ร้านแซนด์วิชเล็กๆ ในสิงคโปร์เกิดจากความใส่ใจในรายละเอียดและเติบโตเป็นแบรนด์ฮอสพิทาลิตี้ที่คอกาแฟในไทยหลงรัก
หลายครั้งที่ธุรกิจยิ่งใหญ่เป็นที่นิยมล้มหลามจะมีจุดกำเนิดเรียบง่ายและดีต่อใจ หนึ่งในธุรกิจแบบนั้นคือ Sarnies แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดในย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์เพราะความรักในแซนด์วิชของหนุ่มออสเตรีเลียนคนหนึ่ง “ตอนนั้นผมทำงานด้านการเงินและธนาคารที่สิงคโปร์และคิดถึงมื้อกลางวันที่ได้กินแซนด์วิชอร่อยๆ ผมชอบกินแซนด์วิชมาก พอหาที่อร่อยถูกใจในสิงคโปร์ไม่ได้เสียทีเลยคิดจะเปิดร้านเองเสียเลยครับ และตั้งชื่อร้านว่า Sarnies ที่เป็นชื่อเล่นของแซนด์วิชในภาษาอังกฤษ” Benjamin Lee ผู้ก่อตั้ง Sarnies บอกกับ Tatler และยังเล่าว่าจากไอเดียแซนด์วิชบาร์ง่ายๆ ให้ลูกค้ามาซื้อไปรับประทานที่บ้านหรือที่ทำงานจน Sarnies ร้านแรกเปิดตัวในปี 2010 เป็นคาเฟ่ที่มีเมนูแซนด์วิชและบรันช์ให้เลือก พร้อมกาแฟคั่วบดใหม่ๆ หอมฉุยที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม: ปักหมุด “บาร์ลับ” ในกรุงเทพฯ ที่นักดื่มห้ามพลาด

Above Eric Chan (ซ้าย) และ Benjamin Lee ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Sarnies
“ตอนนั้นย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์เป็นย่านตึกเก่าที่มีบาร์และร้านคาราโอเกะเต็มไปหมด และรัฐบาลอยากจัดระเบียบพื้นที่ตรงนั้น ร้านเดิมจึงทยอยปิดไปเพราะไม่ได้ต่อสัญญา เราเป็นร้านอาหารแรกๆ ที่เข้าไปเปิดในย่านนั้น เสิร์ฟแซนด์วิชและเมนูบรันช์ที่นอกจากอร่อยแล้วยังใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และส่วนผสมสไตล์โฮมเมดที่เราทำเองเกือบทั้งหมด รวมถึงเบคอนด้วยนะครับ เรื่องแซนด์วิชผมจริงจังมาก”
ต่อมาไม่นาน Sarnies Eric Chan ชาวมาเลเซียมาเป็นเจ้าของร่วม และเริ่มขยายกิจการมายังกรุงเทพฯกับช่องทางเล็กๆ จากการเป็นจำหน่ายกาแฟของทางร้านให้กับร้านอาหารแห่งหน่ึงในย่านสุขุมวิท “ตอนนั้นกรุงเทพฯ ก็คล้ายๆ สิงคโปร์ ที่มีร้านกาแฟมากมาย แต่ยังไม่มีอาหารเสิร์ฟ” Eric กล่าว “เราทำบาร์ป๊อปอัพเล็กๆ ในซอยสุขุมวิท 39 และได้รับการตอบรับที่ดีมาก จนได้โอกาสเปิดสาขาแรกที่ถนนเจริญกรุงในปี 2019 ในบ้านเก่าอายุ 150 ปีที่ใช้เป็นครัวกลางของแบรนด์ด้วย”
เมื่อได้เห็นโอกาสในตลาดคาเฟ่และบรันช์ของกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงเริ่มขยาย Sarnies ในกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์อื่นๆ ตามมา ทั้ง Sarnies Roastery Sarnies สาขาสุขุมวิทและ One Bangkok สลัดบาร์เพื่อสุขภาพ Pimp My Salad ที่ลูกค้าสามารถเลือกส่วนผสมในสลัดได้ตามชอบ บาร์ค็อกเทล F*nkytown ที่เสิร์ฟทั้งค็อกเทลสุดสร้างสรรค์และเมนูอาหารจนได้รับรางวัลหนึ่งในบาร์ยอดเยี่ยมของเอเชียโดย Tatler Best Asia 2025 นอกจากนี้ยังมี Sarnies Cantina ในสุขุมวิทซอย 22 ที่นอกจากจะเป็นคาเฟ่แล้วชั้นบนยังมีร้านอาหารกลิ่นอายละตินอเมริกัน รวมไปถึงช่องทางขายสินค้าคาเฟ่ผ่านร้านออนไลน์ และการเป็นซัพพลายเออร์กาแฟให้กับแบรนด์อื่นๆ และ Chow ครีเอทีฟเอเจนซีในเครือที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจฮอสพิทาลิตี้โดยเฉพาะ

Above F*nkytown ค็อกเทลบาร์แห่งแรกของเครือ Sarnies

Above F*nkytown ค็อกเทลบาร์แห่งแรกของเครือ Sarnies
เมื่อถามถึงทิศทางการขายธุรกิจ เบนจามินตอบว่า “ผมไม่มีกฎตายตัวหรอกครับว่าเราจะทำแบบนี้และไม่ทำแบบนั้น ผมดูความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่และแนวโน้มของผู้บริโภคมากกว่า อย่าง F*nkytown ที่เป็นบาร์แห่งแรกของเรา ผมว่าโลเคชั่นตรงนั้นเหมาะจะเป็นบาร์ แต่ถึงมันจะเป็นบาร์ แต่เราก็เสิร์ฟอาหารที่อิ่มได้จริงจังด้วย ไม่ใช่แค่ถั่วหรือข้าวเกรียบเอาไว้แกล้มเครื่อมดื่ม พูดได้ว่าทุกอย่างที่เราทำจะมีอาหารเป็นส่วนสำคัญ นั่นคือจุดแข็งของเรา เพราะลูกค้าที่ติดตามและเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราชื่นชอบในกาแฟที่คั่วบดอย่างดี เมล็ดกาแฟออร์แกนิกที่มาจากแหล่งปลูกชั้นดีทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย อาหารที่ใช้วัตถุดิบชั้นดี และทำเองจากในครัวของเราเอง นี่เป็นหัวใจสำคัญที่เราจะรักษาต่อไป”
Eric เสริมว่า “นอกจากคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียดแล้ว การที่เราพยายามสร้างสรรค์สิ่งคูลๆ ที่โดนใจเจ้าของพื้นที่ การคอลแลบร่วมกับแบรนด์อื่นๆ และการขยายธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ฮอสพิทาลิตี้อื่นๆ รวมถึงธุรกิจ B2B ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ของเราเติบโตและในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้”
ส่วนผสมหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากกับความสำเร็จของ Sarnies คือวัฒนธรรมองค์กรที่ยังเรียบง่ายและเน้นหัวใจเป็นหลัก “เราไม่ได้มาจากธุรกิจ F&B โดยตรง ไม่ได้มีโครงสร้างองค์กรแบบปิรามิด ที่นี่เราเน้นการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ การเติบโตทั้งของตัวเองและองค์การ ทักษะการแก้ไขปัญหา การค้นหาตัวเอง และการพัฒนาวิธีการทำงานอยู่เสมอไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม สำหรับผมทักษะเป็นเรื่องรองนะ มันเป็นสิ่งที่สอนกันได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือแอทติจูด ผมเคยทำงานในองค์กรใหญ่มาก่อนและพยายามเอาวัฒนธรรมแบบองค์กรใหญ่ออกไป” Benjamin กล่าว “การคัดเลือกคนที่เราทำงานด้วยจึงสำคัญมาก” Eric เสริม “มันสำคัญทั้งในด้านพนักงานของเราเอง รวมถึงพาร์ทเนอร์และลูกค้าด้วย ทั้งสองฝ่ายต้องมีค่านิยมและความเชื่อที่สอดคล้องกัน ไม่อย่างนั้นก็ทำงานร่วมกันไม่ได้”
เมื่อถามถึงเทรนด์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม Benjamin ตอบว่า “เวลาเห็นเขาทำอะไรใหม่ๆ กันผมก็อยากทำนะครับ แต่สุดท้ายแล้วมันก็กลับมาที่เรื่องเดิมที่เรายึดถือมาตั้งแต่แรกเริ่มคือ คุณภาพและการทำทุกอย่างออกมาให้ดี อย่างเมนูไข่คน ไม่ว่าคุณจะเอามาทำให้แฟนซีขนาดไหน ไข่คนง่ายๆ ก็ต้องทำออกมาให้ดีก่อน ผมว่านั่นคือเทรนด์เอเวอร์กรีนที่จะอยู่ตลอดไปด้วย” Benjamin กล่าว
“ผมว่าปาร์ตี้กลางวันกำลังมาครับ” Eric เสริม “ผมว่าตอนนี้ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น นิยมไปวิ่งกับกลุ่มต่างๆ และเริ่มแฮงค์เอ้าท์กันในคาเฟ่ในเวลากลางวัน จิบกาแฟ กินขนม แล้วก็มีเพลงจากดีเจด้วย มีคนจำนวนมากขึ้นที่อยากสังสรรค์ในตอนกลางวัน ไม่อยากออกไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเข้านอนดึกๆ มันเป็นเทรนด์ที่ผมว่าเหมาะกับดีเอนเอของแบรนด์เรา และเราน่าจะทำได้ดีด้วย”
อ่านเพิ่มเติม
Credits
ภาพ: Worapon Teerawatvijit
Topics










