล้ว สามารถถอดแยกส่วนและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ นี่คือการพัฒนาที่เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อยของหนู”
ปัจจุบันวิชชุลดาดำเนินงานในนามวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีการวัดค่าผลกระทบของงานในเชิงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) มุ่งหวังให้ผลงานสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปลี่ยนกรอบความคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยการสะท้อนประเด็นปัญหาขยะที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน
“ตอนแรกหนูเริ่มต้นทำงานศิลปะกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ตอนนี้ได้พัฒนาไปเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม หนูไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านการจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ค่อนข้างลึก แต่โชคดีที่พื้นฐานเดิมมาก่อน จึงพอเข้าใจแนวทางของหลักสูตร ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการพลังงาน ตั้งแต่การคำนวณด้านไฟฟ้าไปจนถึงการศึกษาโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หนูยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความคุ้มทุนในเชิงบริหาร ว่าการลงทุนด้านพลังงานมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ไหน และควรคำนวณอย่างไร ซึ่งถือเป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิม แต่อาจารย์บอกว่าหนูเป็นคนที่ชัดเจนดี แม้บางครั้งคำตอบจะไม่ถูกต้องก็ตาม“ วิชชุลดาเล่า
“ทุกงานที่หนูทำจะสามารถวัดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เช่น ในการผลิตกระเป๋าแต่ละใบ จะสามารถคำนวณจำนวนวัสดุที่ใช้ไป เช่น น้ำหนักวัสดุเป็นกิโลกรัมหรือหน่วยต่างๆ จากนั้นนำไปคำนวณเป็นค่าคาร์บอนอิมิชั่น (carbon emissions) ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า กระเป๋าหนึ่งใบสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและการสร้างขยะได้ในปริมาณเท่าไหร่ นี่คือการวัดผลกระทบที่ชัดเจนจากงานที่หนูทำ”
A Chance Encounter
การนำเสนอประเด็นความยั่งยืนผ่านการเล่นกับพื้นที่และการผสมผสานวัสดุหลากหลายชนิด สร้างเป็นพื้นผิวสัมผัสที่น่าสนใจ นำพาเธอสู่การร่วมงานสำคัญ ไปจนถึงการทำงานกับแบรนด์ระดับโลก จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจค้าปลีกและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยอย่างสยามพิวรรธน์ที่ได้พบเห็นผลงานของเธอและเสนองานออกแบบสำหรับไอคอนสยาม จำนวนห้าชิ้น ซึ่งทำให้วิชชุลดาตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมุ่งมั่นกับโปรเจ็กต์นี้อย่างเต็มตัว
“หนูเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปะ พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นพยาบาล พวกเขาให้ความสำคัญกับความมั่นคงในชีวิต ดังนั้น ศิลปะอาจดูเป็นเส้นทางที่ไม่แน่นอนในสายตาพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้น พ่อกับแม่ก็ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่หนูรัก พวกเขาคอยเตือนว่าการเป็นศิลปินไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน เหมือนกับกฎของฟิสิกส์ เมื่อขึ้นไปสูงแล้ว วันหนึ่งก็ต้องมีวันที่ตกลงมา สิ่งสำคัญคือ หนูต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันนั้น ไม่ใช่แค่ในแง่อารมณ์ แต่รวมถึงเส้นทางข้างหน้าด้วย ว่าหนูจะเดินต่อไปอย่างไร และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะไปถึงจุดไหน จะต้องไม่ลืมตัวตนของหนูเอง
หนูผ่านช่วงโควิดมาได้และค่อยๆ พัฒนาตัวเองทีละนิด หนูบอกตัวเองว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด หนูคว้าโอกาสทุกอย่างที่มี ไม่ว่าที่ไหนจะเปิดอบรม เปิดคอร์สเรียน หรือให้โอกาสแสดงผลงาน หนูก็สมัครหมด ทั้งขอทุน ขอการสนับสนุน เพราะหนูไม่มีทุนทรัพย์มากนัก หนูเข้าสู่ทุกโครงการที่สามารถไปได้ แล้ววันเวลาผ่านไป หนูก็ค่อยๆ เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้”
การทำงานที่สำคัญอีกครั้งคือการร่วมงานกับ Christian Dior ซึ่งเกิดขึ้นจากการติดต่อผ่าน Instagram ส่วนตัวโดยทีมงานของแบรนด์ระดับโลก การทำงานกับเมซงจากฝรั่งเศสทำให้เธอเติบโตขึ้นและได้เห็นการบริหารจัดการงานระดับโลกที่เป็นระบบและมีแผนงานชัดเจน
“ทีมงานของเขาได้ติดต่อเข้ามา โดยแจ้งว่าได้เห็นผลงานของหนู และสนใจอยากพูดคุยเพิ่มเติมที่ประเทศไทย จากที่ได้พบกันเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ได้ร่วมงานกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทางแบรนด์ได้มอบโจทย์ให้หนูสร้างสรรค์งานในรูปแบบใหม่ ที่แตกต่างจาก ‘วิชชุลดาเวอร์ชั่นเดิม’ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้วัสดุเหลือใช้ ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่มีความประณีตยิ่งขึ้น หนูมีความเข้าใจเกี่ยวกับวัสดุเหลือใช้และการจัดวางมากขึ้น ทั้งยังลดทอนสีสันให้เรียบง่ายลง เพื่อเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติของวัสดุเอง
เหตุการณ์นี้ทำให้หนูตระหนักถึงการเติบโตของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะการได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก แต่เพราะกระบวนการทำงานทั้งหมดสอนให้หนูเข้าใจการบริหารจัดการในระดับสากล แบรนด์เล็กๆ อย่างหนูอาจยังขาดประสบการณ์ในบางด้าน แต่เมื่อเปิดใจและให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ ทุกอย่างก็กลายเป็นระบบระเบียบ มีแผนการที่ชัดเจน และดำเนินไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหนูนำแนวคิดเรื่องการใช้วัสดุเหลือใช้ไปพูดคุยกับ Christian Dior เขาไม่เพียงเข้าใจ แต่ยังตั้งคำถามที่กระตุ้นให้หนูคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผลงานแตกต่างจากเดิม ไม่ใช่แค่การสร้างใหม่แบบซ้ำๆ
สุดท้าย ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองก้าวไปอีกขั้น หนูได้เข้าใจวัสดุเหลือใช้ในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดวาง และสามารถมองงานของตัวเองในมุมมองใหม่ที่กว้างขึ้น”
อ่านเพิ่มเติม: อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ปลุกปั้น 'Techsauce Global Summit' สู่ประตูแห่งโอกาสของอาเซียน

Above วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์
หนูเชื่อว่าหากเราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มันไม่ควรมาจากการบังคับหรือข้อห้าม เพราะสุดท้ายแล้ว พฤติกรรมเดิมๆ ก็จะกลับมา แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจากข้างใน จากความเข้าใจและความรู้สึกที่แท้จริง มันจะอยู่ตลอดไป
Expanding Horizons
วิชชุลดาได้ไปเข้าร่วมโครงการ Artist in Residence ที่มาเลเซีย โดยการสนับสนุนของ Goethe-Institut Southeast Asia เธอได้พบกับศิลปินจากหลายประเทศทั้งในเอเชียและทวีปอื่นๆ เธอไปที่คูชิ่ง เกาะบอร์เนียว เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน เพื่อเขียนหนังสือในหัวข้อ Reciprocity ซึ่งเป็นหลักการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งเธอได้ตีความคำว่า Reciprocity ในมุมมองหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทย โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ
“ประเด็นที่หนูให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่องของชุมชนและสังคม หนูอยากพัฒนางานคราฟต์ในประเทศไทยให้มีส่วนช่วยลดปริมาณขยะ เพราะเมื่อเราพูดถึงเรื่องการรีไซเคิลหรือความยั่งยืน หลายคนมักนึกถึงการลดขยะจำนวนมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งอาจต้องอาศัยเครื่องจักรขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง วิธีนี้อาจไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน
ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านงานหัตถศิลป์ หนูอยากให้คนไทยทุกคนเห็นถึงคุณค่าและเอกลักษณ์ของตนเอง ผ่านงานศิลปะ งานออกแบบ และงานคราฟต์ที่สามารถผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปได้ เราสามารถนำศิลปะและงานฝีมือมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดขยะได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่หนูคิดและพยายามผลักดัน
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันอาจไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ในทันที แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเราค่อยๆ เดินไปทีละก้าว ให้เวลากับการเรียนรู้และพัฒนา สุดท้ายแล้ว งานคราฟต์ไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง”
วิชชุลดาไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง เธอกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอกด้าน Art and Design ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร (ภาคอินเตอร์) เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญ เธอมีแผนที่จะทำวิจัยเกี่ยวกับการวัดค่าผลกระทบทางสังคมของงานในเชิง SROI (Social Return on Investment) โดยต้องการหาวิธีวัดผลกระทบของงานคราฟต์ต่างๆ ที่มักประเมินค่าได้ยาก ในโลกที่ความยั่งยืนและการลดขยะเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นทุกวัน งานศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการสร้างการตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในบริบทของการนำวัสดุเหลือใช้มาผสมผสานกับเทคนิคการทำงานมากคุณค่า
“ในงานของหนู หนูอยากให้ทุกคนเห็นว่า ‘นี่คืองานคราฟต์ไทยที่ช่วยลดขยะ’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับหนู การใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันและนำมันมาสร้างสรรค์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขยะที่คนทั่วไปมักมองข้าม หนูอยากให้ทุกคนรู้ว่า การทำงานแบบนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้ มันไม่จำเป็นต้องมีธุรกิจหรือเป็นนักออกแบบมืออาชีพแต่อย่างใด ทุกคนสามารถเริ่มต้นจากการจัดการขยะในบ้านตัวเองให้เกิดประโยชน์ได้ ถ้าทุกคนทำในสิ่งเล็กๆ นี้ร่วมกัน ก็จะสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานเล็กหรือใหญ่ การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาคือการกระตุ้นให้คนรู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่แค่ช่วยลดขยะ แต่ยังช่วยสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับสิ่งรอบตัวด้วย”
Creating with Purpose
วิชชุลดากำลังจะส่งผลงานชิ้นล่าสุดสำหรับงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2568 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘วาฬบรูด้า’ เป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เธอสะท้อนถึงผลงานที่ผ่านมา วิวัฒนาการในการทำงาน และวิสัยทัศน์ที่การแสดงออกทางสร้างสรรค์ของเธอทำหน้าที่ทั้งเป็นผลงานศิลปะที่งดงามและเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม
“หนูคาดหวังว่างานของหนูจะทำให้ผู้ชมได้รับข้อมูลและแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน บางคนอาจมองว่างานศิลปะเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงกระแส แต่ถ้ามันสามารถจุดประกายให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมหรือมุมมองต่อโลก โดยที่ไม่รู้สึกถูกบังคับ นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง
หนูเชื่อว่าหากเราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มันไม่ควรมาจากการบังคับหรือข้อห้าม เพราะสุดท้ายแล้ว พฤติกรรมเดิมๆ ก็จะกลับมา แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจากข้างใน จากความเข้าใจและความรู้สึกที่แท้จริง มันจะอยู่กับเขาตลอดไป
อีกสิ่งที่หนูอยากสื่อสารเสมอคือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินหรือดีไซเนอร์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง จงทำในสิ่งที่รัก ทำสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง และทำมันอย่างต่อเนื่อง เมื่อเรารักสิ่งที่ทำ เราจะมีความสุขและเชื่อมโยงกับมันได้อย่างลึกซึ้ง และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มมองเห็นสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม หรือผู้คน และค้นพบว่าสิ่งที่เราทำสามารถสร้างผลกระทบที่ดีให้กับโลกได้”





