‘Cause I'm leavin' on a jet plane’ ท่อนฮุคของเพลง Leaving on a Jet Plane ที่ วี วิโอเลต วอเทียร์ เลือกร้องในรอบ blind auditions ในรายการ The Voice Thailand 2013 ทำให้เธอเป็นที่จดจำและแจ้งเกิดในวงการบันเทิง
11 ปีผ่านไป เธอไม่เพียงยังโลดแล่นในวงการ แต่ยังเขียนเพลงและโปรดิวซ์เพลงเองในอัลบั้มล่าสุด พร้อมกับมีผลงานการแสดงซีรีส์ดราม่าล้ำยุคจากงานสร้างฝีมือคนไทย เรื่อง ‘อนาฅต’ ผลงานที่เธอบอกว่าแค่ได้อ่านบท แพสชั่นในการแสดงก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
Call me dramatic ชื่อ EP Album ล่าสุดที่ วี วิโอเลต วอเทียร์ ตั้งใจทำเพลงให้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาเหมือนนั่งชมภาพยนตร์ เพราะต้องการผสานความรู้จากการเรียนด้านภาพยนตร์เข้ากับความชอบดนตรี
“วีเคยเรียนหนังมาก่อน เลยตั้งเป็นโปรเจ็กต์กึ่งทดลองว่าถ้าเราทำเพลงออกมาให้เป็นหนังจะเป็นยังไง ถ้าเพลงแต่ละเพลงเหมือนหนังเรื่องหนึ่งหน้าตาจะประมาณไหน ในเวลาเดียวกันก็อยากแสดงออกถึงความเป็นเราด้วย อัลบั้มนี้จึงเป็นโปรเจ็กต์ที่ท้าทายค่ะ”
นอกจากเรื่องราวการทำเพลงแล้ว ในวันที่ถ่ายแฟชั่นปกของ Tatler ฉบับเดือนธันวาคม เรายังได้คุยถึงไทม์ไลน์ชีวิตในปี 2024 ที่เดินทางมาถึงช่วงปลายปีว่าบทเรียนสำคัญของปีนี้คืออะไร เธอเติบโตขึ้นมากน้อยแค่ไหน และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในปี 2025
อ่านเพิ่มเติม: อิงฟ้า - ชาร์ล็อต บอกเล่าความท้าทายจากผลงานล่าสุด ‘หยดฝนกลิ่นสนิม’ และตัวตนที่เติบโตหลังก้าวเข้ามาเป็นคนสาธารณะ

Above วี วิโอเลต วอเทียร์ ศิลปินที่มีผลงานมาให้ฟังและดูกันตลอดทั้งซิงเกิล อัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์มานานกว่า 11 ปี
Call me dramatic ความท้าทายที่ทั้งยากและง่ายในคราวเดียวกัน
“จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนะคะ” วี วิโอเลต บอกอย่างนั้น เมื่อถามถึงผลงานล่าสุด
“ความยากจะเป็นเรื่องของเวลา เพราะอัลบั้มนี้มีเวลาทำงานสั้นนิดเดียว ก็ต้องมาดูว่าเวลาแค่นี้จะ execute ออกมายังไง แต่ความง่ายก็คือพอเราปล่อยจินตนาการ มันก็มีเรื่องราวไหลออกมาได้เลย แต่ก็มีบางครั้งที่คิดไม่ออก ตรงนั้นก็จะยากเลย”
ตลอด 11 ปี วี วิโอเลต มีผลงานมาให้ฟังและดูกันตลอด ทั้งซิงเกิล อัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์ คอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปี 2023 และผลงานการแสดงที่มีออกมาเรื่อยๆ เราถามว่าอะไรทำให้เธอสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ตลอด และเคยเผชิญกับอาการ burn out หรือ creative block บ้างไหม
“วีว่าตัวเองเป็นคนเจ้าโปรเจ็กต์ ชอบคิด ชอบจินตนาการ คิดอยากทำนั่นนี่ตลอด แต่ทำได้จริงไหม ไม่รู้นะคะ เพราะหลายอย่างที่คิดแล้ว ทำได้ไม่จริงก็มีเยอะ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายพอเราทำไปเรื่อยๆ ทำด้วยความสนุก เช่น ทำเพลงก็ทำเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งที่เราพอ แล้วปล่อยงานออกมา เราก็แฮปปี้ วีคิดว่าเป็นเพราะได้ทำกับเพื่อนกับโปรดิวเซอร์ที่สนิทด้วย เลยทำให้สนุกค่ะ”
อ่านเพิ่มเติม: 17 ดาราสาวไทยพร้อมสไตล์สุดเก๋ ที่ต้องกดติดตามในอินสตาแกรม

Above วี วิโอเลต วอเทียร์ กับความท้าทายในการโปรดิวซ์เพลง Best Friend ในอัลบั้มล่าสุด
วี วิโอเลต เป็นหนึ่งในศิลปินไทยไม่กี่คนที่ทำเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นความกล้าออกจากกรอบและมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย อัลบั้มล่าสุดเพลง Best Friend เธอได้ลองทำสิ่งใหม่อีกครั้งนั่นคือโปรดิวซ์เพลงด้วยตัวเอง
“แน่นอนว่ามีทั้งส่วนง่ายและยาก ความง่ายคือมันมาจากใจวีมาก เนื้อหาในเพลงพรั่งพรูออกมาจากใจวีเลย เพลงนี้ทำเดโมไว้เสร็จแต่แรกแล้ว พอเอาไปให้พี่โปรดิวเซอร์ทำเพลง เขาบอกไม่ทำให้ เพราะที่วีทำมามันพอแล้ว มันจริงใจแล้ว" วี วิโอเลต เล่าถึงความรู้สึก
"กระบวนการในห้องอัดถือว่ายาก เพราะเดโมที่ทำไว้ตอนแรก element หลายๆ อย่างเราไม่ได้เตรียมเอามาใช้จริง แถมเพลงนี้มัน emotional มากๆ ตอนอัดเดโมเราใส่อารมณ์ไปเยอะ เพราะแผลยังสด เลยอยากจะ capture อารมณ์นั้นไว้ให้ได้มากที่สุดในตอนอัดเสียง ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีในที่สุดค่ะ”
โมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลองของการเป็นศิลปิน

Above วี วิโอเลต วอเทียร์ หนึ่งในศิลปินหญิงที่ได้รับเลือกจากโปรเจ็กต์ #SpotifyEQUAL เป็นหนึ่งใน 35 ศิลปินหญิงจาก 50 ประเทศทั่วโลกขึ้นบิลบอร์ดยักษ์ที่ไทม์สแควร์
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา วี วิโอเลต มีโมเมนต์แห่งความสำเร็จอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ได้รับเลือกจากโปรเจ็กต์ #SpotifyEQUAL เป็นหนึ่งใน 35 ศิลปินหญิงจาก 50 ประเทศทั่วโลกขึ้นบิลบอร์ดยักษ์ที่ไทม์สแควร์ มีคอนเสิร์ต You Better Love Me Concert คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอ และ 4 Queens Concert คอนเสิร์ตรวมนักร้องหญิงแห่งยุคนี้
เราถามเธอถึงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา และความสำเร็จที่เธอคาดหวังในอนาคต
“โมเมนต์ที่พูดมาทั้งหมด วีคิดว่า You Better Love Me Concert และ 4 Queens Concert เป็นสิ่งที่วีอยากเฉลิมฉลองมากที่สุด You Better Love Me Concert เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองให้กับเส้นทางการเป็นศิลปินของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างบนเส้นทางการเป็นศิลปินมันอัดแน่นอยู่บนเวทีนั้น สำหรับวีมันไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่เป็นการเล่าเรื่องราวการเป็นศิลปินทั้งชีวิต"
ในอนาคตวียังคงจะทำงานตามแพสชั่นตัวเอง ทำสิ่งที่มีความหมายเพราะท้ายที่สุดถ้าทำอะไรไปแล้วไม่มีความหมายก็คงไม่ใช่งานที่เราภูมิใจ
"ส่วน 4 Queens Concert จะเรียกว่าเป็นการรวมตัวกันของศิลปินหญิงแถวหน้าของยุคนี้ก็ได้ แต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเอง มีการเดินทางที่กว่าจะมาถึงจุดนี้ในแบบของตัวเอง คอนเสิร์ตนี้จึงเป็นเหมือนการเฉลิมฉลองให้กับพวกเราทั้งสี่คนเหมือนกัน" วี วิโอเลต กล่าว
"ส่วนความสำเร็จล่าสุดที่วีอยากเฉลิมฉลองก็คืออัลบั้มล่าสุด เพราะเป็นการ embrace ความเป็นตัวเองที่ไม่ว่าจะโมโห เสียใจ หรือบ้าบออย่างไร เราก็กล้าใส่ลงไปในเพลง กล้าที่จะเป็นตัวเอง"
"วีคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ทำงานโดยใช้ใจนำมาตลอดนะคะ แต่บางทีเราอาจเผลอทำอะไรตามใจคนอื่นหรือทำในเชิงตัวเลขมากไปหน่อย ในอนาคตวียังคงจะทำงานตามแพสชั่นตัวเอง ทำสิ่งที่มีความหมายเพราะท้ายที่สุดถ้าทำอะไรไปแล้วไม่มีความหมายก็คงไม่ใช่งานที่เราภูมิใจ”
บทเรียนและความคาดหวังของเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์

Above วี วิโอเลต วอเทียร์ นักร้อง นักแสดงที่ให้สัมภาษณ์ถึงผลงานที่มีให้ติดตามทั้งในปี 2024 และ 2025
จากที่คุยกัน วี วิโอเลต มีงานและโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบมาก เรื่องราวที่พบเจอก็ย่อมไม่น้อยเช่นกัน เราถามเธอว่า ปี 2024 ที่กำลังจะผ่านไปได้สอนบทเรียนอะไรให้เธอบ้าง เธอตอบทันทีว่ามีมากมาย เมื่อให้เลือกเพียงเรื่องเดียวที่คิดว่าสำคัญที่สุด เธอตอบว่า
“วีคิดว่าวีมีวุฒิภาวะมากขึ้น ควบคุมความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อก่อนวีมีความเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ในตัว แล้วไม่สามารถปล่อยวางได้เลย แต่ตอนนี้จัดการได้ดีขึ้น คือยอมรับว่าได้ว่าถึงจุดหนึ่งเราต้องปล่อยวาง"
เมื่อก่อนวีมีความเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ในตัว แล้วไม่สามารถปล่อยวางได้เลย แต่ตอนนี้จัดการได้ดีขึ้น คือยอมรับว่าได้ว่าถึงจุดหนึ่งเราต้องปล่อยวาง
"อีกอย่างคือ วีเรียง priority ในชีวิตใหม่ ปีนี้วีให้เรื่องสุขภาพสำคัญสุดเลย เพราะคิดว่าร่างกายเป็นพื้นฐานของชีวิตเรา ถ้าสุขภาพเสียอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตของเราก็จะเสียไปหมดเลย ปีนี้วีเลยเมกชัวร์ว่าสุขภาพวีโอเค และพยายามบาลานซ์ชีวิตไม่ให้ทำงานมากไป จะได้ไม่ burn out และไม่เสียสุขภาพ”
ส่วนสิ่งที่เธอคาดหวังในปีหน้านั้น เราขอให้เธอเลือกมาสามอันดับแรกที่อยากโฟกัสมากที่สุด
“ปี 2025 วีหวังว่าจะได้ทำงานอย่างที่ทำมาตลอด แต่ถ้าให้ดอกจันสามเรื่องใหญ่ในชีวิต คิดว่าเป็นสามเรื่องนี้ อย่างแรกคือหวังว่าจะได้ทัวร์ต่างประเทศมากขึ้น สองคือมีโปรเจ็กต์ที่เหมือนเป็นหน้าที่ใหม่ที่ไม่เคยทำ ก็หวังว่าจะสนุกและเรียนรู้จากสิ่งนี้ สุดท้ายก็อยากใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นค่ะ”
Credits
ช่างภาพ: Termsit Siriphanich





