Tatler ชวนคุยกับ ไทร กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ Gen.T Leaders of Tomorrow 2019 ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok แฟรนไชส์บูติกสตรีทแวร์และสนีกเกอร์ชื่อดังของญี่ปุ่น ถึงกลยุทธ์ธุรกิจแบบ localize และภาพรวมของตลาดเมืองไทยที่สินค้าขายดีต้อง ‘อินเทรนด์’
จากความชื่นชอบในของเล่น ของสะสม และสินค้าดีไซน์ ทำให้นักธุรกิจหนุ่มคุณพ่อลูกสอง มองเห็นโอกาสว่า สินค้าอย่างรองเท้าสนีกเกอร์ก็เป็นของสะสมได้เหมือนกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขานำเข้าแบรนด์ชั้นนำอย่าง Atmos ซึ่งมีต้นกำเนิดจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
“จริงๆ ผมเป็นคนรักดีไซน์ และผมว่าสนีกเกอร์มีความสวยในเรื่องดีไซน์ ผมเป็นคนชอบซื้อ แต่ไม่ชอบใส่ ซื้อเพราะหลงรักในดีไซน์ และด้วยความที่เราเดินทางบ่อย ผมก็ตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมเราต้องบินไปที่โน่นที่นี่เพื่อซื้อของที่ชอบ ทำไมไม่สามารถหาได้ในเมืองไทย ก็เป็นเหตุผลหลักที่เรานำสินค้าเข้ามา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับทุกคน”
อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: โอ๊ต ปราโมทย์ แห่ง 'โคตรคูล' เมื่อธุรกิจต้องเริ่มจากความสนุก

Above กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok
แบรนด์ญี่ปุ่นที่นักสะสมหลงรัก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 แบรนด์ Atmos ก่อตั้งขึ้นโดย Hidefumi Hommyo จากร้านค้าปลีกขนาดเล็กในย่านอุระ-ฮาราจูกุ (Ura-Harajuku) ค่อยๆ เติบโตและเริ่มเป็นรู้จักอย่างมากจากการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นต่างๆ เพื่อนำเสนอสินค้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น จนเป็นที่ถูกใจของเหล่านักสะสมสนีกเกอร์รุ่นหายาก และทำให้ Atmos กลายเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมสตรีทแวร์ของญี่ปุ่นอย่างมาก
“ผมมองว่า Atmos เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงและมีความขลังในเรื่องนวัตกรรมด้านแฟชั่น เราคอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ซึ่งรองเท้าบางรุ่นกลายเป็น hall of fame ในมุมมองของเหล่า sneakerheads และมีแฟนๆ จำนวนมากอยากซื้อสะสม ตัวอย่างของความสำเร็จก็เช่น Nike Air Max 1 Atmos ‘Elephant’ และ Nike Air Max 1 Atmos ‘Safari’ ซึ่งเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ที่กลุ่ม sneakerheads หลงรัก"
นอกจากนั้น สินค้าบางรุ่นที่ปกติจะมีขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เมื่อเป็น Atmos ทางแบรนด์ต่างๆ ก็จะอนุโลมให้สามารถวางขายได้
“พอเรามี Atmos ที่ญี่ปุ่นหนุนหลัง ก็เหมือนเรามีอำนาจในการต่อรองภายใต้ร่มเดียวกัน เวลาเราไปร่วมงานแสดงสินค้าของ Nike, Adidas, New Balance ซึ่งสามแบรนด์นี้เป็นสัดส่วนประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าในร้าน Atmos เขาก็จะมีสินค้าที่ให้เฉพาะกับ Atmos เท่านั้น ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบของเรา”

Above Nike Air Max 1 Atmos ‘Elephant’

Above Nike Air Max 1 Atmos ‘Safari’
จากโตเกียวสู่กรุงเทพฯ
Atmos Bangkok ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่สามต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้าอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยไทรดูแลทุกส่วน ตั้งแต่การดูแลสินค้าไปจนถึงการขยายธุรกิจ
“ประเทศไทยมีศักยภาพ ขนาดตลาดค้าปลีกบ้านเราค่อนข้างใหญ่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เนื่องจากเรามีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงทุกแบรนด์ก็มองว่าประเทศไทยสามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นตลาดแฟชั่นที่ค่อนข้างแข็งแรง อีกอย่างหนึ่งคือคนไทยชอบไปประเทศญี่ปุ่น หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับแบรนด์ Atmos อยู่แล้ว พอเห็นป้ายสีฟ้าๆ ก็พอจำได้ว่าเคยไปซื้อรองเท้าที่ร้านนี้มา (ยิ้ม)”
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักๆ ของ Atmos Bangkok จะเน้นจับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งก่อนช่วงโควิด ตลาดหลักจะเป็นตลาดจีน แต่ตอนนี้จะเป็นตลาดอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
ความน่าสนใจคือ แม้บางประเทศจะมีหน้าร้านของ Atmos อยู่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเลือกที่จะมาจับจ่ายใช้สอยที่เมืองไทยอยู่ดี
“เหมือนเวลาเราไปญี่ปุ่น แม้ของบางอย่างจะมีขายในเมืองไทย แต่มันเป็นความรู้สึกของการได้มาเที่ยว มาช้อปปิ้งในประเทศนั้นๆ ที่เป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวยังคงซื้อสินค้า”
อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: 'RAVIPA' แบรนด์จิวเวลรีของไทยที่โด่งดังไกลระดับโลก

Above กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok
ตลาดไทย…ขายของต้องอินเทรนด์
สำหรับตลาดไทย ไทรมองว่ามีความแตกต่างจากตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องของภูมิอากาศ ตลอดจนการปลูกฝังวัฒนธรรมแฟชั่นที่เกิดขึ้นตอนโต ไม่ใช่ในวัยเยาว์
“มีเด็กไทยจำนวนน้อยมากที่มีโอกาสใส่รองเท้าสนีกเกอร์ไปโรงเรียน ซึ่งต่างจากเด็กอเมริกันหรือญี่ปุ่นที่เลือกใส่รองเท้าแบบไหนก็ได้ ทำให้ ‘sneaker culture’ ของบ้านเราไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น รวมทั้งมีข้อสังเกตว่าประเทศที่มีหลายฤดู ความหลากหลายในการแต่งตัวจะเยอะกว่า ยิ่งพอประเทศไทยเป็นเมืองร้อน และไม่มีถนนคนเดินที่ดีขนาดนั้น เราเลยไม่ค่อยเห็นวัฒนธรรมการเดินในเมือง เพราะทุกอย่างมักจะอยู่แต่ในห้างสรรพสินค้า”
อีกหนึ่งหนึ่งความต่างที่น่าสนใจ คือพฤติกรรมที่ ‘มาเร็ว ไปเร็ว’
“คนไทยชอบอะไรที่อินเทรนด์ พอตกเทรนด์ปุ๊บจะเริ่มไม่ชอบ ซึ่งหลายครั้งเขาไม่ได้ซื้อเพราะแบรนด์ แต่เขาซื้อเพราะเทรนด์ ยิ่งเป็นสินค้าที่ดาราหรือคนดังนิยมใส่ หรือคู่ไหนเป็นกระแสก็จะขายง่ายขายดี ก่อนหน้านี้ในช่วงโควิด มีรุ่นหนึ่งที่ขายดีมาก Nike Air Jordan 1 เรียกได้ว่ามี 2,000 คู่ ขายไม่ถึงหนึ่งนาทีหมด แต่ถ้าคู่ไหนไม่อยู่ในกระแสก็จะช้าไปเลย ซึ่งธรรมชาติของการสั่งสต็อกรองเท้าคือต้อง 6-9 เดือนล่วงหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเราสั่งผิดแล้วตามกระแสไม่ทัน ก็อาจเสียโอกาสตรงนั้นไป”

Above กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok
คนไทยไม่ชอบช้อปออนไลน์ จริงหรือ?
ช่วงโควิด ไทรยอมรับว่า โมเดลธุรกิจของ Atmos Bangkok เปลี่ยนไปมาก เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน ต้องเน้นขายออนไลน์ และปรับเปลี่ยนทั้งวิธีการทำงานและการสื่อสารกับลูกค้า
“ตอนนั้นพฤติกรรมของคนหันมาซื้อออนไลน์ เราต้องทำกิจกรรมออนไลน์ ทำไลฟ์ขายของ พอหลังโควิดคนก็เปลี่ยนอีก คนไม่อยากช้อปออนไลน์ อยากเปลี่ยนมาเดินห้าง อยากมาเห็นสินค้า อยากมาสัมผัสก่อนซื้อจริง ออนไลน์จึงเหมาะกับสินค้าทั่วไปที่เราซื้ออยู่แล้วเป็นประจำ ไม่ใช่สินค้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประสบการณ์การใช้งานใหม่ๆ”
เพราะฉะนั้น ถึงแม้ออนไลน์จะเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญในโลกยุคนี้ แต่ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับโลกออฟไลน์ด้วยเช่นกัน
“ผมว่าคนไทยไม่ได้ชอบการช้อปปิ้งออนไลน์ขนาดนั้น อันนี้พูดเฉพาะเมืองไทย ด้วยความที่คนไทยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ การเดินทางไม่ได้ไกล และคนไทยชอบเดินห้าง สุดท้ายยังไงคนก็ต้องกลับมาเดิน แล้วจริงๆ พอมาทำออนไลน์ เราถึงได้รู้ว่า คนไทยน้อยมากที่มีบัตรเครดิต คนส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการโอนเงิน หรือการเก็บเงินปลายทาง (COD: cash on delivery) ซึ่งทำให้การทำธุรกรรมมีความยุ่งยากมากขึ้น”

Above กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok

Above กรมิษฐ์ ตวิษาวิวิศน์ ผู้ก่อตั้ง Atmos Bangkok
การเปลี่ยนแปลง และความฝันครั้งใหม่
ปัจจุบัน Atmos ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ ภายหลัง Foot Locker แบรนด์ค้าปลีกสินค้ากีฬาและไลฟ์สไตล์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาซื้อกิจการ ทั้งนี้ Atmos จะยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ภายใต้ร่มเงาใหม่แห่งนี้
“เรามีแผนขยายสาขาเพิ่มอีกหนึ่งสาขาทุกปี เป็นระยะเวลาสามปี ซึ่งนอกจากเป้าหมายในการเติบโตด้านยอดขายแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างรากฐานของแบรนด์ Atmos ในประเทศไทยที่ถึงจุดพอดีและสมบูรณ์แบบที่สุด”
“ตอนนี้ตลาดค้าปลีกของไทยมีการขยายเติบโตค่อนข้างมาก มีห้างเปิดใหม่ทุกปี เราเองต้องดูว่า ตรงไหนคือที่ที่ดีและเหมาะสมกับเรา การเลือกโลเคชั่นที่ถูกต้องจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญมากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในตลาดได้”
ไทรแอบกระซิบว่า ปีหน้าจะมีสนีกเกอร์คอลเล็กชั่นพิเศษที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Nike x Atmos ออกมาให้แฟนๆ ได้สะสมกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเกือบสามปีเต็ม
“เราพยายามจะเชื่อมต่อกับเหล่า sneakerhead รวมถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ถึงแม้จะยังไม่มีกำลังซื้อที่สูง แต่ก็มีโอกาสที่จะปลูกฝังความชอบในแบรนด์ของเรา
“ทุกวันนี้ผมเริ่มแต่งตัวให้ลูก ลองเลือกรองเท้า เลือกเสื้อผ้า ลองเอาความชอบของเราให้เขาได้สัมผัสตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ผมเชื่อว่าเจเนอเรชั่นถัดไปของประเทศไทยจะยกระดับขึ้น อนาคตคนไทยจะเก่งขึ้น ยิ่งเราเดินทางเยอะ เรายิ่งรู้สึกว่า ประเทศไทยนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกเลย อย่าไปคิดว่าคนญี่ปุ่นเก่งกว่าเรา หรือคนอเมริกันเก่งกว่าเรา เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนย่อมมีความสามารถไม่ต่างกัน"
"หากเราเลือกปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีให้เขาตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งเมื่อพวกเขาโตขึ้น อาจจะมีใครสักคนที่สามารถสร้างผลงานและวัฒนธรรมที่เป็นของคนไทยให้โลกได้หลงรัก ไม่ต่างจาก ‘sneaker culture’”





