Cover โรงแรม The Dwarika's ในกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

จากเนปาลถึงมองโกเลีย ทายาทธุรกิจโรงแรมรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้ร่วมกันเนรมิตพื้นที่และประสบการณ์ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งและทรงคุณค่า

ในเช้าวันใหม่หลังจากเช็กอินเข้าที่พักที่ The Dwarika’s ในยามดึก ฉันเปิดม่านออกเพื่อมองทิวทัศน์รอบตัวเป็นครั้งแรก ม่านหมอกบางเบาแต่งแต้มลานกลางของโรงแรมด้วยบรรยากาศราวกับหลุดพ้นจากโลกแห่งความเป็นจริง ขณะเดียวกัน สถาปัตยกรรมเนวารีดั้งเดิมก็เผยโฉมอย่างสง่างาม โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้สุดประณีต ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวเนวารี ชนพื้นเมืองแห่งหุบเขากาฐมาณฑุของเนปาล

ย้อนกลับไปช่วง 1950s เมื่อ Dwarika Das Shrestha เห็นช่างไม้ตัดเสาไม้แกะสลักลายวิจิตรประณีตเพื่อนำไปเผาทำลาย ภาพนั้นทำให้เขาตัดสินใจอุทิศชีวิตเพื่ออนุรักษ์ศิลปะการแกะสลักไม้แบบเนวารีที่กำลังเลือนหาย ตลอด 20 ปี เขาเก็บรวบรวมโบราณวัตถุเนวารี ไม่ว่าจะเป็นกรอบหน้าต่าง ประตู ชายคา และเสา ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์จากพระราชวังและศาสนสถานที่พังทลาย ก่อนจะร่วมมือกับช่างฝีมือท้องถิ่นเพื่อบูรณะสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ ในปี 1972 เขาเปิดโรงแรมตามชื่อของตนบนพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นโรงเลี้ยงวัว ก่อนนำชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรมที่สะสมมานานหลายปีมาประกอบเข้าด้วยกัน ราวกับต่อภาพจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา ปัจจุบัน ช่างฝีมือเฉพาะทางจำนวน 12 คนที่ยังคงทุ่มเทให้กับการฟื้นฟูโบราณวัตถุเหล่านี้ โดยใช้เครื่องจักรที่มีอายุย้อนกลับไปถึงทศวรรษ 1960 ภายในเวิร์กช็อปซึ่งเปิดให้แขกเข้าเยี่ยมชม และอยู่ห่างจากโรงแรมเพียงสองนาทีโดยการเดินเท้า

อ่านเพิ่มเติม: 7 สนามบินในเอเชียที่มาพร้อมสปาและเลานจ์สุดหรู รอต่อเครื่องนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ

Tatler Asia
Above สถาปัตยกรรมแบบเนวารีบริเวณลานกลางของ The Dwarika’s

“ตอนนั้นครอบครัวของคุณปู่ไม่พอใจมากครับ” เรเน่ วิเจย์ ชเรสทา ไอน์เฮาส์ (René Vijay Shrestha Einhaus) หลานชายของ Shrestha ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของและซีอีโอของโรงแรม เล่าย้อนถึงอดีต “คุณปู่จบกฎหมายและทำงานราชการ ทุกคนจึงคิดว่าเขาบ้าไปแล้วที่ทิ้งทุกอย่าง แล้วอุทิศชีวิตให้กับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเนวารี... ชิ้นงานบางชิ้นมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 13 เลยทีเดียว”

Einhaus เกิดจากมารดาชาวเนปาลและบิดาชาวเยอรมัน เขาเติบโตในเยอรมนี และเคยมีชีวิตการทำงานที่สะดวกสบายในแวดวงวาณิชธนกิจ ทว่าไม่ต่างจากคุณปู่ Einhaus เลือกทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อรักษาประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของเนปาล และสืบทอดมรดกของครอบครัว

แม้แบรนด์โรงแรมหรูระดับแถวหน้าของโลกบางแห่งจะเสนอซื้อกิจการแห่งนี้ แต่ Einhaus และครอบครัวกลับปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า “คุณแม่ของผมเคยบอกว่า ถ้าเราขายโรงแรมแห่งนี้ไป ต่อให้เรายังคงเป็นผู้บริหารจัดการอยู่ แต่เรื่องราวของ The Dwarika’s ก็จะกลายเป็นของพวกเขาไปทันที” เขากล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ เรื่องราวของโรงแรมแห่งนี้จะต้องยังคงเป็นเรื่องราวของครอบครัวเราตลอดไป”

Tatler Asia
Above René Vijay Shrestha Einhaus
Tatler Asia
Above ทัศนียภาพจากห้องพักที่ The Dwarika’s

นี่คือเรื่องราวที่คุณไม่สามารถสัมผัสหรือลอกเลียนแบบได้จากโรงแรมที่เป็นของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามป่าวประกาศถึง “ความแท้จริงดั้งเดิม” (authenticity) มากเพียงใดก็ตาม และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฉันมาอยู่ที่เนปาล โดย อัง เชอริง ลามา (Ang Tshering Lama) เจ้าของ Happy House ซึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกราว 270 กิโลเมตร ได้เชิญกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมรุ่นใหม่มาร่วมตัวกันที่ที่พักของเขา เพื่อเปิดฉากการประชุมสุดยอดอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อร่วมกันพิจารณาถึงอนาคตของธุรกิจการบริการในภูมิภาคนี้

“เรามักพูดคุยกันถึงการจัดงานแบบนี้อยู่เสมอครับ เพื่อหารือว่าจะแบ่งปันความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของเนปาลได้อย่างไรบ้าง” Lama กล่าว “ภาพจำของเนปาลที่ถูกเผยแพร่ออกไปส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของยอดเขาเอเวอเรสต์และการปีนเขาบนความสูงเสียดฟ้า ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เชิญกลุ่มคนที่กำลังเป็นผู้นำหรือมีส่วนร่วมในธุรกิจบริการที่มีบริบทแตกต่างกันออกไป มาร่วมแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้โลกได้รับรู้”

Happy House ตั้งอยู่กลางหุบเขาในเมืองพาปลู (Phaplu) ซึ่งสร้างจากหินและไม้ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดย Ang Tawa Lama คุณปู่ของ Ang Tshering Lama ผู้สืบเชื้อสายจากชาวเชอร์ปากลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคแห่งนี้ ร่วมกับ Count Guido Monzino นักสำรวจชาวอิตาเลียนซึ่งพิชิตเอเวอเรสต์สำเร็จในปี 1973 โดยมีลูกหาบกว่า 6,000 คนร่วมเดินทาง พร้อมขนเครื่องเงินและโต๊ะพนันขึ้นไปด้วย ความงดงามของหุบเขาแห่งนี้สร้างความประทับใจแก่ Monzino อย่างลึกซึ้ง เขาจึงร่วมมือกับ Lama ผู้เป็นปู่ สร้างชาเลต์กลางเทือกเขาหิมาลัย และตั้งชื่อว่า Hostellerie des Sherpas หรือ ‘โรงแรมของชาวเชอร์ปา’ ไม่นานนัก สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนที่ Lama รุ่นหลานนิยามว่าเป็น ‘ปัญญาชนแห่งขุนเขา’ Sir Edmund Hillary คือหนึ่งในแขกประจำ และขนานนามที่แห่งนี้ว่าเป็น “สถานที่แห่งความสุข” (happy place) ของเขา

Tatler Asia
Above ห้องนั่งเล่นที่เป็น Happy House

เมื่อเหตุการณ์กบฏลัทธิเหมาสร้างความแตกแยกในประเทศเมื่อปี 1996 Rinzi Pasang (RP Lama) ผู้เป็นเจ้าของที่พักขณะนั้น (บุตรชายของ Ang Tawa และบิดาของ Ang Tshering) ได้ย้ายไปพำนักที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับครอบครัว จึงฝากฝังที่พักให้อยู่ในการดูแลของเพื่อนที่ไว้ใจ ซึ่งก็คือ Christopher Giercke ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เดินทางมาเยือนหุบเขาแห่งนี้เป็นครั้งแรกในทศวรรษ 1980 เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Dance: Destroyer of Illusion ก่อนจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่ในช่วงทศวรรษ 1990

จนกระทั่งในปี 2017 บุตรชายของ RP ได้บูรณะและเปิด Happy House เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้ง ห้องพักบริเวณชั้นบนได้รับการตกแต่งอย่างทันสมัยและอบอุ่น ส่วนชั้นล่างได้รับการจัดสรรให้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง โดดเด่นด้วยโซฟาหนังแบบฝังพื้นข้างเตาผิง โต๊ะยาวสำหรับมื้อค่ำ และฝาผนังที่ประดับด้วยภาพจิตรกรรมถ่ายทอดเรื่องราวของทวยเทพ ผู้ปกปักรักษา สกุณา มวลบุปผา สายน้ำ และกงล้อแห่งชีวิต ซึ่งเป็นผลงานของ Khapa Rinzi ปรมาจารย์ชาวเชอร์ปาผู้เชี่ยวชาญศิลปะการวาดภาพทังกา (thangka) ประจำอาราม

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางสำหรับ Beyul Experiences บริษัทท่องเที่ยวแถบเทือกเขาหิมาลัยของ Lama อีกด้วย “ตอนเริ่มต้น ผมตั้งใจนำวิถีการท่องเที่ยวแบบสไลว์ไลฟ์ กลับคืนสู่เนปาลครับ” Lama กล่าวเสริมพร้อมระบุว่า เขาต้องการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเนปาล “ในแบบที่ผู้มาเยือนกลุ่มแรกๆ เคยสัมผัส ซึ่งก็คือการได้เข้าไปหลอมรวมและทำความรู้จักกับชุมชนรวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

Tatler Asia
Above Ang Tshering Lama
Tatler Asia
Above Happy House

และเขาก็ทำจริงตามที่พูด ตลอดระยะเวลาที่เราเข้าพัก Lama ได้นำทางเราเดินชมทัศนียภาพอันงดงาม เริ่มต้นจากบริเวณสวนหลังบ้านของ Happy House ไปจนถึงอารามอันห่างไกลที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของเขา ทำให้เราได้รับสิทธิพิเศษอันน่าประทับใจ เช่น การได้นั่งในโถงทำวัตรท่ามกลางพระสงฆ์กว่า 200 รูปที่กำลังสวดมนต์ประจำวัน ในค่ำคืนสุดท้ายของการเดินทาง เราได้เดินไปยังบ้านของคุณป้าของ Lama ที่อยู่ติดกัน ซึ่งท่านได้ต้อนรับเราด้วย “ฉาง” (chhaang) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีขุ่นที่มีความซ่าเล็กน้อยซึ่งทำจากการหมักข้าวฟ่าง พร้อมด้วยบะหมี่ทำมือในน้ำซุปรสชาติเข้มข้นโรยหน้าด้วยเนื้อจามรีตากแห้ง ฉันได้นั่งข้าง D’Artagnan Giercke บุตรชายของ Christopher ซึ่งเขารับประทานไปถึงสี่ชาม พร้อมบอกกับฉันว่านี่คืออาหารจานโปรดในวัยเด็กของเขา D’Artagnan เติบโตมาพร้อมกับ Lama และปัจจุบันเป็นผู้บริหาร Genghis Khan Retreat ในหุบเขาออร์คอน (Orkhon Valley) ประเทศมองโกเลีย

สำหรับ Genghis Khan Retreat ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแคมป์ส่วนตัวสำหรับกลุ่มเพื่อนศิลปินและนักวิชาการผู้มีเอกลักษณ์ของ Giercke ผู้เป็นพ่อ ทว่าในปัจจุบันสาธารณชนเปิดรับ (เฉพาะกลุ่มผู้มีรสนิยมและกำลังซื้อสูง) โดยเปิดให้บริการเพียงปีละสามเดือนในช่วงฤดูร้อน ผู้เข้าพักจะได้พำนักใน “เกอร์” (ger) หรือกระโจมแบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นด้วยมือ นอกจากนี้ยังมีคลาสโยคะ การนวดผ่อนคลาย และห้องซาวน่าที่เผยให้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำ Orkhon “ฤดูร้อนที่นี่วิเศษมาก” Giercke กล่าว “พวกเราขี่ม้า เล่นโปโล ปั่นจักรยานเสือภูเขา และว่ายน้ำ ถือเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการปลดปล่อยความเครียดและพักผ่อนหย่อนใจ”

ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาทั้งวันในการขี่ม้า โดยมีคนนำทางท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล ผ่านภูมิประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก “ที่นี่มีเส้นขอบฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลและเนินเขาที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ซึ่งคุณสามารถมองออกไปได้ไกลถึง 60, 80 หรือ 100 กิโลเมตรเลยทีเดียว” Giercke กล่าว “เมื่อคุณไปยืนอยู่ตรงนั้น มันจะทำให้คุณตระหนักได้ว่า ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายในโลกใบนี้ให้เราได้ขบคิด”

Tatler Asia
Above Genghis Khan Retreat

แจ็ค เอ็ดเวิร์ดส์ (Jack Edwards) เป็นเพื่อนในวัยเด็กอีกคนหนึ่งของ Einhaus และ Giercke ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเจ้าของและกรรมการผู้จัดการของ Tiger Tops ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นลอดจ์ (lodges) ในเนปาล ที่ซึ่งแขกผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาไปกับการส่องเสือโคร่งและช้างป่าจากรถ Land Rovers วินเทจ ร่วมกิจกรรมเดินป่าท่องซาฟารี หรือล่องเรือชมจระเข้ในแม่น้ำ Karnali ที่พักแห่งนี้ได้ปูทางให้กับการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์อย่างยั่งยืนในเนปาลมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 Jack และพี่ชายของเขาถือเป็นทายาทรุ่นที่สองที่เข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัว ซึ่งคุณพ่อของเขาคือ Jim Edwards นักผจญภัยชาวอังกฤษ และ Chuck McDougal หุ้นส่วนทางธุรกิจ ได้ร่วมกันซื้อกิจการนี้มาในปี 1972

McDougal ได้จัดตั้งโปรแกรมเฝ้าติดตามเสือโคร่งระยะยาวเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งยังคงดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน และเขาร่วมกับ Edwards ผู้พ่อ ยังได้จัดตั้งโปรแกรมเพาะพันธุ์ตะโขงอินเดีย (Gharial) ในอุทยานแห่งชาติชิตวัน (Chitwan National Park) เพื่อปกป้องจระเข้ที่ใกล้สูญพันธุ์ไม่ให้หมดไปจากโลก พร้อมทั้งโครงการริเริ่มเพื่อการอนุรักษ์อื่นๆ อีกมากมาย

“อิทธิพลของคุณพ่อที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเอเชียใต้นั้นลึกซึ้งมาก แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง” Edwards กล่าว “หน้าที่ของเราคือสานต่อมรดกของเขา ด้วยการสร้างประสบการณ์การชมสัตว์ป่าที่โดดเด่นให้กับแขก และที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม คือการสนับสนุนโครงการริเริ่มเพื่อการอนุรักษ์ ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และเต็มไปด้วยปัญหา ตั้งแต่จำนวนประชากรที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความกดดันทางการเมือง”

Tatler Asia
Above Tiger Tops Kamali

Edwards พูดภาษาเนปาลได้อย่างคล่องแคล่ว เขาใช้ชีวิตวัยเด็กสลับไปมาระหว่างลอนดอน กาฐมาณฑุ และผืนป่า “ตอนเป็นเด็ก ผมเห็นคุณพ่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผืนป่ามากกว่าผลกำไรทางธุรกิจระยะสั้น” เขากล่าว “สิ่งนั้นสอนให้ผมเรียนรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า การอนุรักษ์กับการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน ทั้งสองสิ่งสามารถและควรเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้”

เช่นเดียวกับ Einhaus, Edwards ลาออกจากงานในแวดวงการเงิน เขาเคยทำงานกับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Rothschild & Co ในสิงคโปร์ ก่อนเข้าร่วม Tiger Tops ขณะมีอายุเพียง 27 ปี “ผมโหยหาการกลับสู่ผืนป่าตลอดเวลา เพราะที่นั่นคือสถานที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ที่งดงามที่สุด เมื่อพี่ๆ น้องๆ เสนอให้มาร่วมกันบริหารบริษัท ผมจึงรู้ทันทีว่าต้องตอบตกลง” เขากล่าว “ตอนอยู่ Rothschild & Co ผมมีโอกาสพบผู้ประกอบการชั้นนำของเอเชียหลายคน... ทุกคนมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การสร้างทีมที่มีพลัง และท้ายที่สุดคือความต้องการที่จะสร้างมรดกบางอย่างของตนเอง ผมอยากทำเช่นนั้นบ้าง และ Tiger Tops ก็มอบสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบให้ผมได้ทำสิ่งนี้ ในพื้นที่ซึ่งผมผูกพันอย่างลึกซึ้ง”

อ่านเพิ่มเติม: 25 ปีแห่งการเดินทางที่ไม่สิ้นสุดของ ‘อนันตรา’ พร้อม 3 พิกัดทริปในฝันที่ห้ามพลาด

ฉันยังได้คุยกับ กยัวร์เม ดอร์จี เชอร์ปา (Gyurme Dorji Sherpa) ซึ่งกำลังเปิดตัว Bodhi บูติกรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร ใน Namo Buddha หรือ TakmoLüjin หนึ่งในสถานที่แสวงบุญที่สำคัญของชาวพุทธ

“ตอนที่เดินทางมาถึง เราได้ยิน ‘นโม พุทธายะ’ เป็นครั้งแรก เราเข้าใจดีว่า ในชุมชนที่ผู้คนมีความใกล้ชิดกัน ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ต้องใช้เวลาในการสร้าง” Sherpa กล่าว “ตั้งแต่ต้น เราต้องการให้การกระทำสะท้อนเจตนาของเรา เราต้องการทำงานเคียงข้างชุมชนท้องถิ่น สร้างสิ่งดีๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ ด้วยความเคารพอย่างจริงใจต่อผู้คนและประเพณีของพวกเขา”

Sherpa และทีมงานได้ยกระดับการเข้าถึงน้ำสะอาด โดยสร้างอ่างเก็บน้ำเฉพาะสำหรับหมู่บ้านเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งติดตั้งระบบท่อประปาแยกอิสระเพื่อรองรับการใช้งานที่มั่นคง พวกเขายังได้ว่าจ้างช่างก่อสร้างและช่างฝีมือในท้องถิ่นมาร่วมเนรมิตที่พักแห่งนี้ “เมื่อชาวบ้านเห็นเราออกแบบ Bodhi โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเรือนและเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิม สิ่งนี้ได้จุดประกายการสนทนาที่มีความหมายเกี่ยวกับคุณค่าของมรดกและช่างฝีมือท้องถิ่น” Sherpa กล่าว “เราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับช่างศิลป์ แรงงาน และวัสดุในท้องถิ่นเท่าที่จะทำได้ ไม่เพียงแต่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชนเท่านั้น แต่เพราะเราเชื่ออย่างจริงใจว่า งานฝีมือและวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มีความพิเศษอย่างแท้จริง”

Tatler Asia
Above เสือโคร่งในป่าธรรมชาติ
Tatler Asia
Above การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและสัตว์ของแขกในพื้นที่

Lama ได้แสดงทัศนะในทิศทางเดียวกัน “หากคุณมองไปยังอารามต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบางแห่งมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 8 ภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานแกะสลักไม้ และเจดีย์เหล่านั้น ล้วนส่งอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ที่คุณเห็นทั่วเอเชียในเวลาต่อมา นี่คือสิ่งสำคัญที่ผมอยากเห็นการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในเนปาลและในหมู่ชาวเนปาลด้วยกัน”

นี่คือปณิธานร่วมของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงนำเสนอความงดงามและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเนปาลให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส แต่ยังต้องการให้คนรุ่นเดียวกันมองเห็นคุณค่าเหล่านั้นด้วย

“มีการประเมินว่า แต่ละเดือนมีคนราว 50,000-60,000 คนเดินทางออกจากเนปาล โดยเฉพาะผู้คนจากชุมชนห่างไกล เพื่อไปทำงานในต่างแดน สาเหตุหลักคือการขาดโอกาสภายในประเทศ” Lama กล่าวและเสริมว่า การเติบโตมาพร้อมกับการได้เห็นชุมชนมารวมตัวกันที่ Happy House คือแรงผลักดันสำคัญของเขาในวันนี้ เช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนใน ‘คณะกรรมการอย่างไม่เป็นทางการ’ กลุ่มนี้

“ผมเห็นมาตลอดว่าบ้านหลังนี้เชื่อมโยงชุมชนเข้าด้วยกันอย่างไร ยามที่เราจัดทริปแคมปิ้ง เราต้องการคนถึง 30 หรือ 40 คนมาร่วมทีมในฐานะไกด์ ทีมครัว และลูกหาบ บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังงานอันเปี่ยมล้น และแทบทุกคนในหมู่บ้านล้วนมีส่วนร่วมในสิ่งนั้น” เขากล่าว “ผมกำลังพยายามฟื้นฟูภาพเหล่านั้นให้กลับคืนมา”

สำหรับ Giercke ในมองโกเลีย หนึ่งในพันธกิจของแคมป์คือการสนับสนุนและอนุรักษ์วิถีชีวิตเร่ร่อนแบบดั้งเดิมของผู้คนในหุบเขา ครอบครัวของเขาได้ว่าจ้างคนเร่ร่อนและนักขี่ม้าท้องถิ่นให้มาทำงานที่รีสอร์ตในช่วงสามเดือนที่เปิดให้บริการในแต่ละปี แต่จ่ายค่าตอบแทนในอัตราเงินเดือนเต็มปี เพื่อให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกจากหุบเขา และท้ายที่สุด ไม่ต้องละทิ้งวิถีชีวิตของตนเอง

Tatler Asia
Above การทำสมาธิร่วมกับพระสงฆ์ในพาปลู

กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมรุ่นใหม่เหล่านี้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการอนุรักษ์ จิตวิญญาณ การผจญภัย และศิลปะ พวกเขาเลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อรากเหง้าของตนเองและปฏิเสธรูปลักษณ์ที่ดูซ้ำซากจำเจซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในโรงแรมเปิดใหม่หลายแห่ง แม้กระทั่งในกลุ่มบูติกรีสอร์ตก็ตาม แทนที่จะมองว่าที่พักของตนเป็นเพียงเครื่องมือทำเงินหรือโอกาสในการสร้างชื่อเสียงในสังคม พวกเขากลับมองว่าสถานที่เหล่านี้คือประตูบานสำคัญที่จะนำพา ทั้งผู้มาเยือนและคนในท้องถิ่น ไปสู่ความเข้าใจและการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“ในขณะที่เนปาลยังคงพัฒนาและก้าวสู่ความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงเริ่มมองหาโอกาสในเมืองใหญ่และต่างประเทศ ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเสี่ยงให้ภูมิปัญญาดั้งเดิม สถาปัตยกรรม และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นค่อยๆ เลือนหายไปครับ” Sherpa กล่าว “หนึ่งในความหวังของเราคือการช่วยจุดประกายความซาบซึ้งในสิ่งที่มีอยู่แล้วที่นี่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความงามของวัสดุในท้องถิ่น การออกแบบดั้งเดิม และวิถีชีวิตที่ยึดเอาชุมชนเป็นศูนย์กลาง”


This story was originally written in English by Coco Marett.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 โดย Coco Marett โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด