สำหรับนักเดินทาง นครเฉิงตูเปรียบเสมือนเมืองแห่งความแตกต่างที่หลอมรวมโลกยุคเก่ากับยุคใหม่เข้ากันได้อย่างน่าสนใจ งานดีไซน์ของโรงแรม Upper House Chengdu สามารถสะท้อนถึงภูมิประเทศของเฉิงตูและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม
สำหรับนักเดินทาง นครเฉิงตูเปรียบเสมือนเมืองแห่งความแตกต่างที่หลอมรวมโลกยุคเก่ากับยุคใหม่เข้ากันได้อย่างน่าสนใจ ที่ซึ่งกลิ่นอายอันร้อนแรงของวัฒนธรรมหม้อไฟนับพันปีมาบรรจบกับวิสัยทัศน์อันล้ำสมัยของโลกเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทว่าการจะเข้าถึงจิตวิญญาณของเมืองนี้อย่างแท้จริง จำต้องมองหาที่พักพิงอันเงียบสงบที่ไม่เพียงแต่มองเห็นชีวิตที่เร่งรีบภายนอก แต่ยังสามารถนำความเคลื่อนไหวนั้นมาจัดวางให้เป็นงานศิลปะได้อย่างมีชั้นเชิง
โรงแรม Upper House Chengdu น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โรงแรมระดับลักซ์ชูรีแห่งนี้เปรียบเสมือนบทเรียนบทสำคัญภายใต้ปรัชญา ‘Houses not Hotels’ ของแบรนด์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัวและความสงบท่ามกลางขนบของโรงแรมลักซ์ชูรีแบบเดิม รังสรรค์พื้นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนอยู่บ้านทว่ายังคงความพิเศษเหนือระดับไว้อย่างลงตัวราวกับเป็น Urban Sanctuary ที่มอบประสบการณ์การพักผ่อนที่แตกต่างและให้ความเป็นส่วนตัวสูง

Above ห้องพักสไตล์ร่วมสมัยที่เรียบง่ายด้วยสีเอิร์ธโทน ดำ และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้

Above ห้องน้ำขนาดกว้างขวางที่คุมโทนด้วยผนังและเคาน์เตอร์สีดำ
History Meets Modern
Upper House Chengdu ตั้งอยู่ใจกลางย่านไลฟ์สไตล์ระดับไฮเอนด์อย่างไท่กู่หลี่ (Taikoo Li) โดยสถาปัตยกรรมของโรงแรมแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุคสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกระดับโลกอย่าง Make Architects งานดีไซน์ได้สะท้อนถึงภูมิประเทศของเฉิงตูและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมอย่างการใช้ไม้ไผ่ ไม้ อิฐ และหิน เข้ากับสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ที่เน้นความเป็นปัจเจกอย่างสูง
ตัวอาคารมีลักษณะเป็นรูปตัว L สองหลัง โอบล้อมลานสวนหย่อมตามแบบฉบับซื่อเหอหยวน (Siheyuan) หรือบ้านล้อมสวนแบบจีน โดยอาคารหนึ่งประกอบด้วยห้องพักโรงแรม 100 ห้อง และอีกอาคารคือเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ 42 ห้อง โครงสร้างภายนอกสะท้อนถึงการผนวกระหว่างความเก่าและใหม่ผ่านลวดลายสามมิติ นำไปสู่ทางเข้าที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารเก่าแก่สมัยราชวงศ์ชิงที่ได้รับการบูรณะอย่างงดงามท่ามกลางทิวไผ่ที่เขียวขจี แม้ในอดีตวัดแห่งนี้จะเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ แต่แรงบันดาลใจของโรงแรมแห่งนี้กลับมาจากบ้านพักอันเรียบง่ายของเหล่านักปราชญ์ที่เดินทางมาเรียนที่วัด สะท้อนถึงความอ่อนน้อมผ่านประสบการณ์ที่หรูหราทว่าเรียบง่ายพร้อมบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

Above ความร่มรื่นของสวนหย่อมกลาง Mi Xun Spa สำหรับทำกิจกรรมบำบัดด้วยเสียง
การเข้าพักเป็นเวลาสามคืนในห้อง Studio 90 ทำให้ผมได้สัมผัสได้ถึงดีไซน์ที่มีความสงบเรียบง่าย โดย Upper House Chengdu เป็นการผสมผสานของความเรียบง่ายแบบสมัยใหม่กับมรดกทางวัฒนธรรม
ในขณะที่ Upper House Hong Kong กับคอนเซ็ปต์ ‘Upward Journey’ ซึ่งเป็นงานดีไซน์ที่ Andre Fu สถาปนิกชื่อดังได้ริเริ่มไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พื้นที่ภายในห้องกว้างขวางถึง 96 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยโทนสีเอิร์ธโทน เซรามิก และสิ่งทอฝีมือช่างท้องถิ่น ภายในห้องพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ลำโพงบลูทูธแบบพกพาแบรนด์ Bose ทีวีขนาด 46 นิ้วที่รองรับการสตรีม และ Maxi-bar ที่ให้บริการฟรี พร้อมเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซและชาคัดพิเศษ บริเวณพื้นที่นั่งเล่นเปิดรับแสงธรรมชาติและวิวจากมุมสูงของ Taikoo Li Chengdu ได้แบบเต็มตา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าตื่นตาคือห้องน้ำที่มีขนาดกว้างขวาง (มาก) คุมโทนด้วยสีดำดูลึกลับแต่ผ่อนคลาย พร้อมฝักบัวแบบ rain shower ขณะที่เครื่องนอนมอบความนุ่มสบายและอบอุ่นด้วยขนเป็ดระดับลักซ์ชูรี
สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในระยะยาว โรงแรมยังมีห้อง Premium Apartment พื้นที่กว้างขวางถึง 153 ตารางเมตร มอบบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบสั่งทำพิเศษ พ่วงด้วยครัวที่มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เรียกว่าลากกระเป๋าเดินทางมาใบเดียวก็สามารถพำนักระยะยาวได้เลย

Above สระว่ายน้ำระบบน้ำอุ่นพร้อมแสงธรรมชาติจากสกายไลต์
Urban Wellbeing
มิติด้านอาหารภายในโรงแรมมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน นำโดย Mi Xun Teahouse เจ้าของรางวัลหนึ่งดาวมิชลินและดาวมิชลินรักษ์โลกแห่งแรกของเมืองเฉิงตู ตั้งอยู่ในเรือนไม้ประวัติศาสตร์ เสิร์ฟเมนูมังสวิรัติระดับพรีเมียมภายใต้การนำของเชฟ Steven Tang โดยเน้นแนวคิด ‘Farm-to-Table’ และแนวทาง zero-waste ที่คัดสรรวัตถุดิบจากชุมชนใกล้ถิ่นอาศัยของแพนด้ายักษ์
สำหรับผู้ที่มองหารสชาติสไตล์อิตาลี ที่นี่มีห้องอาหาร Tivano ซึ่งมอบประสบการณ์ต้นตำรับด้วยพาสต้าโฮมเมดและพิซซ่าเตาฟืน ขณะที่ The Temple Café ให้บริการอาหารสไตล์บิสโทรที่ผสมผสานเมนูท้องถิ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน เมื่อยามค่ำคืนมาเยือน Jing Bar จะพาทุกท่านย้อนไปสู่ยุคแจ๊สผ่านค็อกเทลรสชาติแปลกใหม่อย่าง Sichuan Negroni
ด้านเวลเนสก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน Mi Xun Spa ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์สไตล์เสฉวนตะวันตก เปรียบเสมือนโอเอซิสที่แยกตัวจากความวุ่นวาย ผมได้ทดลองนวดซิกเนเจอร์ ‘Bamboo Massage’ ที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและฟื้นฟูใจไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมบำบัดด้วยเสียงท่ามกลางสวนสวยอันเงียบสงบ เสมือนเป็นการทำสมาธิบำบัดจิตใจ ช่วยย้ำเตือนถึงวิถีแบบ slow life อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่อยากให้คุณพลาดคือสระว่ายน้ำระบบน้ำอุ่นในร่มขนาดยาว 25 เมตรที่ออกแบบเพดานวงแหวนซ้อนกันได้สวยแปลกตาจนน่าเรียกยอดไลก์บนอินสตาแกรมได้ไม่น้อย ที่อยู่ติดกันคือฟิตเนสพร้อมเครื่องออกกำลังกายทันสมัยที่สว่างไสวด้วยแสงธรรมชาติจาก sculptural skylights ที่ออกแบบเลียนแบบภูมิประเทศเนินเขาของเสฉวนเพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและมีพลัง

Above เส้นหมี่ปวยเล้งทำมือราดซอสถั่วงา Dandan ที่ร้านอาหาร Mi Xun Teahouse

Above ร้านอาหารมังสวิรัติระดับรางวัล Mi Xun Teahouse
Chengdu's Heritage
นอกเหนือจากทิวไผ่ที่ล้อมรอบโรงแรม เมืองเฉิงตูยังเผยให้เห็นสีสันของวัฒนธรรมและแฟชั่นระดับสูง ผมใช้เวลาช่วงบ่ายเดินชมโครงการไท่กู่หลี่เฉิงตู (Taikoo Li Chengdu) ซึ่งโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ ‘Fast Lane’ สำหรับร้านค้าแฟชั่นระดับโลก และ ‘Slow Lane’ สำหรับคาเฟ่และร้านไลฟ์สไตล์ที่โอบล้อมวัดต้าฉือ (Daci Temple) โดยรวบรวมแบรนด์เนมชั้นนำที่เปิดตัวรูปแบบคอนเซ็ปต์สโตร์ใหม่ล่าสุดในเอเชียอย่าง Goyard รวมถึงแบรนด์ดังตั้งแต่ลักซ์ชูรีจนถึงไฮสตรีทไว้อย่างครบครัน
ทางโรงแรมยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปจักสานไม้ไผ่ งานศิลป์เก่าแก่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีนมาอย่างยาวนาน และแน่นอน คุณคงมาไม่ถึงเฉิงตูหากไม่ได้เยี่ยมชม ฐานวิจัยการเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์เฉิงตู (Panda Base) สถาบันชั้นนำระดับโลกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ให้คุณได้ส่องความน่ารักของแพนด้ายักษ์หลายสิบตัว
ยามค่ำคืนของเฉิงตูนั้นมีเสน่ห์ไม่แพ้ช่วงกลางวัน กิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวคือการล่องเรือในแม่น้ำจินเจียง (Jin Jiang River) ชมทัศนียภาพของแสงสีตลอดสองฟากฝั่งที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแม่น้ำสายหลักของเฉิงตู ตามด้วยการรับประทานหม้อไฟระดับตำนานที่ร้าน Xiao Long Fan Da Jiang ซึ่งผู้มาเยือนต้องตื่นตากับรูปปั้นมังกรยักษ์ที่ตระหง่านอยู่ในโถงร้านใจกลางย่านประวัติศาสตร์และโชว์เปลี่ยนหน้ากากอันลือลั่น

Above ประติมากรรมรูปใบไม้บริเวณทางเข้าโรงแรม Upper House Chengdu

Above Jing Bar จะพาทุกท่านย้อนไปสู่ยุคแจ๊สผ่านค็อกเทลรสชาติแปลกใหม่อย่าง Sichuan Negroni
A New Global Landmark
ประสบการณ์การเข้าพักที่ Upper House Chengdu ครั้งนี้เปรียบเสมือนภาพตัวอย่างที่น่าประทับใจของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อ Upper House เตรียมเปิดตัวเรซิเดนซ์ของแบรนด์เป็นแห่งแรกของโลกที่กรุงเทพฯ ภายใต้การร่วมทุนของบริษัท ซิตี้ ไดนามิค จำกัด โดยโครงการ Upper House Residences Bangkok เป็นอาคารสูง 52 ชั้น จำนวน 156 ยูนิต ออกแบบโดย Foster + Partners ที่ดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยในไทย บริษัท เอฟแอนด์พี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ BAR Studio และมีผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสอย่าง GOCO มาพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสุขภาพแบบองค์รวม
นอกจากนี้ยังมีโครงการ The Wireless Residences by Upper House เป็นอาคารสูง 71 ชั้น จำนวน 239 ยูนิต ออกแบบโดย PIA Interior ผสานแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย พร้อมบริการส่วนหน้าบ้านภายใต้การบริหารจัดการโดย Upper House
ทั้งสองโครงการตั้งอยู่บนที่ดินฟรีโฮลด์บนถนนวิทยุ มอบวิวสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติแบบพาโนรามา โดยมี PLandscape มาร่วมออกแบบสวนและระเบียงลอยฟ้าเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่อยู่อาศัยเข้ากับธรรมชาติ โครงการนี้ตั้งเป้าแล้วเสร็จเฟสแรกในปี 2029 เป็นต้นไป เพื่อรังสรรค์นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยเหนือระดับในกรุงเทพมหานคร ด้วยการผสานการบริการระดับเวิลด์คลาส ความเป็นเลิศด้านสถาปัตยกรรม และคุณภาพมาตรฐานสากลไว้ด้วยกันบนทำเลที่มีศักยภาพที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
อ่านเพิ่มเติม:
ถอดรหัสไลฟ์สไตล์เรือยอชต์ในยุคนี้: Jonathan Sit กับการปั้น Singapore Yachting Festival 2026
จากฮาวายถึงปารีส: ตามรอยพิกัดพักร้อนส่วนตัวของเหล่าซูเปอร์สตาร์เกาหลี
สนามบินไม่ใช่เพียงจุดผ่านทางอีกต่อไป: เปิดรายชื่อเลานจ์สนามบินยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิกปี 2026
ครั้งหนึ่งในชีวิต! รวม 5 เส้นทางเทรคกิ้งธารน้ำแข็งสุดอลังการสำหรับมือใหม่
เผยเทรนด์นักเดินทางไทยปี 2026 ให้ความสำคัญกับที่พัก pet-friendly พุ่งติดอันดับ Top 10
Topics





