Tatler มีนัดที่ Opera Italian Restaurant บริเวณ Opera Complex ซอยสุขุมวิท 39 เพื่อพูดคุยกับ สิทธิ ศรีชวาลา ลูกชายคนเดียวของกฤษน์ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ กรุ๊ป เจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
สิทธิ เรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 12 ขวบ จนกระทั่งอายุ 17 ปี เกิดโควิด-19 ที่โรงเรียนปิดยาว ทำให้เขาต้องอยู่เมืองไทยและมีโอกาสติดตามคุณพ่อไปทำงานทุกวัน ช่วงเวลานั้นจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของเขาอย่างไม่เคยนึกฝัน
“ช่วงเวลานั้น ผมได้เริ่มเรียนรู้งานหลายๆ ด้านของบรรดาบริษัทต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ฟิโก้ กรุ๊ป ที่สำคัญคือได้ฟังคุณพ่อสอนงานเองทุกวัน จนรู้สึกว่าธุรกิจคุณพ่อน่าสนุก เลยอยากลองทำงานบ้าง พออายุ 18 ปี ผมเริ่มทำงานโดยช่วยจากงานเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยปรับตัว พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนได้เป็นผู้ช่วยคุณพ่อ ดูแลรับผิดชอบงานใหญ่ๆ หลายงาน ธุรกิจของเราได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างหนัก ผมอยากมีส่วนร่วมในการช่วยกู้วิกฤติตรงนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่ท้าทายมาก แต่ก็ยิ่งทำให้ผมสนุกกับการทำงานมากขึ้น และท้ายที่สุดก็ตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อ”
อ่านเพิ่มเติม: คุยกับ พัชรินทร์ เหมอังกูร ในวันที่ "วัตถุดิบและเครื่องปรุง" คือหัวใจสำคัญของอาหารและธุรกิจ

Above บรรยากาศร้าน Opera Italian Restaurant
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิทธิทำงานต่อเนื่องมาแล้วสามปี เป็นเวลาที่ Tatler สัมผัสได้ว่า ชายหนุ่มที่โตเกินวัยคนนี้ มีความเข้าใจในโลกธุรกิจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งจนน่าทึ่ง เขาสามารถนำประชุมและตัดสินใจประเด็นสำคัญๆ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารที่อาวุโสกว่าในองค์กร ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่ช่วยขับเคลื่อนและขยายอาณาจักรฟิโก้ กรุ๊ป ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น
ธุรกิจหลักปัจจุบันของฟิโก้ กรุ๊ป แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ให้เช่า และกลุ่มร้านอาหารและบาร์
โดยกลุ่มโรงแรม อาทิ Pullman Grande Sukhumvit, Metropole, Holiday Inn Sukhumvit, Le Fenix Sukhumvit, Novotel Ploenchit, Novotel Silom, Hotel Muse ฯลฯ รวมถึงอีก 32 โรงแรมในอังกฤษที่ลงทุนร่วมกับบริษัท สิงห์เอสเตท เป็นต้น
กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เช่น Interchange 21 Tower, Fico Place, Fenix Thonglor, Soho House, Fenix Tower (RSU), Seen Space และอาคารสำนักงานต่างๆ
กลุ่มร้านอาหารและบาร์ เช่น Opera, Iron Fairies, Maggie Choo’s, Gelato, Nest, Chow, Medici, Italian Chef Table, Villa Eugenia ฯลฯ และที่เคยเข้าร่วมทำธุรกิจ Quick Service Restaurant ภายใต้ Food Capital ที่อยู่ในตลาด เช่น Domino’s Pizza, Godiva, Kyochon Fried Chicken, Coffee Bean & Tea Leaf
สิทธิ เสริมต่อว่า “เรายังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Energy และลงทุนในตลาดหุ้นอยู่พอสมควร แต่น้องใหม่ล่าสุดของเราคือร้านอาหาร Opera Italian Restaurant และ The Iron Fairies Music Bar”
Opera Italian Restaurant เขย่าวงการร้านอาหารเมืองไทยนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ด้วยพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต จุได้ประมาณ 170 ที่นั่ง มีพื้นที่หลายโซน ทั้งชั้นล่างและชั้นบน มีห้องส่วนตัวสำหรับรับรองแขกได้กว่า 30 คน พร้อมมุมสำหรับสูบซิการ์
“ในอดีตที่ตรงนี้มีร้าน L’Opera เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่เก่าแก่และโด่งดังมาก คงจำกันได้ เป็นร้านที่คุณพ่อชอบมากเป็นแนว classic & rustic แบบแฟมิลี่สไตล์ เราก็อยากให้ลูกค้าของเรารู้สึกแบบนั้น เราจึงใส่ความเป็นโฮมคิทเช่นไว้ด้วย ลูกค้าสามารถสั่งอาหารที่ไม่มีในเมนูได้ อยากรับประทานแบบอื่น อยากเปลี่ยนซอส มีไอเดียมิกซ์แอนด์แมตช์อะไรสามารถบอกได้หมด เหมือนอยู่ในครัวของตัวเอง เราไม่ใช่ไฟน์ไดน์นิ่ง และไม่ได้เน้นความเป็นอิตาเลียนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะนำความเป็นเอเชียนเข้ามาผสมผสานบ้าง เพื่อให้ถูกปากลูกค้า หลักสำคัญคืออยากให้ลูกค้าแฮปปี้ อาหารที่นี่จานใหญ่ เป็น large portion รวมถึงอาหารของเราก็แตกต่างจากร้านอื่นๆ เช่น เมนูสปาเก็ตตี้ล็อบสเตอร์ ของร้านอื่นจะใช้ซอสมะเขือเทศ แต่เรายกระดับขึ้นโดยใช้ซอส AOP เผ็ดๆ จนเป็นเมนูที่ลูกค้านิยมสั่งกัน”
ครัวแบบเปิดทำให้มองเห็นเตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่ Opera Italian Restaurant จึงมีพิซซ่าพร้อมเสิร์ฟ ตามด้วยเมนูอาหาร 5 รายการและของหวานอีก 2 รายการ ที่รับรองได้เลยว่ารสชาติอร่อย และน่าจะถูกปากนักชิมไทย มุมต่างๆ ในร้านก็ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ถูกใจผู้นิยมถ่ายภาพเช่นกัน จนเชื่อว่าร้านอาหารแห่งนี้จะเป็นร้านอิตาเลียนร้านประจำของใครอีกหลายๆ คนได้ไม่ยาก







