5 Songs that you may never heard of from Ed Sheeran
ยืนยันพร้อมเปิดขายบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการจะมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งที่ 3 ของนักร้องหนุ่มผมแดงจากเกาะอังกฤษ มิสเตอร์เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran) ที่จะยกเอา The Mathemerics Tour มาเล่นที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2024 นี้ พร้อมเซ็ตลิสต์เพลงยาวเหยียดที่มีรายงานว่าเขาเล่นไปราวๆ 20 กว่าเพลงในหนึ่งโชว์
นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว ใครที่ติดตามเขามาเป็นเวลานานจะทราบดีว่าเอ็ดรับหน้าที่เป็นทั้งนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ให้กับอัลบั้มของตนเอง ก่อนที่เขาจะได้เซ็นสัญญากับค่าย Asylum Records และออกอัลบั้มเปิดตัวในชื่อ + (Plus) ที่เปิดประตูความสำเร็จในระดับนานาชาติให้กับเขาด้วยเพลงฮิตอย่าง “The A Team” และ “Lego House” เอ็ดได้ออกอัลบั้มในฐานะศิลปินอิสระมาแล้ว และมีเพลงที่น่าสนใจอยู่หลายเพลงที่เราอยากมาแนะนำให้ลองไปฟังกัน
Amy Wadge เป็นอีกหนึ่งนักแต่งเพลงที่ทำงานร่วมกับ Ed Sheeran มาอยู่บ่อยครั้ง จนเขาสามารถออก EP ที่ชื่อว่า Songs I Wrote with Amy ซึ่งรวบรวมผลงานการเขียนเพลงของทั้งคู่ขึ้นมาได้ในเดือนเมษายนปี 2010 โดยเพลงที่เราชอบเป็นพิเศษคือเพลง Fall เนื้อเพลงแต่งออกมาอย่างเรียบง่ายด้วยภาษาที่ไม่ซับซ้อนแต่มีการเลเยอร์เสียงร้องชายหญิงเข้าไว้พร้อมบรรยากาศละมุนหูจากเสียงของกีต้าร์ไฟฟ้าที่ทำให้เราเทคะแนนให้เพลงนี้เยอะกว่าเพลงอื่นๆ ใน EP และต่อมาในปี 2014 ทั้งคู่ก็ได้ร่วมแต่งเพลงด้วยกันอีกครั้งและกลายมาเป็นเพลงสุดฮิตอย่าง Thinking Out Loud นั้นเอง
Let It Out, Sofa เป็นเพลงรักในแนวอะคูสติกป๊อปที่อยู่ใน EP ชื่อ Loose Change (ที่มีเพลง The A Team อยู่ด้วย) ซึ่งปล่อยต่อมาจาก Songs I Wrote with Amy เมื่อเดือนกรกฎาคมในปี 2010 โดยเพลงแรกเป็นการพูดถึงความรักของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาวว่ารักเธอแค่ไหนแต่ไม่เคยแสดงออกให้รู้เลย แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะพูดออกไปเสียที ส่วนอีกเพลงก็ยังคงมาในอารมณ์หวานซึ้งที่บรรยายว่าความรักของคนคู่นี้มันยิ่งใหญ่จนสิ่งใดก็ไม่อาจเทียบได้เท่ากับการนอนอยู่บนโซฟาด้วยกันสองคน
นอกจากเพลงแนวอะคูสติกป๊อปที่เราคุ้นเคยแล้ว เอ็ด ชีแรนยังได้ออก EP อีกชิ้นเมื่อปี 2011 ในชื่อ No. 5 Collaborations Project ซึ่งรวบรวมเอาผลงานเพลงที่เขาไปทำงานกับเหล่าแรปเปอร์เพื่อสร้างงานดนตรีให้มีความดิบขึ้นจากที่เคยเพื่อนำไปเสนอให้กับค่ายเพลง ใน EP นี้เราจะได้เห็นว่าเขาเปิดรับเอาแนวดนตรีฮิปฮอปที่มีบีทหนักเข้ามาอย่างเต็มที่ พร้อมเนื้อเพลงที่ไม่ใช่เรื่องความรักหวานใสอีกต่อไป และยังปรับการร้องแบบใหม่ให้รัวเร็วคล้ายกับการแรปมากขึ้น เราแนะนำให้ฟังเพลงแรกใน EP นี้อย่าง Lately ที่พูดถึงการตั้งใจทำงานแบบจริงจังจนดึกดื่นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย และจะเห็นได้เลยว่าเขามีความตั้งใจที่จะต้องได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับเหล่าค่ายเพลงต่างๆ แค่ไหน
เพลงสุดท้ายที่อยากแนะนำให้ฟังอาจจะไม่ใช่เพลงที่ไม่คุ้นหูเท่าไหร่เพราะมาจากอัลบั้ม ÷ (Divide) เมื่อปี 2017 ที่มีเพลงฮิตอยู่หลายเพลง แต่สำหรับเพลง Dive ที่ไม่ได้ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลก็อาจทำให้หลายคน หากไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ที่ตามฟังทุกเพลงไม่เคยได้ยินเพลงนี้ ซึ่ง Dive เป็นอีกเพลงที่เอ็ดได้โชว์เสียงร้องแบบดิบๆ เจือความแหบแห้งเล็กน้อยตามสไตล์นักร้องที่ใช้เสียงมาเยอะ ทำให้เพลงนี้ที่พูดถึงความรักไม่สมหวังฟังดูแล้วเศร้าลงไปอีกหลายเลเวลเลยล่ะ
Topics





