น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Cover น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สามของ ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ผู้สานต่ออาณาจักรกว่า 40 ปีที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ ศูนย์กลางการค้าส่งผักผลไม้ของสดชั้นนำระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาสและบ้านหลังใหญ่ของสมาชิกกว่า 70,000 คน

ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กระจายสินค้าทางการเกษตรชั้นนำของเอเชีย เจ้าของรางวัล World Best Fresh Food Wholesale Market 2024 และมีตลาดผักที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 350 ไร่ บนถนนพหลโยธิน อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พื้นที่แห่งนี้มีผักผลไม้ของสดหมุนเวียนมากกว่า 8,000 ตันต่อวัน ประกอบด้วยตลาดสินค้าที่แตกต่างกันมากกว่า 23 โซน ตั้งแต่ตลาดผัก ตลาดผลไม้ ตลาดสด ตลาดปลาอาหารทะเล ตลาดดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งทำการค้าขายอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

“ตลาดสี่มุมเมืองเป็นมากกว่าตลาด แต่เราเป็นเมืองๆ หนึ่งที่มอบโอกาสให้สมาชิกกว่า 70,000 คน” น้ำ ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ฉายภาพให้เห็นถึงความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นมาตั้งปี 1983 (พ.ศ. 2526) จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในสมัยนั้น ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้มี ‘ตลาดกลางสำหรับสินค้าเกษตร’ เกิดขึ้นในสี่ทิศชานเมืองกรุงเทพฯ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีเพียง ‘ตลาดกลางการค้าส่งสี่มุมเมือง’ ด้านทิศเหนือแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

อ่านเพิ่มเติม: ‘ปังชา’ ขนมหวานถ้วยโปรดจากคู่รักนักสร้างสรรค์ ผู้พลิกเกมชาไทย...สู่เวทีโลก

Tatler Asia
น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

เรารู้ว่าเราอยู่ได้ เพราะผู้ค้าอยู่ได้ หน้าที่ของเราคือทำยังไงให้ผู้ค้ามีโอกาสขายได้มากขึ้น

- ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ -

Tatler Asia
ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ:simummuangmarket)
Above ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ: simummuangmarket)
ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ:simummuangmarket)

ตลาดอยู่ได้ เพราะผู้ค้าอยู่ได้

ความสำเร็จของตลาดกลางในมุมมองของสองผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ หัวใจสำคัญคือ ‘ผู้ค้าที่ดี’

“คนที่เข้ามาตลาด เขามาซื้อสินค้า เพราะฉะนั้นเขาจึงมองหาสินค้าที่ดีจากผู้ค้าที่ดี คนที่จะเป็นผู้ค้าที่เก่งต้องสามารถหาสินค้าได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงที่ตลาดอาจไม่ดีเลยหรือว่าตลาดแล้ง เขาต้องสามารถทำงานร่วมกับเกษตรกรให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพต่อเนื่องและแน่นอน เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ซื้อ”

น้ำเล่าต่อว่า จุดแข็งของตลาดสี่มุมเมือง คือการมีผู้ค้าที่เก่ง ทั้งตลาดผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ โดยทุกคนทำงานเป็นทีมเดียวกัน

“เรารู้ว่าเราอยู่ได้ เพราะผู้ค้าอยู่ได้ หน้าที่ของเราคือทำยังไงให้ผู้ค้ามีโอกาสขายได้มากขึ้น ทำยังไงให้เขาสามารถขนส่งถ่ายเทสินค้าได้เร็วที่สุดและสะดวกสบายที่สุด ดังนั้นการปรับระบบต่างๆ ให้ดีขึ้น จึงเป็นเป้าหมายของเรา”

จากนั้น ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ผู้เป็นน้องสาว ก็เสริมว่า โครงการหนึ่งที่กําลังพัฒนาขึ้นคือ seller grading เป็นเหมือนการให้คะแนนและจัดกลุ่มของผู้ค้าที่ดีมีมาตรฐาน เช่น การสนับสนุนแผงค้าดีเด่น เพื่อให้ผู้ค้าที่ดีได้รับการ recognised และมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

นอกจากนั้นตลาดสี่มุมเมืองยังมีโปรแกรมอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ค้า ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปเรื่องการสร้างแบรนด์ โดย TikTok Influencer ชื่อดัง รวมทั้งมีแพลตฟอร์ม ‘สี่มุมเมืองออนไลน์’ ตลาดสด 24 ชั่วโมง เป็นตัวช่วยสำคัญในการกระจายสินค้าไปในวงกว้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อ่านเพิ่มเติม: 3 หญิงแกร่ง ผู้ร่วมก่อตั้ง HOW คอมมูนิตี้แห่งปัญญาที่สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม

Tatler Asia
น้ำ ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above น้ำ ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
น้ำ ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above สี่มุมเมืองออนไลน์
Tatler Asia
Above สี่มุมเมืองออนไลน์

หัวเรือใหญ่เบื้องหลังความสำเร็จ

น้ำเล่าว่า ความสำเร็จของตลาดสี่มุมเมือง นอกจากการมีผู้ค้าที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือบุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการวางรากฐานและระบบที่ดีของอาณาจักรอันกว้างใหญ่แห่งนี้

“ต้องบอกว่าคนที่วางระบบของตลาดกลางในเมืองไทยก็คือคุณพ่อ (ประพันธ์ ภัทรประสิทธิ์) ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขา successful เพราะเขาเป็นคนที่แคร์ลูกค้ามากๆ คุณพ่อเชื่อว่าถ้าเราทำดี สิ่งที่ดีจะตามมา เพราะฉะนั้นเวลาเขาทําอะไร เขาจะนึกถึงว่า สิ่งนี้ดีต่อส่วนรวมไหม ดีต่อผู้ค้าไหม ดีต่อผู้ซื้อไหม ถ้าเกิดทำแล้วไม่ดี หรือรู้สึกว่าเป็นการไปเอาเปรียบใคร เขาก็จะปรับทันที นี่คือมายด์เซ็ตของเขา”

น้ำอธิบายเพิ่มเติมว่า คุณพ่อเป็นคนที่ละเอียด ลงลึก และรู้ลึก นั่นจึงทำให้เขาสามารถวางระบบได้ดี คุณพ่อจะให้ความใส่ใจกับเรื่องโอเปอเรชั่นมาก ชอบปรับระบบไปเรื่อยๆ และปรับตลอดเวลา เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีและมีประสิทธิภาพที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไม 40 ปีของตลาดสี่มุมเมืองจึงไม่เคยหยุดนิ่ง

“คุณพ่อจะชอบถามว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับตลาด คนที่ตอบว่า ‘ความสะอาด’ จะได้คะแนนร้อยเต็มเลย (หัวเราะ) นั่นเพราะทุกคนที่ไปตลาดชอบบ่นว่าตลาดเปียก เหม็น ไม่สะอาด แต่สี่มุมเมืองของเราต้องสะอาด เพื่อดึงดูดให้ทุกคนมาที่นี่”

ทรายยกตัวอย่าง ‘อาคารรถผัก’ ที่ถือเป็นหนึ่งในโมเดลความสำเร็จของตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งหลายตลาดพยายามนำวิธีนี้ไปใช้ แต่ไม่สำเร็จ นั่นเพราะตลาดสี่มุมเมืองโชคดีที่มีกลุ่มผู้ค้าที่แข็งแกร่ง รวมทั้งรักและผูกพันกับบ้านหลังนี้

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ‘เฮียโจ ระยอง’ อดีตลูกจ้างขับรถให้เถ้าแก่ ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของตลาดสี่มุมเมือง กับภาพจำของรถสิบล้อติดสติ๊กเกอร์โดราเอมอน ที่ขับมาซื้อสินค้าวันละ 300,000 บาท ด้วยเงินสดก่อนจะวิ่งขายตามพื้นที่ระยอง ชลบุรี จนกลายเป็นไอดอลของใครหลายคน

“เขารู้สึกว่าสี่มุมเมืองเป็นบ้านของเขาด้วย อาจเพราะหลายๆ คน เริ่มจากไม่มีอะไรเลย จนวันนี้เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่า สี่มุมเมืองทำให้เขาได้มีบ้าน ได้มีเงินทอง สามารถส่งลูกเรียนหนังสือ เขาเลยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อให้ตลาดแห่งนี้ดีขึ้น”

Tatler Asia
ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ:simummuangmarket)
Above ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ:simummuangmarket)
ตลาดสี่มุมเมือง (ภาพ:simummuangmarket)

ส่งมอบคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบัน ทายาททั้งสามคนของประพันธ์ คือ น้ำ ซัน (อนล) และทราย เข้ามาช่วยเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสานต่อธุรกิจตลาดสี่มุมเมือง โดย น้ำ ปณาลี พี่สาวคนโต ซึ่งเรียนจบ MBA จาก Harvard Business School และมีประสบการณ์การทำงานทั้งในเครือ EM District, Unilever รวมถึง Amazon ที่อังกฤษ กลับมาช่วยดูแลในด้านการตลาดและการพัฒนาธุรกิจ เช่น การปรับโซนหรือเพิ่มโซนใหม่ในตลาด รวมถึงการรีแบรนด์องค์กร

“การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องการให้คนเก่งมาทำงานกับเรา เราอยากให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย และพนักงานรู้สึกดีกับตลาดสี่มุมเมือง เพราะหลายๆ คนมักจะรู้สึกว่า ตลาดมันเชย ไม่คูล ไม่เซ็กซี่ ทำยังไงที่จะให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งนี้”

ขณะที่ทราย ไอริณ น้องสาวคนเล็ก ซึ่งเรียนจบ MBA จาก INSEAD และเคยมีประสบการณ์ทำงาน Lazada และ Agoda มาช่วยดูแลเรื่องการพัฒนากระบวนการ รวมถึงการพัฒนาทีมพัฒนาบุคลากร “เราจะเข้าไปช่วยแต่ละฝ่ายในการพัฒนากระบวนการต่างๆ ไปดูว่าเขามีติดปัญหาตรงไหน และเราจะช่วยเขาพัฒนาได้อย่างไร”

สำหรับซัน อนล ผู้ชายคนเดียวในสามพี่น้องเลือกเรียนมาทางด้าน Business Analytics จาก Duke University และเคยมีประสบการณ์จาก Lalamove ฮ่องกง มาช่วยดูแลในเรื่อง new business รวมถึงพาร์ทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มสี่มุมเมืองออนไลน์ รวมถึงสี่มุมเมือง sourcing ซึ่งเป็นตัวช่วยในการหาสินค้าในปริมาณมากๆ

น้ำเล่าว่า ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยปลูกฝังว่าต้องกลับมาทำตลาด แต่สิ่งที่ปลูกฝังมาตลอด คือการที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวนักธุรกิจ เขาจะเล่าเสมอว่า อาม่าสร้างธุรกิจมายังไง สู้มายังไง ประหยัดยังไง ก็เลยเป็นสิ่งที่เราซึมซับในเรื่องความสำคัญของการทำงาน

ขณะที่ทรายเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในครอบครัวคือการให้คุณค่ากับเรื่อง ‘ครอบครัว’

“ก่อนหน้านี้เรายังรู้สึกไม่มั่นใจ รู้สึกว่าตัวเองไม่ qualified กับการทำงานที่นี่ แต่พอมีโอกาสไปทำงานที่อื่น ก็ค้นพบว่า มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึก fulfilled ขนาดนั้น เรามัวแต่ไปช่วยคนโน้นคนนี้ แต่ทำไมถึงไม่กลับมาช่วยที่บ้าน ในขณะที่เรามีความรู้ความสามารถที่จะมาช่วยพัฒนาที่นี่ได้ เรารู้สึกว่าครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญมาก และมันคือหน้าที่ที่เราต้องกลับสานต่อในฐานะลูกหลานที่ดี”

Tatler Asia
ครอบครัวภัทรประสิทธิ์
Above ครอบครัวภัทรประสิทธิ์
ครอบครัวภัทรประสิทธิ์

‘ผู้นำ’ ในช่วงวิกฤติ

ช่วงห้าปีที่ผ่านมาทายาทคนโตของตลาดสี่มุมเมืองเล่าว่า เป็นช่วงเวลาที่เธอได้เรียนรู้อะไรมากมาย และรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ในที่ที่ถูกต้อง

“ถ้าเกิดไปทํางานบริษัทอื่น เราอาจได้เห็นแค่ไซโล (Silo) เดียว แต่พอได้กลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว แล้วคุณพ่อคุณแม่ให้โอกาส มันทำให้เราเติบโตเร็วมาก เพราะมันคือการได้เห็นทั้งบริษัท ได้มี viewpoint หรือ exposure ที่มากกว่าคนในวัยเดียวกัน”

เธอเล่าว่า คุณพ่อเป็นสไตล์ผู้บริหารใจดี เวลามีงานยากๆ จะบอกกับลูกเสมอว่าให้ไปลองทำดูก่อน ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ก็จะมีการปรึกษาร่วมกันว่า ถ้าเดินแบบนี้โอเคไหม ซึ่งน้ำรู้สึกตัวเองโชคดีมากที่มีทีมเก่งๆ คอยช่วยซัพพอร์ต อย่างทีมโอเปอเรชั่นก็เป็นทีมที่เก่งมาก เธอแค่ต้องนำเฟรมเวิร์กที่ได้เรียนมาจากต่างประเทศเข้ามาช่วยแนะนำทีมว่า ควรจะไปต่ออย่างไรมากกว่า

หนึ่งบทเรียนครั้งสำคัญที่เป็นการปลดล็อกสกิลเซ็ตหลายๆ อย่างของเธอ คือเหตุการณ์ในช่วงโควิด-19

“การทำธุรกิจที่นี่เหมือนเรามีคน 70,000 คนในมือที่ต้องดูแล โจทย์ใหญ่ช่วงโควิด คือคุณจะบริหารเมืองยังไงให้ทุกคนปลอดภัย มันต้องดีลทั้งเรื่องธุรกิจ ผู้ค้า รัฐบาล มันเป็นการทำ crisis management ครั้งใหญ่มาก ซึ่งน้ำเชื่อว่าหลายคนไม่ทำหรอก”

น้ำเล่าว่า ความคิดของเธอกับคุณพ่อในตอนนั้นไม่เหมือนกันเลย โดยเธอจะโฟกัสแต่เรื่องของตัวเลข PNL (การแสดงผลกำไรและขาดทุน)ในขณะที่คุณพ่ออยากที่จะทำเพื่อสังคม

“เราได้เรียนรู้ว่าการมีคนแบบคุณพ่อช่วยให้เราผ่านวิกฤติมาได้ เป้าหมายของเขาคือทำยังไงก็ได้ให้ผู้ค้าอยู่รอด ไม่ต้องแคร์ว่าปีนั้นเราจะขาดทุน ซึ่งในท้ายที่สุดมันทำให้ตลาดเราโตขึ้นมาก สี่มุมเมืองเราเปิดโรงพยาบาลสนาม ทำวัคซีน ทำทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้เพื่อช่วยเหลือผู้ค้าและพนักงานของเรา สิ่งเหล่านี้มันคือ leadership principle ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ แล้วนำมาปรับใช้ เรียนรู้ว่าเราจะเป็นผู้นำแบบไหนในภาวะวิกฤติ”

Tatler Asia
น้ำ ปณาลี ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above น้ำ ปณาลี ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
น้ำ ปณาลี ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

‘บ้าน’ ที่มอบ ‘โอกาส’ ให้ผู้คนใน ‘ครอบครัว’

สองผู้บริหารสาวพาทีม Tatler นั่งรถไปชมโซนต่างๆ รอบตลาดสี่มุมเมือง เราได้เห็นระบบและฟันเฟืองต่างๆ มากมายที่ช่วยขับเคลื่อนเมืองใหญ่แห่งนี้ให้มีชีวิตมาตลอดระยะกว่า 40 ปี เราเอ่ยถามถึงโลโก้องค์กรที่ปักอยู่บนหน้าอกเสื้อที่พวกเธอใส่ ซึ่งสื่อถึงหลังคาบ้านที่พร้อมจะปกป้องและเป็นที่พักพิงให้กับทุกคน รวมทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่สอดคล้องกับตัวอักษรจีน 人 (เหริน) ที่แปลว่า ‘ผู้คน’ อันหมายถึงสมาชิกทุกๆ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้นั่นเอง

“น้ำมองว่า สี่มุมเมืองคือครอบครัว เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งผู้ค้า ผู้ซื้อ พนักงาน นั่นคือเหตุผลที่เราใช้คำว่า ‘ครอบครัวสี่มุมเมือง’ พวกเราสามคนพี่น้องมาอยู่ที่นี่เพราะว่าครอบครัว ขณะที่อีกหลายคนที่นี่ก็กำลังสู้เพื่อครอบครัว และทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวของเขาเหมือนกัน”

“สี่มุมเมืองสำหรับทรายเป็นเหมือน ‘โอกาส’ ที่เรามอบให้กับคนในคอมมูนิตี้นี้ได้ โอกาสที่เราทำอะไรได้เยอะแยะ และอยากจะทำให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรารู้สึก fulfilled และมีคุณค่าทุกครั้งที่มีโอกาสได้ช่วยพัฒนาชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น เพราะหากไม่มีพวกเขา เราก็คงไม่มีตลาดที่ดีแบบนี้”

Tatler Asia
น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
น้ำ ปณาลี และ ทราย ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่สาม ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above Gen.T Honourees of 2024, the third-generation of ‘Simummuang Market’

Topics

Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)