Cover ผู้กำกับมือรางวัล นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ กับการถ่ายทอดความทรงจำจากภาพยนตร์สู่กลิ่นน้ำหอม

เมื่อผู้กำกับมือรางวัล นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ หันมาปรุงกลิ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำหอมที่บรรจุความทรงจำและอารมณ์จากจอภาพยนตร์ ภายใต้แบรนด์ The Perfume Sanctuary

พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ใน G Village BKk ถูกใช้เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์น้ำหอม ห้องเวิร์กช็อป ห้องประชุมบท และล่าสุดคือ ห้องปฏิบัติการปรุงน้ำหอม ทุกอย่างเกิดขึ้นบนโต๊ะเดียวกัน และเป็นโต๊ะที่เรานั่งคุยอยู่ตอนนี้ นี่คือ The Perfume Sanctuary ที่ นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์อย่าง อนธการ, มะลิลา, Not Me และ หวาน รัก ต้องห้าม ใช้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอม “จริงๆ เราเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์น้ำหอมมาสักประมาณสี่ปีแล้ว” นุชี่เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหลงใหล “ตอนตั้งใจเปิดพิพิธภัณฑ์ ก็เพราะว่าคิดว่าวงการน้ำหอม Niche ของไทยเติบโตมาก หลังช่วงโควิดมาเติบโตแบบ 2-3 เท่าต่อปี มีนักปรุงใหม่ๆ มีผลงานน้ำหอมแปลกๆ ออกมา ก็เลยคิดว่าการมีพิพิธภัณฑ์น้ำหอมมันช่วยพัฒนาได้ทั้งคนปรุงและคนเสพ”

การเดินทางของนุชี่กับโลกแห่งกลิ่นหอมเริ่มต้นจากการสะสมน้ำหอมวินเทจมากว่า 10 ปี ความหลงใหลในกลิ่นหอมยุคเก่าทำให้เธอศึกษาศิลปะการปรุงกลิ่นด้วยตัวเอง พยายามทำความเข้าใจว่าผู้สร้างสรรค์ในอดีตสร้างศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมาได้อย่างไร จนกลายเป็นคอลเล็กชั่นที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของกลิ่น ศิลปะการปรุงกลิ่น และประวัติศาสตร์ของกลิ่น มากกว่าความงามของขวด

“พิพิธภัณฑ์ที่นี่เป็นเหมือนห้องสมุดแห่งกลิ่น เป็นพื้นที่เรียนรู้” เธออธิบาย “เราจัดเล็กเชอร์และเวิร์กช็อปต่างๆ เพราะน้ำหอมเป็นศาสตร์ความรู้ที่หาทำความเข้าใจได้ยาก มันต้องได้ดมกลิ่น ดมสารต่างๆ ถ้าผู้บริโภคมีความรู้ด้านน้ำหอมมากขึ้น พอสุคนธกรไทยทำงานแนวแปลกแหวกแนว เขาก็จะเข้าใจและชื่นชอบงานชิ้นนั้นมากขึ้น มันเป็นการพัฒนาวงการ”

Tatler Asia
Above นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ กับแบรนด์น้ำหอมของเธอเอง The Perfume Sanctuary

From Museum to Brand

หลังจากเปิดพิพิธภัณฑ์มาได้ประมาณปีสองปี นุชี่เริ่มคิดที่จะสร้างแบรนด์น้ำหอมของตัวเอง จากคนที่สะสม ศึกษา และมีความรู้ด้านการผสมกลิ่นมาอย่างต่อเนื่อง เธอมองเห็นโอกาสที่จะแปลงแรงบันดาลใจจากงานภาพยนตร์ของตัวเองให้กลายเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ “ถ้าเราเปิดพิพิธภัณฑ์แล้วเราก็เปิดแบรนด์ที่มีรากจากพิพิธภัณฑ์เลยดีกว่า” และนั่นคือการเกิดขึ้นของแบรนด์ชื่อ The Perfume Sanctuary ชื่อเดียวกับพิพิธภัณฑ์

แนวคิดหลักของแบรนด์ชัดเจน นั่นคือการหยิบเอาความเป็นวินเทจมาผสมในน้ำหอมแบบร่วมสมัย “จากที่ศึกษาน้ำหอมวินเทจ สิ่งที่โดดเด่นมากคือคุณภาพของ material” นุชี่อธิบาย “มันไม่เหมือนกับน้ำหอมในยุคนี้ เพราะในยุคก่อนๆ ยุคต้นศตวรรษที่ 20 หรือยุคก่อนสงครามโลก น้ำหอมเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย คนที่จะใช้ต้องเป็นคนมีเงิน เป็นชนชั้นสูง มันจึงมีคุณภาพที่สูงมาก ดมแล้วจะรู้สึกถึงการใช้น้ำมันกุหลาบจากธรรมชาติในปริมาณมาก สารที่หายากต่างๆ”

แต่นุชี่ไม่ได้ต้องการทำน้ำหอมวินเทจที่ล้าสมัย เธอต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่ผสมผสานระหว่างความสง่างามของอดีตกับความร่วมสมัย “เราใช้โครงสร้างที่สง่างามแบบน้ำหอมวินเทจ เช่น Chypre หรือ Floral Amber แต่เติมโน้ตที่ร่วมสมัยเข้าไป อย่าง Gourmand, Boozy หรือโน้ตชา ซึ่งเป็นสิ่งที่น้ำหอมวินเทจไม่มี เพราะมันเพิ่งเป็นที่นิยมในยุค 2000s”

Tatler Asia
Above สิ่งที่ทำให้ The Perfume Sanctuary แตกต่างคือการตีความผลงานภาพยนตร์ของนุชี่ให้กลายเป็นกลิ่น

The Language of Memory

สิ่งที่ทำให้ The Perfume Sanctuary แตกต่างคือการตีความผลงานภาพยนตร์ของนุชี่ให้กลายเป็นกลิ่น แต่การแปลภาษาภาพ เสียง และเรื่องเล่า มาสู่ภาษาของกลิ่น ไม่ใช่เรื่องง่าย “มันซับซ้อน เพราะภาพยนตร์ว่าด้วยภาพ เสียง เรื่องเล่า แต่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น” เธอกล่าว “จนมาลงตัวที่ว่า มันมีสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองอย่างมีเหมือนกัน คือเรื่องของความทรงจำ”

นุชี่อธิบายว่าภาพยนตร์ของเธอมักเป็นคอลเล็กชั่นของความทรงจำที่เธอชอบ สิ่งที่พบเจอในสังคม ผู้คน สิ่งของที่ประทับใจ แล้วถ่ายทอดเป็นศิลปะภาพยนตร์ กลิ่นก็เช่นกัน เป็นการหยิบเอาความทรงจำเดียวกันมาตีความเป็นกลิ่น ในภาษาน้ำหอมเรียกว่า “Olfactive Memory” เมื่อคนดมแล้วอาจจินตนาการนึกถึงสิ่งต่างๆ “แต่มันไม่เหมือนกันในแต่ละคน” เธอเตือนย้ำ “เหมือนเราดูหนังก็ตีความไม่เหมือนกัน กลิ่นก็เช่นกัน มันเลยเป็นความทรงจำที่มีศูนย์กลางจากตัวเรา พยายามบรรจุลงไปในน้ำหอม”

อนธการ The Blue Hour คือกลิ่นแรกที่เธอสร้างสรรค์ ใช้เวลาพัฒนากว่า 300 Batch เพราะต้องค้นหาว่าจะตีความความคลุมเครือระหว่างความจริงและความฝัน ความสุขและความเศร้า อย่างไร “มันเป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความคลุมเครือ ชื่อ อนธการ ก็คือความมืด ความสลัว” เธออธิบาย “เลยตีความมาเป็นกลิ่นควัน กลิ่น gasoline ทำให้นึกถึงท้องถนนยามสนธยา ควันที่อวลอยู่จางๆ แต่มัน crash กับความรักด้วย จึงมีกุหลาบ ลิ้นจี่ น้ำผึ้ง และไม้ เป็นโครงสร้างแบบชิปร์ (Chypre) กลิ่นไม้ที่มีความเปรี้ยวหวาน มีโน้ตที่ซับซ้อนเหมือนกับความซับซ้อนของภาพยนตร์”

Tatler Asia
Above น้ำหอม The Perfume Sanctuary ทั้งห้ากลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

The Farewell Flower จากภาพยนตร์ มะลิลา น้ำหอมที่ตีความศิลปะการทำบายศรีกับชีวิตความตาย “เป็นดอกไม้ exotic เหมือนดอกไม้ไทยที่อยู่ในบายศรี มี bouquet ของดาวเรือง จำปา มะลิ พุดซ้อน แต่ไม่ใช่กลิ่น floral อย่างเดียว เพราะบายศรีเป็นศิลปะ sculpture ดอกไม้ที่สง่างาม มันต้องมีโครงสร้างที่อุ้มดอกไม้ไว้ จึงเลือกโครงสร้าง amber accord เปิดมาด้วยกลิ่นเหล้ารัม แล้วค่อยๆ โรยดอกไม้ให้เห็นเนื้อหนัง เป็นกลิ่นผิวที่มีความยั่วยวน มีความ animalic นิดหน่อย”

Not Me Not You But Everyone กลิ่นที่ขายดีจนหมดสต็อก “เป็นเรื่องเด็กวัยรุ่นหัวขบถที่ต่อสู้กับความอยุติธรรม จึงต้องเป็นกลิ่นที่แสดงถึงความเยาว์วัย fresh แต่ให้พลัง เป็น fruity chypre มีแบล็กเคอร์เรนต์ ที่มีความเขียว intense ไม่ใช่ผลไม้น่ารัก เพราะมันเป็นซีรีส์วายที่ดาร์กต้องต่อสู้เรื่องการอุ้มหาย สิทธิมนุษยชน มีกลิ่นไวน์ ช็อกโกแลตขาว พิมเสน (patchouli) และโอคมอส (oakmoss)”

น้ำหอมทุกขวดมีเรื่องเล่า มีความทรงจำที่บรรจุอยู่ ไม่ว่าจะเป็น My Sweetest Taboo จาก หวานรักต้องห้าม ที่เป็นความหวานยั่วยวนด้วยเหล้ารัม ดาร์กช็อกโกแลต และดอกส้ม หรือ Burnout Syndrome ที่เปิดด้วยเหล้าพลัม อุเมะชู (umeshu) ค่อยๆ ไล่เป็นส้มแมนดาริน ดอกหอมหมื่นลี้ (osmanthus) และไม้ซีดาร์ แล้วจบด้วยอำพัน (amber) ที่รุ่มร้อน

น้ำหอมไม่ใช่แค่กลิ่น มันเป็นศิลปะ เป็นความทรงจำ เหมือนภาพยนตร์ที่พอคนดูแล้วเขาตีความไป เขาชอบเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะอะไร น้ำหอมก็เช่นกัน

- อนุชา บุญยวรรธนะ -

The Art Demands Science

การเป็นสุคนธกรไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่ต้องเข้าใจการทำ Lab ด้วย “น้ำหอมเป็นศิลปะที่ศิลปินต้องเข้าใจเคมี” นุชี่กล่าว “สารแต่ละตัวมีชื่อทางเคมี ต้องคำนวณทำเป็นสารละลาย ต้องชั่งหยอดสาร มันไม่เหมือนศิลปะอื่น”

สไตล์การเบลนด์ของ The Perfume Sanctuary ดึงมาจากกรรมวิธีแบบวินเทจ “น้ำหอมวินเทจพยายามไม่ให้โน้ตต่างๆ ชัดเจนมาก เพราะมีความซับซ้อน โครงสร้างมันมีความซับซ้อน” เธออธิบาย “เราจึงใช้เป็น accord ทำกลิ่นหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วเอา accord แต่ละอันมาผสมกันให้เกิดความซับซ้อน น้ำหอมหนึ่งตัวอาจมีตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 60 ส่วนผสม”

นุชี่เป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และนักปฏิบัติ เธอทำทุกอย่างเองที่นี่ ทั้งเบลนด์เอง ผสมเอง ทำหัวเอง “มันเป็นแนว artisanal ทำเองหมด compound น้ำหอมออกจากที่นี่ แล้วส่งไปให้โรงงาน dilute alcohol และบรรจุ” เธอกล่าว “ข้อดีของการทำแบบ artisanal คือคุมทุกอย่างได้ เลือกวัตถุดิบเอง อย่างพิมเสนจากอินโดนีเซีย เราไปคุยกับเกษตรกร ลอง sample มาเลือกเอง”

Tatler Asia
Above พิพิธภัณฑ์น้ำหอมที่ถูกใช้เป็นห้องปรุงน้ำหอมด้วยเช่นกัน

Thailand's Niche Perfume Renaissance

เมื่อถามถึงวงการน้ำหอมไทย นุชี่มองว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้น “มีมากกว่า 20 แบรนด์แล้ว และเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก มีงานที่ไปได้รางวัลระดับโลก อย่างแบรนด์ Siam1928 ของคุณณัท เวชชศาสตร์ ก็เพิ่งได้รางวัลลูกแพร์ทองคำ ซึ่งเป็นเหมือนคานส์ของวงการน้ำหอม”

เธอมองว่าความเติบโตของตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche) มาจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค “Niche แบรนด์ให้กลิ่นที่แตกต่าง คนซื้อรู้สึกว่าใช้กลิ่นที่ไม่ซ้ำกับเพื่อนหรือท้องตลาดแน่นอน" เธอกล่าว "มันเป็นเวทีให้สุคนธกรไทยได้นำเสนอผลงานการปรุงกลิ่นที่แตกต่าง”

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเธอในตอนนี้คือการจัดการสต็อก “ทำ artisanal มันทำไม่ทัน” นุชี่หัวเราะ “Not me ขายดีจนของหมด Burnout Syndrome ก็ขายดีขึ้นมา เราไม่ได้สต็อกเยอะเพราะไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ พอหมดก็ต้องหาวัตถุดิบใหม่ curate material เอง มันใช้เวลา”

Tatler Asia
Above น้ำหอม The Perfume Sanctuary ทั้งห้ากลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

ตอนนี้แบรนด์วางขายที่ Liberty Lab & Perfume Bar (Dragon Town), SKONX Perfumery (Gaysorn, CentralWorld, Central Chidlom, สามพราน) และขายออนไลน์ผ่านอินสตาแกรม นอกจากนี้ยังมีขายที่แคลิฟอร์เนียและกวางโจว กำลังหาผู้จัดจำหน่ายที่ยุโรปและตะวันออกกลาง

สำหรับแผนในปีนี้ นุชี่กำลังสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นใหม่ที่เกี่ยวกับดอกไม้ “เพราะดอกไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญในงานทำหนังของนุชี่ด้วย ปรากฏอยู่ในหลายเรื่อง จริงๆ พัฒนากลิ่นเสร็จแล้ว เกือบเสร็จทั้งหมดแล้ว”

“น้ำหอมไม่ใช่แค่กลิ่น มันเป็นศิลปะ เป็นความทรงจำ” เธอกล่าวท้ายบทสนทนา “เหมือนภาพยนตร์ที่พอคนดูแล้วเขาตีความไป เขาชอบเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะอะไร น้ำหอมก็เช่นกัน คนดมแล้วก็ตีความไปได้อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นศิลปะที่ให้อิสระ แต่ก็บรรจุความตั้งใจของผู้สร้างไว้ข้างใน”

และนั่นคือสิ่งที่ The Perfume Sanctuary มอบให้ ไม่ใช่แค่น้ำหอม แต่เป็นชิ้นส่วนของความทรงจำ ของภาพยนตร์ ของศิลปะ ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วเล็กๆ พร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาทุกครั้งที่มีคนเปิดฝาเพื่อสัมผัสกลิ่นหอม

Topics

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา