คริสเตียน มุนจิอู (Cristian Mungiu) ผู้กำกับชาวโรมาเนีย พาผลงานหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกอย่าง 'Fjord' คว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ไปครองได้สำเร็จเป็นครั้งที่สอง ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 79
เทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ประจำปี 2026 ปิดฉากลงอย่างเจิดจรัสเหนือน่านน้ำริเวียร่าฝรั่งเศส คัดสรรสุดยอดผลงานโดยประธานคณะกรรมการชาวเกาหลีใต้ Park Chan-wook โดยรางวัลเกียรติยศสูงสุดของค่ำคืนนี้ตกเป็นของ Cristian Mungiu ผู้กำกับชาวโรมาเนีย จากผลงานหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกอย่าง 'Fjord' ที่คว้ารางวัลสูงสุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ไปครองได้สำเร็จ นำแสดงโดยขวัญใจฮอลลีวูดอย่าง เซบาสเตียน สแตน (Sebastian Stan) ร่วมด้วยนักแสดงหญิงชาวนอร์เวย์ผู้โดดเด่น เรเนต รีอินสเว (Renate Reinsve) โดยหนังเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งอันแสนละเอียดอ่อนระหว่างขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมและอำนาจรัฐ
ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่นี้ส่งให้ Mungiu ก้าวเข้าสู่ทำเนียบผู้สร้างหนังระดับตำนานอย่างเป็นทางการ โดยเขาถือเป็นผู้กำกับคนที่ 11 ในประวัติศาสตร์ของเทศกาลที่สามารถคว้าเกียรติยศปาล์มทองคำได้ถึงสองครั้ง หลังจากเคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วเมื่อ 19 ปีก่อนจากภาพยนตร์เรื่อง '4 Months, 3 Weeks and 2 Days' ท่ามกลางเสียงปรบมืออันกึกก้อง Mungiu ขึ้นรับรางวัลบนเวทีเคียงข้างนักแสดงนำ พร้อมกล่าวอย่างสุดซึ้งเพื่อเตือนใจให้ทุกคนระลึกถึงมรดกอันยืนยงของศิลปะ โดยทิ้งท้ายไว้ว่า บทพิสูจน์ที่แท้จริงของภาพยนตร์เหล่านี้คือเวลาอีกหลายทศวรรษในอนาคต
นอกจากนี้ ชัยชนะดังกล่าวยังเป็นการตอกย้ำความสำเร็จอันน่าอัศจรรย์ราวกับตำนานของค่ายจัดจำหน่ายภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันอย่าง Neon ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 7 ติดต่อกันของค่ายที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำมาครอง นับตั้งแต่สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับภาพยนตร์เรื่อง 'Parasite' เมื่อปี 2019

Above Javier Calvó (ซ้าย) และ Javier Ambrossi (ขวา) สองผู้กำกับจากหนัง 'The Black Ball' และ Paweł Pawlikowski (กลาง) ผู้กำกับจาก 'Fatherland' รับรางวัล Best Director ร่วมกันในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (ภาพ: Getty Images)
หากรางวัลสูงสุดคือการยกย่องอัจฉริยภาพอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับ รางวัลที่เหลือในค่ำคืนนี้ก็เปรียบเสมือนการสดุดีต่อจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ คณะกรรมการประจำปี 2026 เอนเอียงไปกับการมอบรางวัลชนะเลิศแบบร่วม (Ex-aequo) ส่งผลให้เกิดช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นและสร้างความอลหม่านเล็กๆ บนเวทีอันยิ่งใหญ่ของ Palais des Festivals
เริ่มต้นด้วยสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) ที่จบลงด้วยผลเสมอกันอย่างน่าตื่นเต้นระหว่างสองวิสัยทัศน์ทางภาพยนตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสองผู้กำกับชาวสเปน Javier Calvo และ Javier Ambrossi ได้รับการยกย่องจากภาพยนตร์แนวเควียร์อันเปี่ยมด้วยสีสันเรื่อง 'The Black Ball' (La Bola Negra) คว้ารางวัลร่วมกับปรมาจารย์ชาวโปแลนด์ Paweł Pawlikowski ที่สะกดใจเหล่านักวิจารณ์ด้วยภาพยนตร์ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง 'Fatherland' การชนะร่วมกันในครั้งนี้ทำให้เกิดช่วงเวลานอกบทอันน่าประทับใจ เมื่อผู้กำกับทั้งสามท่านก้าวขึ้นสู่เวทีพร้อมกัน ก่อนจะพบว่าทีมงานเตรียมถ้วยรางวัลไว้เพียงใบเดียวเท่านั้น
“นี่ถือเป็นการจัดองค์ประกอบฉากที่พังพินาศมากครับ” Pawlikowski กล่าวติดตลกเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม ในขณะที่ผู้เชิญรางวัลอย่าง Xavier Dolan กล่าวแซวจากข้างเวทีว่า เขาหวังว่าทีมงานผู้จัดงานจะมีถ้วยรางวัลสำรองเตรียมพร้อมไว้ที่ด้านหลัง

Above Tao Okamoto (ซ้าย) และ Virginie Efira (ขวา) ร่วมกันรับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง 'All of a Sudden' (ภาพ: Getty Images)
แนวคิดเรื่องความอัจฉริยะร่วมกันนี้ยังสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดในรางวัลสาขานักแสดง โดยรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) ตกเป็นของ Virginie Efira ดาราสาวชาวเบลเยียม และ Tao Okamoto นักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่น จากการแสดงที่สะกดสายตาและการทลายกำแพงภาษาในภาพยนตร์ดราม่าสุดสะเทือนอารมณ์เรื่อง 'All of a Sudden' (Soudain) ผลงานของ Ryusuke Hamaguchi ซึ่งเหล่านักวิจารณ์ต่างยกย่องเคมีอันทรงพลังของทั้งคู่ที่เป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของมิตรภาพระหว่างผู้หญิงและการเผชิญหน้ากับสัจธรรมแห่งชีวิต
ไม่ต่างจากรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม (Best Actor) ที่ถูกแบ่งสรรให้กับสองนักแสดงดาวรุ่ง Emmanuel Macchia และ Valentin Campagne ผู้ถ่ายทอดอารมณ์อันดิบเปลือยและลึกซึ้งในบทบาททหารยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ต้องประคับประคองความรักอันซ่อนเร้นและต้องห้ามในภาพยนตร์สะเทือนใจเรื่อง 'Coward' ของผู้กำกับ Lukas Dhont

Above Valentin Campagne (ซ้าย) และ Emmanuel Macchia (ขวา) ร่วมกันรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง 'Coward' ของผู้กำกับ Lukas Dhont (กลาง) (ภาพ: Getty Images)
สำหรับรางวัลรองชนะเลิศต่างนำพาความลึกซึ้งทางอารมณ์และจุดยืนทางการเมืองอันเด่นชัดมาสู่ชายฝั่งโครอะเซตต์ โดยผู้กำกับชาวรัสเซีย Andrey Zvyagintsev ขึ้นรับรางวัล Grand Prix จากภาพยนตร์เรื่อง 'Minotaur' ซึ่งเป็นภาพยนตร์เชิงเปรียบเทียบที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการทุจริตและความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้อย่างแหลมคม โดย Zvyagintsev ได้ใช้ช่วงเวลาบนเวทีส่งสารทางการเมืองอันทรงพลังที่สุดของค่ำคืน ด้วยการเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและความสูญเสียในยูเครนโดยทันที
ขณะที่รางวัลขวัญใจคณะกรรมการ หรือ Jury Prize ตกเป็นของ Valeska Grisebach ผู้กำกับชาวเยอรมัน จากผลงานดราม่าซับซ้อนเหนือความคาดหมายที่มีฉากหลังเป็นคาบสมุทรบอลข่านเรื่อง 'The Dreamed Adventure' (Das geträumte Abenteuer) ส่วน Emmanuel Marre คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเรื่องราวนำเสนออันเฉียบคมใน 'A Man of His Time' (Notre Salut) และรางวัลกล้องทองคำ (Caméra d’Or) อันทรงเกียรติสำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกยอดเยี่ยม ตกเป็นของ Marie-Clémentine Dusabejambo จากผลงานเปิดตัวอันน่าทึ่งเรื่อง 'Ben’Imana'
นอกเหนือจากสายการประกวดหลักแล้ว เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 79 ยังได้ร่วมสดุดีบุคคลระดับตำนานผู้ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์โลก โดยไอคอนระดับโลกอย่าง Barbra Streisand, Peter Jackson และ John Travolta ต่างได้รับรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศ (Honorary Palme d’Or) ตลอดช่วงเวลาของเทศกาล นำพากลิ่นอายความคลาสสิกอันหรูหราแบบฮอลลีวูดมาสู่ตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะ Streisand ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยการกล่าวถึงพลังของภาพยนตร์ที่ช่วยเยียวยาและมอบความหวังท่ามกลางโลกที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความผันผวนในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม:
5 แง่มุมชีวิตจริง Sir Arthur Conan Doyle ที่น่าอัศจรรย์ใจไม่แพ้คดีความของ ‘เชอร์ล็อก โฮล์มส์’
เปิดลิสต์ 11 ซีรีส์ฆาตกรต่อเนื่องระดับมาสเตอร์พีซที่คอหนังอาชญกรรมไม่ควรพลาด
เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026: การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมผลงานระดับมาสเตอร์พีซแห่งปี
9 ลุคโดดเด่นระดับตำนานของฟ่านปิงปิงแห่งพรมแดงเมืองคานส์
ประวัติศาสตร์แฟชั่นและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง 'The Devil Wears Prada 2'
Topics





