‘Gawdland’ จากเด็กคนหนึ่งที่เคยนั่งดูรายการ RuPaul’s Drag Race อยู่หน้าจอ สู่แดร็กควีนชาวไทย ผู้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะคนไทยและคนเอเชียคนแรก ที่คว้าแชมป์รายการระดับโลกอย่าง RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซั่น 3
“The winner of RuPaul’s Drag Race UK vs the World, the queen of the mothertucking world is...Gawdland!”
ทันทีที่สิ้นสุดเสียงประกาศของ ‘รูพอล’ (RuPaul Andre Charles) ไอคอนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวงการแดร็กควีน ผู้เป็นทั้งเจ้าของรายการ RuPaul's Drag Race เรียลลิตี้การแข่งขันแดร็กควีนชื่อดังระดับโลกที่เคยกวาดรางวัลเอมมี (Emmy Awards) อย่างถล่มทลายกว่า 29 ครั้ง และยังเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญให้วัฒนธรรม ‘แดร็ก’ ก้าวสู่ศิลปะกระแสหลักของวงการ LGBTQ+ ทั่วโลก
นับเป็นวินาทีที่โลกทั้งใบต้องจดจำชื่อของ ‘Gawdland’ หรือ ธาราเทพ ทวีผล แดร็กควีนชาวไทยวัย 24 ปี ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการแดร็กไทยและเอเชีย ในฐานะผู้ชนะรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs the World ซีซั่น 3
เธอไม่เพียงคว้ามงกุฎกลับบ้าน แต่ยังพาความเป็นไทย ความเป็นตัวเอง และความฝันของ drag community มากมาย ขึ้นไปยืนบนรันเวย์อันทรงเกียรติแห่งนี้ได้อย่างสง่างาม
อ่านเพิ่มเติม: นับถอยหลังการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 20 ปี Cartier Women’s Initiative

พลัง... ที่รอการปลดปล่อย
เรามีนัดสัมภาษณ์ Gawdland ณ ออฟฟิศ Tatler เพียงไม่กี่วันก่อนที่เธอจะเริ่มต้นภารกิจ World Tour ในต่างประเทศเพื่อพบปะกับแฟนๆ เธอสวมเดรสยาวลายธงชาติอันสง่างาม ที่รุ่นพี่แดร็กควีนผู้โด่งดังอย่าง Pangina Heals หรือ ปันปัน นาคประเสริฐ เคยสวมใส่
สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจไม่น้อย คือเอเนอร์จี้ก่อนถ่ายภาพ และขณะถ่ายภาพของ Gawdland เหมือนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
“ปกติหนูจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด เป็น introvert ชอบอยู่คนเดียว ก็พยายามอยู่ให้นิ่งที่สุด เพื่อเซฟพลังงานไว้สำหรับการแต่งแดร็ก” เธอเผยตัวตนอย่างตรงไปตรงมาพร้อมรอยยิ้ม
พูดไม่ทันจบ เธอก็เรียกอินเนอร์ของแดร็กควีนตัวแม่ออกมา พร้อมกลายร่างเป็น Gawdland ผู้เต็มไปด้วยเอเนอร์จี้อันล้นเหลือเหมือนที่เราเคยเห็นในรายการ ทำให้การถ่ายภาพในวันนั้นสนุกสนานและน่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติม: นาตาลี เกลโบวา กับ ‘จักรวาลภายใน’ ที่มากกว่ามงกุฎและภาพลักษณ์

ทางเลือกของชีวิต
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก Gawdland เกิดที่ลำพูน เติบโตที่เชียงใหม่ ก่อนจะเดินทางสู่กรุงเทพฯ ด้วยความฝันอยากเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหตุผลหนึ่งคือเพราะใกล้กับย่านสีลม ดินแดนที่เป็นความฝันของเธอในการทำงานเป็นนางโชว์ หรือแดร็กควีน
“สิ่งที่ทำให้เริ่มสนใจแดร็กมาจากความชื่นชอบในการแต่งหน้า จากนั้นก็ได้รู้จักกับรายการ RuPaul’s Drag Race ดูแล้วรู้สึกว่าได้แรงบันดาลใจ อยากจะพาตัวเองไปอยู่ในนั้น ก็เลยพยายามหาหนทางและสร้างโอกาสให้ตัวเองมาโดยตลอด”
ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตนิสิต เธอต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการทำธีสิส เพื่อเรียนจบ กับการเข้าแข่งขันรายการ Drag Race Thailand ซีซั่น 3 ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมตัวและถ่ายทำอย่างหนัก
สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจกัดฟันสู้ โดยใช้ความอดทนและความพยายามทั้งหมดในการทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน
“ตอนนั้น handle อะไรไม่ได้เลย เละมาก พังมาก แต่มันเป็นทั้งสองอย่าง ที่สำคัญมากๆ ธีสิสก็เหมือนเป็นทั้งชีวิตเพราะเรากำลังจะเรียนจบแล้ว ส่วนรายการ Drag Race Thailand ก็เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเช่นกัน”
เราถามเธอว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่รอเรียนจบก่อน แล้วค่อยไปลงแข่งปีอื่น เธอตอบทันทีว่า “ไม่ชอบรอโอกาส ถ้าเห็นโอกาสแล้วก็คว้ามันไปเลย ไม่อยากคาดหวังกับโอกาสที่ยังมองไม่เห็น แต่อันนี้... มันเห็นแล้ว”


โอกาสครั้งสำคัญ
แม้จะไม่ใช่ผู้ชนะในรายการ Drag Race Thailand ซีซั่น 3 แต่การคว้าตำแหน่งอันดับสามก็สอนให้ Gawdland ได้เข้าใจมากขึ้นว่า รายการต้องการอะไร
“ตอนแข่งขัน Drag Race Thailand เราบอกกับตัวเองว่า ไม่น่ามาแข่งเลย เพราะเราไม่พร้อม นี่ไม่ใช่ที่ของเราเลย แต่บทเรียนสำคัญที่เราได้จากตรงนั้น คือเราไม่ได้ทำแดร็กเพื่อให้ตัวเองดูอย่างเดียว เพราะถ้าเป้าหมายคือการชนะ เราต้องทำให้กรรมการประทับใจด้วย”
ใครจะรู้ว่าไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ต่างประเทศให้ไปแข่งในรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซั่น 3
“ความรู้สึกแรกคือ โอ้โห ถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะไม่ลงแข่ง Drag Race Thailand เท่ากับว่าเราจะไม่มีโอกาสนี้เลย ดังนั้น เราเลยอยากย้อนกลับไปขอบคุณตัวเองในวันนั้นมาก ที่ยอมอดทน กัดฟันสู้ และไม่ย่อท้อ”


นับถอยหลัง... สู่การแข่งขันครั้งใหม่
“เรามีเวลาเตรียมตัวประมาณสองเดือน กับแพ็คเกจทุกอย่างที่จะต้องบินไปพร้อมกับเรา” Gawdland เล่าให้เราฟังถึงภารกิจไฟไหม้ที่เธอต้องจัดการสารพัดสิ่งให้เสร็จ ก่อนออกเดินทางไปถ่ายทำรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซั่น 3 ณ สตูดิโอที่ประเทศอังกฤษ
เธอเล่าว่าหนึ่งในความท้าทาย คือการตกตะกอนกับตัวเอง สู้กับความคิดของตัวเองในหัวให้จบ ก่อนจะส่งงานต่อไปให้คนอื่น
“เราต้องมานั่งคิดว่า กรรมการน่าจะชอบอะไร ถึงรู้ว่าเราจะเล่นเกมยังไง”
เมื่อถามถึงจุดแข็งที่เธอจะนำไปสู้กับผู้เข้าแข่งขันรายอื่นๆ Gawdland ตอบอย่างมั่นใจว่า “เรื่องรันเวย์ เราไม่พร่อง เพราะเรารู้แน่ๆ ว่าเราจะใส่อะไร ดังนั้น เราเลยโฟกัสกับการเตรียมชุดทุกชุดให้มากถึงมากที่สุด เราต้องเสิร์ฟให้ครบและหลากหลาย ทั้งไทย ทั้งอินเตอร์ ซอฟต์พาวเวอร์ Thai traditional ไทยประยุกต์ และ Thai futuristic” ซึ่งเธอยอมรับว่านี่เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยคว้ามงกุฎกลับมาได้สำเร็จ



เบื้องหลังเดรสหลายสิบชุดสุดอลังการบนรันเวย์ คือการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์มากมายทั่วประเทศ ซึ่งมีสไตล์ที่เหมาะสมกับโจทย์ที่ตั้งไว้ แม้จะโดนหลายคนปฏิเสธด้วยข้อจำกัดด้านเวลา แต่หนึ่งใน บุคคลสำคัญที่ช่วยวางภาพรวมและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด คือ อาร์ต อารยา อินทรา สไตลิสต์และแดร็กควีนแถวหน้าของเมืองไทย
“หนูโทรไปบอกพี่อาร์ตว่า แม่... หนูโดนเรียกตัวแล้ว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม “พี่อาร์ตก็นัดประชุมทันทีว่า ต้องทำอะไรบ้าง แล้วควรใส่อะไรวันไหน จากนั้นพี่อาร์ตก็พาไปเดินพาหุรัด นั่งสอนประวัติศาสตร์แฟชั่นให้แบบจริงจังมาก แล้วก็ให้เราไปรีเสิร์ชตั้งแต่ยุค 1910s, 1920s, 1930s ว่าคนยุคนั้น เขาใส่อะไร ทำไมถึงใส่แบบนั้น เราจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เบื้องหลังเสื้อผ้าแต่ละยุคอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจว่าเรากำลังนำเสนออะไร”
สิ่งที่น่าสนใจคือ Gawdland ไม่ได้ตั้งใจนำเสนอความเป็นไทยแบบตรงไปตรงมา แต่เธอเลือกจะ twist ออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ร่วมสมัย และสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้
“ความเป็นไทยนี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นและไม่เหมือนใครเวลาไปยืนเรียงเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ถ้าดูดีๆ เราไม่ได้เสิร์ฟแค่วัฒนธรรมไทย แต่เรายังเสิร์ฟความเป็นสากลด้วย เราเลยมีชุดร็อกสตาร์ของเอลตัน จอห์น รวมถึงชุดแม่มดจาก The Witches ซึ่งอิงมาจากหนังคลาสสิกของบ้านเขา ทำให้ค่อนข้างครบและหลากหลาย”


รันเวย์อันน่าจดจำ
เราอยากรู้ว่า หากโจทย์ของรายการเปลี่ยนใหม่ให้นำไปได้เพียงสามชุด เธอจะเลือกชุดไหนบ้าง
“โห ยากไปไหม” เสียงอุทานของ Gawdland กลายเป็นเสียงหัวเราะในวงสนทนาทันที เพราะต้องเลือกจากหลายสิบชุด ตั้งแต่ชุดมวยไทยน่ารักๆ ชุดธงชาติอันแสนสง่างาม ชุดหุ่นกระบอกนางรำกับกิมมิกสุดเซอร์ไพรส์ รวมถึงชุดราตรีสุดประทับใจในรอบไฟนอล ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวง
แต่หากต้องเลือกแค่เพียงสามชุด เธอตอบว่า ชุดแรกคือ ‘ชุดแม่มด’ เพราะมีความเป็นสากลและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอังกฤษ ถือเป็นการเอาใจประเทศเจ้าภาพ ชุดสองคือ ‘ชุดปลากัด’ ที่ได้รับฟีดแบ็กดีที่สุด มีทั้งความเป็นไทย และความเก๋แบบอินเตอร์ เป็นชุดที่ทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์มาก สุดท้ายคือ ‘ชุดกินรี’ ซึ่งเป็นชุดโปรดของ Gawdland มีทั้งความเป็นไทย และความ futursitic ที่เซ็กซี่และไฮแฟชั่นในเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่าอีกหนึ่งลุคที่เธอยังจดจำได้อย่างดีคือ ‘ชุดต้มยำกุ้ง’ เพราะเป็นชุดที่เกือบจะเสร็จไม่ทันเวลา
“คืนก่อนใส่ เรายังนั่งติดเพชรที่โรงแรมอยู่เลย (หัวเราะ) เป็นชุดเดียวที่ไม่ได้ฟิตติ้ง ไม่ได้เห็นตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนเดินรันเวย์จริงๆ ตอนนั้นทำใจแล้วว่าเละแน่นอน แต่พอออกมา ปรากฏว่า กรรมการชอบมาก เกินความคาดหมายมาก เพราะชุดมันใหญ่ สีมันเด่น และตอบโจทย์ความเป็นไทย มันเลยเป็นการประทับตราว่า Gawdland from Thailand มาแล้ว เราไม่ได้มาเล่นๆ นะ” เธอเล่าด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

เส้นทางแห่งความสำเร็จ
นอกจากการแต่งองค์ทรงเครื่องที่ Gawdland ตั้งใจใช้เป็นอาวุธในการแข่งขันแล้ว เธอย้ำว่าพื้นฐานของการเป็นแดร็กควีนที่ดียังต้องมีความสามารถรอบด้าน ทั้งการ lip sync การแต่งหน้า การสไตลิ่ง และที่สำคัญคือเซนส์ของความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ดี
“ทุกครั้งที่คุณออกไปอยู่ต่อหน้าผู้ชม คุณต้องสามารถดึงดูดความสนใจและสะกดสายตาของคนดูได้ คุณต้องมีเสน่ห์ที่คนอยากจะมอง หรือแม้กระทั่งสามารถวิพากษ์วิจารณ์คนดูได้ โดยที่พวกเขาตลกไปกับสิ่งนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนดูถูกอยู่ มันคือปฏิภาณไหวพริบในตัว drag performer ที่ดี”
แม้ Gawdland พยายามเตรียมพร้อมไปอย่างดีที่สุดสำหรับ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซั่น 3 แต่เธอกลับไม่ได้คาดหวังหรือมีภาพในหัวใดๆ ไว้เลย เพียงแค่อยากจะทำออกมาให้ดีที่สุด
“เราแค่อยากไปสนุก ไปสร้างโมเมนต์ ไปสร้างมีม ไปสร้างชื่อเสียงให้คนจดจำตัวเรา อยากจะเป็นตัวของตัวเองให้ได้แบบ 120 เปอร์เซ็นต์ และเอ็นจอยกับช่วงเวลาตรงหน้าให้มากที่สุด”



“ตลอดหนึ่งเดือนของการถ่ายทำเป็นช่วงเวลาที่หนูมีความสุขมากเลย เป็นความรู้สึกว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในแฟนตาซีที่เคยอยากอยู่มาตลอด นั่นคือการได้ถ่ายรายการ Drag Race ได้เจอกับ RuPaul ได้คุยกับเพื่อนๆ ผู้เข้าแข่งขัน ได้เดินบน main stage นี่คือสิ่งที่เราเคยเห็นบนหน้าจอ แล้ววันนี้ เราเป็นคนที่กำลังทำมันอยู่ เรายังได้เห็นกระบวนการการทำงานแบบเรียลลิตี้รายการใหญ่ที่ออกอากาศไปทั่วประเทศ แถมโรงถ่ายข้างๆ ยังเป็นโปรดักชั่นใหญ่อย่าง Snow White, James Bond, Star Wars มันเลยทำให้รู้สึกว่า โห เรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ ดังนั้น ทุกวินาทีที่นั่นมันคือความสุขจริงๆ”
แต่แน่นอนว่า คงไม่มีช่วงไหนที่จะมีความสุขมากไปกว่า ‘crowning moment’ โมเมนต์ที่ได้เข้าไปสู่รอบ Top 2 ที่เจ้าตัวบอกว่า “มันยากมากกกกก (ลากเสียงยาว) มันเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย เพราะเราไม่เคยมี RuPaul’s Drag Race Winner ที่เป็นคนไทยมาก่อน เรากำลังจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ มันเลยมีหลายอารมณ์ความรู้สึก ทั้งตื่นเต้น ดีใจ ภูมิใจ ตกใจ กลัว เครียด ฯลฯ แต่ก็เป็นโมเมนต์ที่พอได้มองย้อนกลับไป ก็อยากขอบคุณตัวเองในเส้นทางที่ผ่านมาว่า เราทำมันได้แล้วว่ะ” (ยิ้ม)
มากกว่าสปอตไลท์ คือการยอมรับ
สำหรับ Gawdland อาชีพแดร็กควีนเป็นอาชีพแรกและอาชีพเดียวที่เธอยึดถือมาโดยตลอด เธอบอกว่า อาชีพนี้สอนให้เธอรู้จักกับความอดทน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาให้เราไปได้ไกล
“หนูพูดเสมอมาว่า วงการแดร็กไทยมีคนเก่งเยอะมาก มีคนที่พร้อมจะได้รับแสงเยอะมาก เพียงแต่แสงส่องไปไม่ถึงสักที ครั้งนึงเราเคยเป็นคนเหล่านั้นที่รู้สึกว่า ‘I deserve better’ เราควรค่ากับอะไรมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น เราเลยอยากส่งแสงเหล่านี้ไปให้กับเพื่อนๆ ใน drag community ของเราด้วย”
“เราดีใจที่ชัยชนะครั้งนี้ทำให้คนหันมาสนใจพวกเรามากขึ้น แต่อยากจะบอกว่า โปรดรักและยินดีกับความสำเร็จของหนู ไม่ใช่เพียงเพราะหนูเป็นคนไทยที่ไปชนะบนเวทีโลก แต่อยากให้มองย้อนกลับมาด้วยว่า สิ่งที่ทำให้หนูไปถึงจุดนั้นได้ คือ drag community ดังนั้น โปรดรักก้อนนี้ของหนูด้วย และอยากให้คนไทย หันมาสนใจแดร็กกันเยอะๆ” เธอกล่าวด้วยแววตาของความหวัง
Tatler ทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ด้วยข้อความที่ Gawdland อยากจะฝากให้กับตัวเธอในอดีต
“อดทนนะ… อดทนกับช่วงเวลาเมื่อต้องเจออะไรที่ยากลำบาก แล้วก็ขอให้รักตัวเอง เข้าใจตัวเองให้มากๆ เพราะว่าวันนึงเธอจะไปได้ไกลมาก เธอจะประสบความสำเร็จในเส้นทางที่ชอบ ในสิ่งที่เธอตั้งใจทำมา อย่าให้ใครมาทำให้รู้สึกลังเลหรือสงสัยในสิ่งที่ทำว่าถูกหรือผิด เพราะมันถูกต้องแล้ว keep doing that ตั้งใจทำต่อไปนะ”





