Tatler สัมภาษณ์พิเศษกับ ดิษยา สรไกรกิติกูล และ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เกี่ยวกับเรดดี้ทูแวร์คอลเล็กชั่น Disaya Iconology ที่ท้าทายกรอบนิยามทางเพศแบบดั้งเดิมอย่างสวยงาม
ดิษยา สรไกรกิติกูล และ เจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ สองบุคคลสำคัญในแวดวงแฟชั่นและบันเทิงของไทย ร่วมพูดคุยถึงการทำงานกันใน Disaya Iconology คอลเล็กชั่นที่จัดแสดงในโซนสร้างสรรค์ Iconic You ณ ศูนย์การค้า วัน แบงคอก ซึ่งถ่ายทอดแนวคิด androgynous พร้อมเปิดพื้นที่ให้กับการแสดงออกถึงตัวตนที่ไร้ข้อจำกัด
ในบทสนทนา ดิษยา ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ Disaya และเจมมี่เจมส์ ศิลปินมากความสามารถและสไตล์ไอคอนแห่งยุค ได้เผยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังคอลเล็กชั่น Disaya Iconology การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายผ่านเทคนิคที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณให้กับชิ้นงาน และวิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตของแฟชั่นที่มีความลื่นไหล เปิดกว้าง และสะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม: Digital Product Passport เทคโนโลยีอัจฉริยะรหัสลับแห่งความหรูหรายุคใหม่

Above คอลเล็กชั่นนี้ยังเกิดจากความร่วมมือกับ Mercedes-Benz โดย Thonburi Phanich Group เสมือนบทสนทนาระหว่างสามวิสัยทัศน์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง
A MODERN ANDROGYNY
“คอลเล็กชั่นนี้เกิดขึ้นจากความเข้าใจร่วมกันเรื่องการแสดงออกของคนยุคใหม่” ออม ดิษยา สรไกรกิติกูล ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย กล่าว “เมื่อเราเริ่มต้นคอลเล็กชั่น Disaya Iconology ภายใต้แนวคิด Sophistication Meet Androgynous เราไม่ได้คิดแค่เรื่องเสื้อผ้า แต่คิดถึงจุดเริ่มต้นใหม่ว่าความสง่างามจะมาผสานเข้ากับการหลอมรวมระหว่างชายกับหญิงเข้าด้วยกันแบบร่วมสมัยได้อย่างไร”
คอลเล็กชั่นที่มุ่งเน้นการก้าวข้ามขอบเขตทางเพศนี้ประกอบด้วย 32 ลุค ที่ผสมผสานความสง่างาม ความหรูหรา และความประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ของ Disaya เข้ากับสไตล์ที่ทลายกรอบเดิม วัสดุที่มักเชื่อมโยงกับแฟชั่นผู้ชายอย่างผ้าลายทางและหนัง รวมไปถึงผ้าทวีดที่ไม่ค่อยเห็นในเครื่องแต่งกายบุรุษ ถูกเปลี่ยนโฉมผ่านงานถักมาคราเม่คริสตัลอันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และกุหลาบออริกามิทำมือ จนกลายเป็นชิ้นงานที่ก้าวข้ามขอบเขตเพศสภาพแบบดั้งเดิม
คอลเล็กชั่นนี้ยังเกิดจากความร่วมมือกับ Mercedes-Benz โดย Thonburi Phanich Group ซึ่งขยายออกไปไกลกว่าการคอลลาบอเรชั่นทั่วไป เสมือนบทสนทนาระหว่างสามวิสัยทัศน์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง โดยได้แรงบันดาลใจจากไอคอนแห่งยนตรกรรมอย่าง G-Wagon ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทั้งผู้ชายและผู้หญิง

Above ดิษยา สรไกรกิติกูล และ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เผยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังการทำงานร่วมกันใน คอลเล็กชั่น Disaya Iconology
แฟชั่นลักซ์ชูรีมักเชื่อมโยงกับความพิเศษอยู่เสมอ แต่ความพิเศษที่แท้จริงเกิดจากชิ้นงานที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงตัวตนอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบแบบแผนดั้งเดิม
WHEN VISIONS ALIGN
การทำงานร่วมกับเจมมี่เจมส์ นำความแท้จริงมาสู่เรื่องเล่านี้ “เราค้นพบว่าเราพูดภาษาแฟชั่นเดียวกัน” เจมมี่เจมส์เล่า “ผมมักหยิบเสื้อผ้าหรือแอกเซสเซอรีของผู้หญิงมาแมตช์ในสไตล์ของตัวเอง ขณะที่พี่ออมก็จะเลือกชิ้นจากเสื้อผ้าผู้ชายมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้เป็นลุคของเขาอยู่บ่อยๆ ความเข้าใจโดยธรรมชาตินี้ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริง”
เขาเสริมว่า “ตอนที่ได้รับการติดต่อครั้งแรก ผมดีใจมาก เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้ลองทำเสื้อผ้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ผมชื่นชอบแฟชั่นอยู่แล้วแต่ไม่เคยลงมือทำอะไรแบบนี้มาก่อน ยิ่งพอได้คุยกับพี่ออม มันก็ชัดเจนเลยว่าเราเข้าใจกันในแง่ของสไตล์ เหมือนการหาจุดกึ่กลางที่ลงตัว แล้วนำความสนุกนั้นมาตีความผ่านเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตนของเราทั้งคู่”
“ผมรู้สึกสนุกและเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานในโปรเจ็กต์นี้” เจมมี่เจมส์กล่าวต่อ “มันเปิดเผยความเป็นไปได้ที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน นั่นคือแฟชั่นในฐานะสื่อกลางสำหรับการแสดงออกที่แท้จริงมากกว่าการตามเทรนด์”
ดิษยาก็กล่าวถึงกระบวนการสร้างสรรค์ที่ลื่นไหลว่า “ไม่มีความขัดแย้งเลย เพราะเราเข้าใจวิสัยทัศน์ของกันและกันโดยสัญชาตญาณ เมื่อคุณมีความตั้งใจร่วมกันในการทลายกรอบแบบเดิม ความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ก็ไร้ขีดจำกัด”
อ่านเพิ่มเติม: กระเป๋ารุ่นพิเศษที่ควรค่าแก่การครอบครอง ตั้งแต่กระเป๋าเฟรนช์ฟรายส์แบบโอต์กูตูร์ไปจนถึงคลัตช์มะเขือเทศที่ชวนให้คนพูดถึง
DESIGN TO TRANSCEND
หัวใจของคอลเล็กชั่น Disaya Iconology คือการถ่ายทอดความประณีตผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัย โดยนำเทคนิคมาคราเม่คริสตัลมาพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เทคนิคนี้ต่อยอดจากงานถักดั้งเดิม ผสมผสานกับการประดับคริสตัลที่ร้อยเรียงด้วยมือ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นของคอลเล็กชั่น
เส้นคริสตัลถักด้วยมือด้วยความบรรจง กุหลาบออริกามิที่สร้างจากผ้าและริบบิ้นทีละดอก สะท้อนทั้งความชำนาญของช่างฝีมือไทยและแนวคิดแฟชั่นที่ไร้ขอบเขต ทุกองค์ประกอบล้วนเป็นผลงานจาก “เวลานับหมื่นชั่วโมง” ในการรังสรรค์
หนึ่งในชิ้นงานไฮไลต์คือเสื้อยีนส์ประดับเพชรของแบรนด์ “จริงๆ แล้ว ออมทำเสื้อผ้าแนวยูนิเซ็กส์มาสักพักแล้ว ชิ้นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเสื้อยีนส์ประดับเพชร ผู้หญิงใส่ได้ ผู้ชายใส่ก็เท่” ดิษยาเล่า พร้อมเสริมว่าแนวทางนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในคอลเล็กชั่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าผู้ชาย หรือเสื้อผ้าที่ใครใส่ก็ได้
“เหมือนกับ G-Wagon คอลเล็กชั่นของเราเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งและความงดงามในเวลาเดียวกัน” ดิษยากล่าว “ทั้งสองสิ่งล้วนสะท้อนความหรูหราที่ไม่ประนีประนอม ไม่ว่าจะในเรื่องฟังก์ชั่นหรือการแสดงออกถึงตัวตน”

Above ดิษยา สรไกรกิติกูล และ เจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ สองบุคคลสำคัญในแวดวงแฟชั่นและบันเทิงของไทย ร่วมพูดคุยถึงการทำงานกันใน Disaya Iconology คอลเล็กชั่นที่จัดแสดงในโซนสร้างสรรค์ Iconic You ณ ศูนย์การค้า วัน แบงคอก
EYES ON WHAT’S NEXT
การตอบรับจากกลุ่มลูกค้าได้ยืนยันความเชื่อของดิษยาในแฟชั่นแอนโดรจีนัสหรือแฟชั่นที่ไม่ระบุเพศ แม้ว่าไอเท็มหลายชิ้นจะยังคงเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นเนื่องจากลักษณะงานฝีมือที่ซับซ้อน “เราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่ต้องการเสื้อผ้าสะท้อนตัวตนที่มีหลายมิติของพวกเขา” ดิษยาสังเกต “แฟชั่นที่ไร้ขอบเขตเพศไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่คืออนาคตของสไตล์ส่วนตัว”
ทั้งคู่ยังให้นัยถึงการขยายแนวคิดนี้สำหรับคอลเล็กชั่นในอนาคต “การร่วมมือครั้งนี้บอกเราว่าขอบเขตส่วนใหญ่อยู่ในจิตใจของเราเอง” เจมมี่เจมส์บอกกับ Tatler “เมื่อคุณสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจที่แท้จริง ผลลัพธ์ย่อมก้าวข้ามข้อจำกัดได้อย่างเป็นธรรมชาติ”
คอลเล็กชั่น Disaya Iconology ถูกนำเสนอในช่วงที่ผู้บริโภคลักซ์ชูรีแสวงหาแบรนด์ที่สะท้อนค่านิยมและตัวตนของพวกเขามากขึ้น ด้วยการนำเสนอ 23 ลุคสำหรับผู้ชาย และ 19 ลุคสำหรับผู้หญิง ที่แน่นอนว่าสามารถสวมใส่แลกเปลี่ยนกันได้ ตั้งแต่เสื้อและกางเกงเดนิมเข้าชุด แจ็คเก็ตและกางเกงประดับกุหลาบออริกามิ ชุดสูทเทเลอร์ตกแต่งคริสตัลมาคราเม่ ชุดตาข่ายคริสตัลมาคราเม่สำหรับชายหาด ไปจนถึงชุดสำหรับยามค่ำคืนอย่างแจ็คเก็ตและกางเกงหนัง เดรสผ้าออแกนซ่าปักลายดอกไม้ และเดรสยาวเว้าช่วงเอวตกแต่งคริสตัลมาคราเม่ที่มอบทั้งความหรูหราและเซ็กซี่
“แฟชั่นลักซ์ชูรีมักเชื่อมโยงกับความพิเศษอยู่เสมอ” ดิษยาอธิบาย “แต่ความพิเศษที่แท้จริงเกิดจากชิ้นงานที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงตัวตนอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบแบบแผนดั้งเดิม”
อ่านเพิ่มเติม:
Pipatchara ตีความหมายพวงดอกไม้แห่งความศรัทธา สู่งานออกแบบร่วมสมัยที่ผสานความประณีต ความตั้งใจ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน
บทสนทนาถึงแฟชั่นแห่งอนาคตกับ Yusuke Takahashi เมื่อเทคโนโลยี งานฝีมือ และความยั่งยืนมาบรรจบกัน
วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข บอกเล่าความสำคัญของงานคราฟต์ การทำงานร่วมกับชุมชน และศิลปะที่สวมใส่ได้ของแบรนด์ Wisharawish










