ก่อนที่นิทรรศการเดี่ยวของ Wolfgang Tillmans ช่างภาพชื่อดังระดับโลก จัดแสดงที่เดวิด ซเวียร์เนอร์ (David Zwirner) ในฮ่องกง เขาบอกกับ Tatler ว่าทำไมเขาหวังว่างานของเขาจะเป็นอมตะ และเหตุใดการได้ชื่นชมผลงานศิลปะด้วยตาตนเองนั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจทดแทนด้วยอย่างอื่นได้
สีสันของเฉดสีเขียวและเหลืองจากกิ่ง ก้าน ใบ กระจ่างตาทันทีที่ก้าวเข้าไปในสตูดิโอ Berlin ที่โปร่งสบายของ Wolfgang Tillmans ด้วยขนาดของพื้นที่ในอาคารยุคทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่ 4 ห้อง พื้นที่ร่วม 7,000 ตารางฟุต ทำให้ Tillmans มีพื้นที่ในการนำเสนองานของเขาซึ่งเป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ โดยบางภาพเป็นภาพบุคคลขนาดเท่าคนจริงด้วยซ้ำ
หนึ่งในนั้นคือ Window Left Open (2023) ซึ่งนำเสนอภาพเริงร่าของใบไม้นอกหน้าต่างสตูดิโอของ Tillmans ที่รายล้อมด้วยกิ่งก้านไม้อันร่มรื่น และเมื่อมองผ่านเลนส์ในยามพลบค่ำจะเห็นภาพสะท้อนเงาสีชมพูก่ำ ไม่ต่างจากสถานบันเทิงยามราตรี
งานของ Tillmans นำมาจัดแสดงในฮ่องกงตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ห้าของเขาที่จัดร่วมกับแกลเลอรี David Zwirner และเป็นครั้งที่สองของเขาในฮ่องกง ซึ่งก่อนหน้านี้คือเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2018 ในงาน Art Basel Hong Kong
ชื่อเสียงและอิทธิพลของ Tillmans ไม่ใช่มีเพียงงานศิลปะและภาพถ่ายเท่านั้น เขายังมีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมและอยู่ในกระแสอีกด้วย โดยวิธีคิดบางอย่างของเขามีความร่วมสมัยและไม่ตกยุค
“ผมอยากเติมเต็มสิ่งที่รู้สึกว่ายังขาดอยู่” Tillmans กล่าว “ขณะเดียวกัน การมองโลกในแง่ดีก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นบริบทของสังคมโดยรวม” ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือ The Cock (Kiss) (2002) ซึ่งเป็นภาพของชายสองคนกับจูบอันเร่าร้อน ที่กลายเป็นไวรัลหลังจากเหตุการณ์กราดยิงที่ไนท์คลับเกย์ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เมื่อปี 2016
ครั้งที่ Tatler เยี่ยมชมสตูดิโอของเขาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ภาพถ่ายดังกล่าวถูกจัดแสดงถัดจาก Adam Bleached Out ซึ่งเป็นภาพเพื่อนคนหนึ่งของเขาที่ถ่ายไว้เมื่อปี 1991 ขณะนั่งยองโดยมีแสงสีส้มสะท้อนเป็นประกาย นับเป็นการจับภาพได้อย่างพอเหมาะพอเจาะทีเดียว
อ่านเพิ่มเติม: พูดคุยกับ Takashi Murakami ถึงนิทรรศการล่าสุด การออกจากพื้นที่ปลอดภัย และเหตุผลที่คนญี่ปุ่นอาจเข้าไม่ถึงผลงานของเขา
ภาพถ่ายสองภาพนี้จัดแสดงอยู่ที่แกลเลอรี David Zwirner ในฮ่องกง ซึ่ง Tillmans มักมีภาพเช่นนี้ให้เห็นในงานของเขาเสมอ รวมทั้งงานที่จัดแสดงที่ฮ่องกงครั้งนี้ด้วย “แม้ตอนนี้ทุกอย่างเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เป็นไปได้ว่าการแสดงงานในฮ่องกงอาจทำให้ผมได้ขยายสตูดิโอของผมก็เป็นได้” เขากล่าว
นิทรรศการครั้งนี้มีผลงานทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งผลงานใหม่อย่าง Sirius Through a Defocused Telescope (2023) และ Temporary Shoe Shop (2022) ยังคงเป็นเรื่องราวที่ Tillmans มุ่งนำเสนอด้วยการสร้างเอฟเฟกต์ บรรยากาศ และความรู้สึกถึงพลังของภาพ เช่น เขาเลือกถ่ายภาพกลุ่มดาวที่มีระยะลดหลั่นกันไปด้วยกล้องที่ไม่โฟกัส ทำให้ภาพที่ได้ปรากฏให้เห็นสีสันหลากหลายจากประกายระยิบระยับของดาวเหล่านั้น ขณะที่ภาพหลังเป็นภาพรองเท้าที่วางอยู่บนรถหน้าสถานที่จัดคอนเสิร์ตในเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย เป็นต้น
กระบวนการสร้างสรรค์งานของ Tillmans มิใช่แค่กดชัตเตอร์และจัดการภาพเท่านั้น แต่เขายังสร้างสรรค์ศิลปะการจัดวางและเนรมิตงานในลักษณะแลนด์สเคปอีกด้วย เขาบอกว่า “อาจดูเหมือนผมจำลองสิ่งต่างๆ อยู่ แต่มันกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ ในนิทรรศการของผม” เขาใช้เวลาเตรียมงานยาวนานสำหรับนิทรรศการแต่ละครั้ง อาจสิบวันถึงสองสัปดาห์ก่อนการแสดง ซึ่งเขามองว่า “แกลเลอรีก็ไม่ต่างจากสตูดิโอจริงๆ นี่เอง”
Tillmans ยังมีความสามารถอีกหลากหลาย เพราะเขาเขียนเพลงและทำเพลงด้วย โดยอัลบั้มใหม่ของเขา Build From Here มีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 12 เมษายน 2024 เหตุนี้เองนิทรรศการของเขาจึงมักมีเสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบการแสดงงานที่ฮ่องกงเมื่อปี 2018 เขาได้บันทึกเสียงการจราจรและนำไปเล่นในแกลเลอรีด้วย ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ Tillmans ก็มีวิดีโอพร้อมเสียงด้วยเช่นกัน

Above Wolfgang Tillmans ถ่ายภาพในสตูดิโอในกรุงเบอร์ลินของเขา (ภาพ: Mustafah Abdulaziz)
Tillmans ใส่ใจทุกรายละเอียดในภาพที่เขาสร้างขึ้น เช่นเดียวกับการดูแลรายละเอียดของนิทรรศการ “สิ่งที่คุณจะได้เห็นจากแกลเลอรีในฮ่องกงคืองานที่มีขนาดและมิติจริงที่ไม่สามารถเห็นได้จากที่อื่น” การชมผลงานของเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่จะดูได้จากหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่คุณต้องยืนอยู่หน้าภาพเพื่อสัมผัสถึงความรู้สึกขณะที่ได้ชม “ถึงตอนนั้นทุกคนอาจถ่ายรูปกันมือเป็นระวิงซึ่งเท่ากับพลาดที่จะชมทุกอย่างด้วยตาของเราเอง แทนที่จะมองผ่านเลนส์อย่างที่เป็นอยู่”
Tillmans ตั้งใจและมุ่งมั่นมากที่จะสร้างงานที่มีความหมาย เขาดั้นด้นไปทุกๆ ที่ที่เป็นบ่อเกิดแห่งงานศิลปะครั้งนี้
“ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน คุณต้องไป” เขากล่าว “เป็นเรื่องน่าสนใจที่งานศิลปะมักเป็นเรื่องล้ำหน้าอยู่เสมอ วัตถุดิบต่างๆ รอบตัวเราเปลี่ยนเป็นงานศิลปะได้ทั้งสิ้น โดยอาจไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ”
บางภาพก็มาจากความเรียบง่ายที่แสนธรรมดา เช่น กางเกงยีนส์แขวนอยู่บนราวบันไดใน Grey Jeans Over Stair Post (1991) หรือประติมากรรมเซรามิกใน Vessels (2019) เป็นต้น “การถ่ายภาพเป็นการรอช่วงเวลาที่เหมาะสม ผมอาจอยู่ตรงนั้น พิจารณาและใคร่ครวญ จากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นภาพ”
เขายกตัวอย่างอื่นๆ เช่น ภาพส้มเรียงกันไปมา รวมทั้งภาพหนังสือพิมพ์แอลเอที่ยังดูเหมือนมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2001 ซึ่งงานเหล่านี้มีให้ชมที่ฮ่องกงด้วย ผลงานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นความนิ่งและความสุขุม ทำให้เขาสามารถสังเกตและดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมรอบตัว และสามารถกำหนดทิศทางงานในปัจจุบันได้
“ผมพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ให้ความใส่ใจ ไม่ว่าแต่ละวันจะยุ่งเหยิงแค่ไหนก็ตาม”
ในขณะที่ชีวิตวุ่นวายอยู่เช่นนั้น ในช่วงปี 2000 งานสร้างสรรค์ของ Tillmans ก็ผลิดอกออกผลเมื่อเขาได้รับรางวัล Turner Prize ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของช่างภาพ และเขาก็เป็นช่างภาพคนแรกและเป็นศิลปินที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษคนแรกเช่นกันที่ได้รับรางวัลดังกล่าว หลายปีต่อจากนั้นเขาก็มีการจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวมากมาย ทั้งที่แกลเลอรีและในพิพิธภัณฑ์ เขายังเป็นศิลปินคนแรกที่มีนิทรรศการเดี่ยวที่ Tate Britain ในลอนดอน (2002) และ Tate Modern (2017) ล่าสุดเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่แล้วเขาได้แสดงงานเดี่ยว Fold Me ที่ David Zwirner นิวยอร์ก ต่อจาก To Look Without Fear ที่ MoMA นิวยอร์ก ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2022
การแสดงงานที่ MoMA ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในอาชีพการงานของ Tillmans ที่มีผลงานยาวนานมาเกือบสี่ทศวรรษ และในบรรดาผลงานที่จัดแสดงนั้น มีรูปภาพจากซีรีส์อันโด่งดังของเขาที่บันทึกเรื่องราวชีวิตยามค่ำคืน รวมถึงวัฒนธรรมใต้ดินและวัฒนธรรม queer ที่ถ่ายตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เขาอธิบายว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดหมวดหมู่ภาพสถานบันเทิงยามค่ำคืนของเขาเป็นคอนเทนต์ เนื่องจากเขายังคงทำต่อเนื่อง
“ผมยังออกไปถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ถ่ายภาพสถานบันเทิงยามค่ำคืนเพื่อเป็นการบันทึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการได้สัมผัสถึงความเป็นอิสระและจิตวิญญาณที่ได้รับ” จากการได้เห็นวัฒนธรรม queer อย่างเปิดเผย Tillmans กล่าวว่า “ผมตระหนักได้ว่า ถ้าย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว หรือ 200-500 ปีก่อน นับว่าเป็นไปไม่ได้เลย แม้กระทั่งปัจจุบัน ในหลายพื้นที่ก็ยังคงทำไม่ได้”
เมื่อเริ่มถ่ายภาพสถานบันเทิงยามค่ำคืน Tillmans สัมผัสถึงประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ทำให้รู้สึกอิสระและการแสดงออกแบบดิบๆ ผ่านภาพถ่ายเหล่านั้น เขาอยากเผยแพร่ภาพอย่างเร่งด่วนเพื่อแบ่งปันมุมมองกับคนทั้งโลก ผลงานสร้างสรรค์ของเขาตลอดชีวิตการทำงานยังคงรุดหน้าไปไม่หยุดหย่อน
เมื่อปี 1995 ขณะอายุเพียง 26 ปี เขาได้ตีพิมพ์หนังสือรวมผลงานกับ Taschen ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ด้านศิลปะชั้นนำของโลก จึงนับเป็นโอกาสแปลกใหม่สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจัดประเภทในโลกศิลปะ แต่ Tillmans กล่าวว่า “ผมแค่อยากให้มันเผยแพร่ไปทั่วโลก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครสามารถมาขวางได้”

Above “Suzanne & Lutz, ชุดเดรสสีขาว, กระโปรงทหาร” ของ Tillmans (1994) (ภาพ: David Zwirner, นิวยอร์ก/ฮ่องกง; Galerie Buchholz, เบอร์ลิน/โคโลญจน์; และ Maureen Paley, ลอนดอน)
ในขณะที่ภาพถ่ายจำนวนมากของ Tillmans เป็นการบันทึกประเด็นสำคัญทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง แต่เขาก็ยังเปลี่ยนเลนส์ไปที่เรื่องส่วนตัวมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่สำคัญต่อตัวเขา เช่น บ้านที่เขาเติบโตในเยอรมนี ภาพถ่ายสตูดิโอเก่าของเขาในลอนดอนเมื่อปี 2011 ที่ผู้ชมจะเห็นเป็นอย่างแรกเมื่อก้าวเข้าไปในแกลเลอรี
แม้อดีตของเขาจะถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการอยู่เสมอ แต่ Tillmans กลับไม่ชอบการหมกมุ่นอยู่กับอดีตเท่าใดนัก “ตามหลักปรัชญาแล้วผมคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่า” เขากล่าว “สิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิตคือการรับมือกับความคิดถึงอดีตและเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง”
ผลงานที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในนิทรรศการที่ฮ่องกงคือ Badenhose (1994) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกางเกงว่ายน้ำ Adidas สีแดงคู่หนึ่ง “บางครั้งผมก็จัดนิทรรศการผลงานใหม่ด้วยงานที่มีอายุมากกว่า 20 ปี” เขากล่าว ซึ่งช่วยให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงถึงตนเองได้เช่นกัน
การรำลึกถึงเวลาและสถานที่ผ่านรูปภาพเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ Tillmans มองว่าพื้นที่นิทรรศการเป็นส่วนขยายของพื้นที่สตูดิโอของเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกที่จะนำภาพสตูดิโอเก่าในลอนดอนเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้วมาร่วมแสดงด้วย
หลังจากใช้เวลาเกือบ 40 ปีในการถ่ายภาพ Tillmans ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานให้อยู่เหนือกาลเวลาเสมอ “ผมจะดูว่าความต่อเนื่องนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณสามารถเห็นได้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ หรือไม่ด้วยเช่นกัน”
ความสามารถในการเข้าถึงผู้ชมหลายรุ่นหลายช่วงอายุพอจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงงานของเขาที่เป็นความยั่งยืนได้อย่างดี แต่สำหรับ Tillmans งานที่ยังไม่เกิดคือจุดหมายปลายทางของเขา
This story was originally written in English by Aaina Bhargava.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2024 โดย Aaina Bhargava โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
แปลและเรียบเรียง Nongnath Kamalasana na Ayudhya
อ่านเพิ่มเติม:












