Cover สืบสานแรงบันดาลใจสู่จักรวาล Van Cleef & Arpels ถ่ายทอดการโคจรของดวงจันทร์กลับมาตีความใหม่ผ่านผลงานในคอลเล็กชั่น 'Poetic Complications' บทกวีแห่งการบอกเวลาอันเป็นหัวใจสำคัญของเมซง (ภาพ: Van Cleef & Arpels)

สืบสานแรงบันดาลใจสู่จักรวาล Van Cleef & Arpels ถ่ายทอดการโคจรของดวงจันทร์กลับมาตีความใหม่ผ่านผลงานในคอลเล็กชั่น 'Poetic Complications' บทกวีแห่งการบอกเวลาอันเป็นหัวใจสำคัญของเมซง

Van Cleef & Arpels สืบสานแรงบันดาลใจจากจักรวาล หนึ่งในแก่นสำคัญของเมซงมากว่าหนึ่งศตวรรษ ถ่ายทอดความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนสู่ผลงานเครื่องประดับและเรือนเวลาอันเปี่ยมจินตนาการ โดยการนำแรงบันดาลใจจากการโคจรของดวงจันทร์กลับมาตีความใหม่ ผ่านผลงานในคอลเล็กชั่น 'Poetic Complications' ไม่ว่าจะเป็น Midnight Jour Nuit Phase de Lune ที่ถ่ายทอดจังหวะของดวงจันทร์ผ่านกลไกดาราศาสตร์, Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs ที่เชื่อมโยงเวลาในสองซีกโลกอย่างละเมียดละไม, Ludo Secret ที่ผสานงานเครื่องประดับเข้ากับเรือนเวลาได้อย่างสง่างาม ฯลฯ

และยังมีผลงานรุ่นใหม่จากคอลเล็กชั่น 'Perlée' ที่นำเสนอมุมมองร่วมสมัยของเครื่องประดับบอกเวลา และกลุ่ม Extraordinary Dials ได้แก่ Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes ซึ่งร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรักและจักรวาล นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ 'Poetic Complications' ในปี 2006 คอลเล็กชั่นนี้ได้กลายเป็นตัวแทนของ 'Poetry of Time' หรือบทกวีแห่งการบอกเวลา อันเป็นหัวใจสำคัญของเมซง และยังคงถูกถ่ายทอดต่อเนื่องผ่านผลงานที่เปี่ยมด้วยจินตนาการและความงดงามเหนือกาลเวลา

อ่านเพิ่มเติม: Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกา 5 รุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง จากงาน Watches and Wonders 2026

Midnight Jour Nuit Phase de Lune

จากผลงานรุ่นต้นแบบ อันเป็นจุดเริ่มต้นคอลเล็กชั่นนาฬิกาข้อมือระบบซ้อนกลไกขับเคลื่อน 24 ชั่วโมงรุ่น 'จากทิวาสู่ราตรี' หรือ 'Jour Nuit' เมื่อปีค.ศ. 2008 และถูกนำมารังสรรค์ขยายผลในปีค.ศ. 2024 Van Cleef & Arpels ขอแนะนำผลงานรุ่นใหม่ 'ดิถีจันทร์' หรือ 'Midnight Jour Nuit Phase de Lune' โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรมของดวงจันทร์ ออกแบบระบบซ้อนสองกลไกติดตั้งไว้ในตัวเรือน ในขณะที่กลไกแรกคือระบบขับเคลื่อนผืนหน้าปัดหมุนวนต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงจากกลางวันสู่กลางคืน อันเป็นที่มาของชื่อผลงานสะท้อนรายละเอียดการออกแบบบนหน้าปัดกลไกลำดับสองคือ 'ระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์' หรือ astronomical complication แสดงปรากฏการณ์ 'ดิถีจันทร์' อันหมายถึงการเปลี่ยนรูปทรงของดวงจันทร์จากข้างขึ้นถึงข้างแรม จากจันทร์เต็มดวงถึงจันทร์เสี้ยวซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนาขึ้นเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาในอุตสาหกรรมผลิตนาฬิกาข้อมือเมื่อปีค.ศ. 1929

Tatler Asia
Lens Position: 2555
Above 'Midnight Jour Nuit Phase de Lune' อาศัยแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรมของดวงจันทร์ ออกแบบระบบซ้อนสองกลไกติดตั้งไว้ในตัวเรือน
Tatler Asia
Lens Position: 2555
Above 'Midnight Jour Nuit Phase de Lune' กลไกแรกคือระบบขับเคลื่อนผืนหน้าปัดหมุนวนต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงจากกลางวันสู่กลางคืน อันเป็นที่มาของชื่อผลงานสะท้อนรายละเอียดการออกแบบบนหน้าปัดกลไกลำดับสองคือ 'ระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์' หรือ astronomical complication แสดงปรากฏการณ์ 'ดิถีจันทร์' อันหมายถึงการเปลี่ยนรูปทรงของดวงจันทร์จากข้างขึ้นถึงข้างแรม จากจันทร์เต็มดวงถึงจันทร์เสี้ยวซึ่ง
Lens Position: 2555
Lens Position: 2555
Tatler Asia
Lens Position: 2456
Above 'Midnight Jour Nuit Phase de Lune' แสดงปรากฏการณ์ 'ดิถีจันทร์' อันหมายถึงการเปลี่ยนรูปทรงของดวงจันทร์จากข้างขึ้นถึงข้างแรม จากจันทร์เต็มดวงถึงจันทร์เสี้ยวซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนาขึ้นเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาในอุตสาหกรรมผลิตนาฬิกาข้อมือเมื่อปีค.ศ. 1929
Tatler Asia
Lens Position: 2953
Above Midnight Jour Nuit Phase de Lune' แสดงปรากฏการณ์ 'ดิถีจันทร์' อันหมายถึงการเปลี่ยนรูปทรงของดวงจันทร์จากข้างขึ้นถึงข้างแรม จากจันทร์เต็มดวงถึงจันทร์เสี้ยวซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนาขึ้นเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาในอุตสาหกรรมผลิตนาฬิกาข้อมือเมื่อปีค.ศ. 1929
Lens Position: 2456
Lens Position: 2953

ภายในกรอบตัวเรือนทองคำสีขาวของงานออกแบบ Midnight (นาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายของเมซง) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. พื้นหน้าปัดจำลองความวิจิตรตระการตาของเวิ้งจักรวาลประดับหมู่ดาวประกายบรอนซ์ลงสู่แผ่นแก้วพรรณรายหัตถกรรมมูราโน (Murano aventurine glass) ดำขลับได้อย่างสมจริง เป็นผลจากความมุ่งมั่นสรรค์สร้างของแผนกพัฒนานวัตกรรม (Innovation Department) ของ Van Cleef & Arpels รองรับแม่มุกมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché เคลือบสีไล่เฉดจากดำถึงขาวต่างโค้งขอบดาวเคราะห์โลกเป็นแผ่นประกบด้านหน้าทำหน้าที่เสมือนกลไก 'เล่น-ซ่อน-หา' ระหว่างพระอาทิตย์กับพระจันทร์เคลื่อนคล้อยตามวิถีโคจร 24 ชั่วโมงต่อวัน ระหว่างวัน ทองคำสลักลายริ้วรัศมีตะวันจะปรากฏบนพื้นหน้าปัดต่างดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวตามตำแหน่งวิถีจริงที่มองเห็นจากผืนโลกจนลับหายภายใต้โค้งเส้นขอบฟ้าเปิดทางให้ดวงจันทร์รังสรรค์จากแผ่นแม่มุก หรือมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสีขาว คล้อยโคจรขึ้นมาแทนที่ท่ามกลางฝูงดาวอะคริลิก 

ในขณะที่ปรากฏการณ์บนผืนฟ้าจากกลางวันถึงกลางคืนอันเป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์โลกจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกอาศัยแผ่นจานหมุน ฟันเฟืองสำคัญของกลไกขับเคลื่อน 24 ชั่วโมง (24-hour movement) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นสำหรับใช้กับงานออกแบบนาฬิกา ข้อมือ 'จากทิวาสู่ราตรี' รุ่นต้นแบบ เพื่อเพิ่มความสมจริงในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของดวงจันทร์จากเต็มดวงในข้างขึ้นสู่จันทร์เสี้ยวในข้างแรมตามวิธีโคจร 29.5 วันรอบโลกของผลงานรุ่น 'ดิถีจันทร์' ครั้งนี้ เมซงได้พัฒนาอีกหนึ่งกลไก ที่ถึงแม้ในเวลาจริง ดวงจันทร์จะยังซ่อนตัวอยู่หลังแผ่นแม่มุกสลักลายต่างขอบโลก ผู้สวมใส่ก็สามารถเรียกดูคืนข้างขึ้นหรือข้างแรมได้ด้วยการกดปุ่มฝั่งตรงข้ามเยื้องตำแหน่งเม็ดมะยมสั่งงานหมุนแผ่นหน้าปัด 360° เป็นเวลาประมาณ 10 วินาทีเผยความตระการตาขอบดาวบริวารท่ามกลางงานประดับหมู่ดาวระยับแสง เรื่องราวในระบบสุริยจักรวาลดำเนินต่อเนื่องมาสู่แผ่นฝาหลังตัวเรือนทองคำสีขาวสลักลายถ่ายแบบผิวดวงจันทร์ เจาะช่องกลมเผยให้เห็นกลไกจานเหวี่ยงประกบแผ่นแก้วไพลิน (sapphire crystal) รองรับงานฝีมือจิตรกรรมลงยาดาวเคราะห์จำลองวนรอบโลกตัดเวิ้งฟ้าสลักลายริ้วรัศมีตะวันจุดประกายจินตนาการถึงการเงยหน้ามองระบบจักรวาลจากดวงจันทร์

Tatler Asia
Above ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. พื้นหน้าปัดจำลองความวิจิตรตระการตาของเวิ้งจักรวาลประดับหมู่ดาวประกายบรอนซ์ลงสู่แผ่นแก้วพรรณรายหัตถกรรมมูราโน ดำขลับได้อย่างสมจริง เป็นผลจากความมุ่งมั่นสรรค์สร้างของแผนกพัฒนานวัตกรรม ของ Van Cleef & Arpels รองรับมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché เคลือบสีไล่เฉดจากดำถึงขาวต่างโค้งขอบดาวเคราะห์โลกเป็นแผ่นประกบด้านหน้าทำหน้าที่เสมือนกลไก 'เล่น-ซ่อน-หา' ระหว่างพระอาทิตย์กับพระจันทร์เคลื่อนคล้อยตามวิถีโคจร 24 ชั่วโมงต่อวัน

ปรากฏการณ์ดิถีจันทร์

เพื่อให้รายละเอียด 'ดิถีจันทร์' บนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ Midnight Jour Nuit Phase de Lune หมุนวนไปตามแนวโคจรจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติบนห้วงเวหน เมซงได้พัฒนาระบบซ้อนกลไกคู่ขนานระหว่างจานหมุนสองแผ่น โดยให้แต่ละส่วนมีการขับเคลื่อนไปตามวิถีของตนเอง ในขณะที่จานหมุนแผ่นแรกคือฟันเฟืองสำคัญของระบบขับเคลื่อน 24 ชั่วโมง (24-hour movement module) ซ่อนอยู่ด้านหลังของกรอบตัวเรือนเพื่อควบคุมวิถีโคจรของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ให้ย้ายตำแหน่ง 'จากทิวาสู่ราตรี' ตามชื่อผลงานรุ่นต้นแบบ จานหมุนแผ่นที่สองกลับมีความละเอียดยิ่งกว่าด้วยรอบการเคลื่อนตัว 24 ชั่วโมง 16 นาที กับอีก 27 วินาทีตรงกับรอบวงจรเปลี่ยนรูปทรงของดวงจันทร์จากจันทร์เสี้ยวในข้างแรม ค่อยๆ เต็มดวงจนถึงข้างขึ้นก่อนเล็กลงอีกครั้งอย่างช้าๆ จนกลายเป็นรูปเสี้ยวสู่ภาวะ 'จันทร์ดับ' ในคืนแรม 15 ค่ำ แล้วดำเนินวนกลับไปสู่ภาวะ 'จันทร์เต็มดวง' อีกครั้งอย่างต่อเนื่องตามปรากฏการณ์ที่เรามองเห็นได้บนผืนโลก และด้วยหน่วยสั่งงาน ขับเคลื่อนหุ่นกล (automaton) จึงอำนวยให้เราสามารถเรียกดูปรากฏการณ์ของดวงจันทร์ในดิถีปัจจุบันระหว่างวันได้เช่นกัน ต้องใช้เวลาถึงสี่ปีในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์หรือ astronomical complication ซึ่งออกแบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกห้องปฏิบัติการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือของ Van Cleef & Arpels ในกรุงเจนีวาให้เป็นจริงขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติม: Rolex เผยโฉมนาฬิกาใหม่ใน Watches and Wonders พร้อมฉลองหนึ่งศตวรรษของ Oyster

Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs

ด้วยการใช้กลไกขับเคลื่อนบอกเวลาคู่ขนาน (dual-time zone movement) นาฬิกาข้อมือ Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs มอบความรู้สึกละเมียดละไมในทุกครั้งเมื่อก้มลงดูเวลา ต่างเขตภูมิภาคบนดาวเคราะห์โลกผ่านช่องตัวเลขที่คล้ายจุดประกายจินตนาการให้ก้าวผ่านสู่อีกมิติ

งานออกแบบตัวเรือน Midnight ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. รองรับ การจัดสัดส่วนองค์ประกอบระหว่างทองคำสีกุหลาบขัดผิวเนื้อซาตินกรอบหน้าปัดกับตัวเลขบอกชั่วโมงบนพื้นหน้าปัดลงยาลายนูนสีน้ำตาลเข้มเหลือบโทนจากอบอุ่นถึงเย็นตาตามมุมกระทบแสงตกแต่ง รายละเอียดหัตถศิลป์สลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché ก่อผลลัพธ์ราวกับกระจายเส้นวิถีแสงออกมารายรอบศูนย์กลางโมทิฟทรงกลมสลักลายตาข่ายนูน 'ปิเก' (piqué เป็นชื่อเรียกผ้าทอขัดด้ายเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มอบสัมผัสเนื้อแน่น อยู่ทรง แต่กลับให้การระบายอากาศเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับตัดเย็บเครื่องแต่งกายบุรุษ โดยเฉพาะเสื้อกีฬา และเสื้อผ้าลำลอง) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมซง บ่งบอกถึงความเป็นผู้ชายของ Van Cleef & Arpels ดังปรากฏบนผืนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือบุรุษ Pierre Arpels ด้วยการใช้เส้นโครงสร้างเรียบง่าย สะอาดตา เร่งระดับความคมชัดให้แก่สัดส่วนอสมมาตร หนึ่งในลูกเล่นแบบฉบับของเมซงผ่านอักษรตัวเขียน ชื่อนาฬิกาขนาบแนวโค้งวงหน้าปัด สะท้อนถึงหน้าที่เฉพาะตัวของผลงาน รุ่นนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง เช่นเดียวกับที่บนฝาประกบหลังตัวเรือนอาศัย ความเป็นเลิศเชิงเทคนิคสลักลายตะวันสาดแสงกับจันทร์กลางดาวบนเนื้อทอง สื่อความหมายของการ บอกเวลา 'ที่นี่' (ici) กับ 'ที่นั่น' (ailleurs) ได้อย่างแยบคาย

Tatler Asia
Above Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs จาก Van Cleef & Arpels มอบความรู้สึกละเมียดละไมในทุกครั้งเมื่อก้มลงดูเวลา ต่างเขตภูมิภาคบนดาวเคราะห์โลกผ่านช่องตัวเลขที่คล้ายจุดประกายจินตนาการให้ก้าวผ่านสู่อีกมิติ

ภายในตัวเรือนนาฬิกา Van Cleef & Arpels Midnight รุ่นนี้ ติดตั้งไว้ซึ่งระบบขึ้นลานในตัวโดยอัตโนมัติประกอบกลไกบอกชั่วโมง (jumping hours) ของเขตเวลาท้องถิ่นปัจจุบันผ่านตัวเลข Heure d’ici ในกรอบบนพร้อมแสดงตัวเลขบอกชั่วโมงต่างเขตเวลาหรือ Heure d’ailleurs ในกรอบล่างร่วมกับกลไกตีเข็มย้อนกลับบอกนาที (retrograde minutes) พร้อมพลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง ด้วยการรังสรรค์พัฒนาระบบซ้อนกลไกรุ่นต้นแบบให้รุดหน้า โดยอาศัยฟันเฟืองเดี่ยวที่ขับเคลื่อนไปพร้อมการหมุนตัวของสองแผ่นจานตัวเลขบอกชั่วโมงต่างเขตเวลากับกลไกตีเข็มย้อนกลับบอกนาที เท่ากับว่า เมื่อเข็มเคลื่อนไปถึงเลขนาทีที่ 60 ตามลำดับขีดบนหน้าปัด ก็จะดีดตัวย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นที่เลข 0 ขณะเดียวกับการเปลี่ยนตัวเลขบอกชั่วโมงต่อไป เป็นการเริ่มต้นวงจรใหม่ และการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งตัวเลข และเข็มบอกเวลา เพื่อมอบความสะดวก และคล่องตัวในการใช้งาน เม็ดมะยมเดี่ยวจึงได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกขึ้นลาน, ตั้งตัวเลขชั่วโมงต่างเขตเวลา รวมถึงเข็มนาที
Item 11 | Image Preview Caption  

Tatler Asia
Above Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs จาก Van Cleef & Arpels มอบความรู้สึกละเมียดละไมในทุกครั้งเมื่อก้มลงดูเวลา ต่างเขตภูมิภาคบนดาวเคราะห์โลกผ่านช่องตัวเลขที่คล้ายจุดประกายจินตนาการให้ก้าวผ่านสู่อีกมิติ

รังสรรค์หัตถศิลป์ลงยา

เพื่อก่อเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวจากหน้าปัดสู่กรอบตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือลงยาประจำห้องปฏิบัติการสร้างสรรค์ของ Van Cleef & Arpels ในกรุงเจนีวาได้เริ่มต้นกระบวนการจากการพิจารณาตรวจตราคุณสมบัติทางทัศนศาสตร์ ทั้งในแง่ของการดูดซับ, สะท้อน, หักเห และกระจายแสงของบรรดารัตนชาติเลอค่าอันผ่านการคัดสรรมาแล้วในชั้นต้น อย่างเช่นทับทิม เจ้าของความขัดแย้งระหว่างน้ำพลอยโทนเย็น และอ่อนโยนกับเฉดสีโทนอบอุ่น หลังดำเนินการทดสอบอย่างเป็นระบบหลายต่อหลายครั้งจนสามารถจำลองปรากฏการณ์กระจายแสงถ่ายทอดสีลักษณะนี้ผ่านงานลงยาสีน้ำตาลเข้มเฉดอำพัน ที่สามารถเปลี่ยนระดับโทนไปมาระหว่างอบอุ่นสลับเย็นตาตามมุมแสงตกกระทบอันเป็นผลเกื้อหนุนจากทองคำขัดผิวขึ้นเงาราวกระจก ซึ่งถูกประกอบเป็นพื้นหลัง ทวีความเข้มแสงสะท้อนจากภายในครอบหน้าปัด.

อีกโจทย์ท้าทายความสามารถอย่างที่สุด อย่างแรก และต้องดำเนินไปพร้อมกันนั้นคือความยากลำบากอย่างมหันต์ในความละเอียดอ่อนของงาน ฝีมือประทับลายตาข่าย piqué ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตราสัญลักษณ์ประจำเมซงลงในวงกลมตรงกึ่งกลางเช่นเดียวกับลายสลักริ้วรัศมีตะวัน (guilloché) สาดลำแสงกระจายตัวออกไปหาขอบหน้าปัดเพื่อให้การอยู่ร่วมของสองลวดลายบนแผ่นงานลงยาก่อความแตกต่างทางน้ำหนักสีเฉพาะตัวได้อย่างโดดเด่น กระนั้นก็ต้องกลมกลืนอย่างงดงาม เพราะความหนาของเนื้อสีสามารถส่งผลกระทบต่องานตกแต่งของสองเทคนิค ทั้งในแง่ของเฉดสีและ 'ปรากฏการณ์ตาแมว' อันหมายถึงคุณภาพเหลือบประกายก่อวิถีแสงภายในเนื้อวัสดุ สำหรับการสร้างสรรค์โมทิฟลายนูนต่ำแต่ละชิ้นส่วน ช่างศิลป์ลงยา Van Cleef & Arpels อาศัยแรงบันดาลใจจากเทคนิคต่างๆ ในงานเป่าแก้วมาดัดแปลงให้เข้ากับอุปกรณ์ผลิตนาฬิกาข้อมือ ด้วยเหตุนั้น งานลงยาลำดับแรกจำต้องผ่านระดับความร้อนอุณหภูมิต่ำ (กว่า 500 องศาเซลเซียส) เป็นเวลากว่า 30 ชั่วโมงเพื่อให้เนื้อสีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และกลมกลืน จากนั้น จึงทำการอบในเตาความร้อนอีกสองรอบด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น และสูงมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียสเพื่อขจัดฟองอากาศภายใน อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับงานฝีมือตกแต่งรูปทรงด้วยลูกรีดเกลียว หลังเข้าเตาเผาเป็นครั้งสุดท้าย จึงเริ่มทำการตกแต่ง เก็บรายละเอียดทางรูปทรงเป็นครั้งท้ายสุด

Ludo Secret

เครื่องประดับซ่อนเวลา Ludo Secret watch เป็นผลงานรังสรรค์ ยกย่องความงามสง่าเหนือกระแสความนิยมทางยุคสมัยให้แก่หนึ่งในสัญลักษณ์งานออกแบบของ Van Cleef & Arpels นั่นก็คือสร้อยข้อมือ Ludo เส้นแรก ซึ่งได้รับการสรรค์สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1934 โดยตั้งชื่อตามชื่อเล่นของลูอิส อารเปลส์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเมซง รูปทรงคล้ายเข็มขัดผู้ชาย ทำให้ Ludo กลายเป็นเครื่องประดับแฟชันที่ถูกใจของเหล่าสุภาพสตรีหัวขบถแห่งวงสังคมชั้นสูงในระหว่างทศวรรษ 1930 และครองความนิยมอย่างแพร่หลายนับแต่เปิดตัว

เพื่อสืบสานความต่อเนื่องทางรสนิยมชมชอบต่อลูกเล่นลวงตา (trompe-l’œil) จำลองแบบแถบเข็มขัดสะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากศิลปะการแต่งกาย อันนำมาซึ่งผลงานความสำเร็จมากมายนับแต่เริ่มต้นดำเนินกิจการ เครื่องประดับซ่อนเวลาลูโดฝังไพลินรุ่นใหม่ คือการนำผลงานรุ่นต้นแบบ เมื่อปีค.ศ. 1949 มารังสรรค์ ด้วยสายคาดทรงแถบอิงแอบแนบข้อมือถักร้อยขึ้นจาก 'แผ่นอิฐสี่เหลี่ยม' ทองคำสีเหลืองขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกจำนวนมากประกอบบนโครงตาข่ายยืดหยุ่นสูง มอบความอ่อนช้อย ให้การต้องแสงทอประกายสุกสว่างตัดเฉดกับบรรดาไพลินสีน้ำเงินสดเข้มฝังบนตัวเรือนโมทิฟจันทร์เสี้ยวสองส่วน และเมื่อกดขอบข้างซ่อนกลไกลงไปพร้อมกัน แผ่นประกบคู่ 'หัวเข็มขัด' จะง้างตัวเปิดออกเผยให้เห็นหน้าปัดแผ่นแม่มุกขาวสลักลายริ้วรัศมีตะวันรองรับความงามสง่าของงานฝังไพลินเม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์ในตำแหน่งต่างตัวเลข 12 นาฬิกาเหนือคู่เข็มทองคำบอกเวลา

Tatler Asia
Above Ludo Secret watch ผลงานรังสรรค์ ยกย่องความงามสง่าเหนือกระแสความนิยมทางยุคสมัยให้แก่หนึ่งในสัญลักษณ์งานออกแบบของ Van Cleef & Arpels นั่นก็คือสร้อยข้อมือ Ludo เส้นแรก
Tatler Asia
Above รูปทรงคล้ายเข็มขัดผู้ชาย ทำให้ Ludo กลายเป็นเครื่องประดับแฟชันที่ถูกใจของเหล่าสุภาพสตรีหัวขบถแห่งวงสังคมชั้นสูงในระหว่างทศวรรษ 1930 และครองความนิยมอย่างแพร่หลายนับแต่เปิดตัว
Tatler Asia
Above รูปทรงคล้ายเข็มขัดผู้ชาย ทำให้ Ludo กลายเป็นเครื่องประดับแฟชันที่ถูกใจของเหล่าสุภาพสตรีหัวขบถแห่งวงสังคมชั้นสูงในระหว่างทศวรรษ 1930 และครองความนิยมอย่างแพร่หลายนับแต่เปิดตัว

Perlée

ลูกปัดทองอันทรงแบบฉบับของคอลเล็กชั่นเครื่องประดับ Perlée ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นวงล้อมทอประกายล้อแสงระยิบระยับรอบกรอบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ตัวเรือนทองคำสีขาวหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ทางงานผลิตเครื่องบอกเวลา และแรงบันดาลใจทางการสรรค์สร้างเครื่องประดับเพื่อถ่ายทอดมุมมองร่วมสมัยผ่านงานออกแบบ 'เครื่องประดับบอกเวลา'

ภายใต้ความอ่อนช้อยของโค้งสัณฐานกระจกแก้วคริสตัลครอบกรอบตัวเรือนทรงกลมเดินขอบลูกปัดทองกลมกลึงเรียงแถวคู่ขนานแวววาวราวจะเป็นหลักฐานความพิถีพิถันอันเป็นเลิศของงานขัดผิวขึ้นเงาราวกระจก คือหน้าปัดแก้วพรรณราย 'อะเวนจูรีน' (aventurine glass) สีน้ำเงินเข้มมิดไนต์บลูเหลือบเฉดจุดประกายจินตนาการถึงเวิ้งจักรวาลล้ำลึกไร้ขอบเขต รองรับความละเอียดอ่อนของนวัตกรรมเชิงเทคนิคในงานฝีมือสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché ก่อร่องลึกสลับสันเหลี่ยมอย่างต่อเนื่องเพิ่มการเล่นแสงกระจายตัวออกมารายรอบ เกิดประกายสว่างทวีความคมชัดให้แก่ลูกเล่นตัดเฉดของสีเข็ม ]นาฬิกาเช่นเดียวกับงานฝังเพชรจิกไข่ปลาล้อมกรอบหน้าปัด ซึ่งผ่านการตรวจคัด และสรรเลือกโดยนักอัญมณีวิทยาผู้ชำนาญของเมซงโดยอิงตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุด โดยมีปุ่มตั้งเวลาซ่อนไว้หลังตัวเรือนอย่างแนบเนียนยามสวมใส่บนข้อมือด้วยแถบสายคาดทำจากหนังจระเข้ ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกต่างเฉดสีสำหรับสลับสับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ

Tatler Asia
Above Perlée 'เครื่องประดับบอกเวลา' ร้อยเรียงเป็นวงล้อมทอประกายล้อแสงระยิบระยับรอบกรอบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ตัวเรือนทองคำสีขาวหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ทางงานผลิต
Tatler Asia
Above Perlée 'เครื่องประดับบอกเวลา' ร้อยเรียงเป็นวงล้อมทอประกายล้อแสงระยิบระยับรอบกรอบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ตัวเรือนทองคำสีขาวหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ทางงานผลิต
Tatler Asia
Above Perlée 'เครื่องประดับบอกเวลา' ร้อยเรียงเป็นวงล้อมทอประกายล้อแสงระยิบระยับรอบกรอบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ตัวเรือนทองคำสีขาวหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ทางงานผลิต

นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง และสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของ Van Cleef & Arpels มานับแต่แรกเริ่มจนปัจจุบัน ความรัก ยังนำมาซึ่งปรัชญาการออกแบบ 'บทกวีบอกเวลา' หรือ Poetry of Time คอลเล็กชั่นเครื่องบอกเวลาอันเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุข จุดประกายความฝัน และจินตนาการผ่านการหลอมรวมไหวพริบทางความชำนาญในงานหัตถศิลป์หลากแขนงเข้ากับนวัตกรรมทางการผลิต เรียงร้อยมวลวัสดุเลอค่าลงสู่หน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้แต่ละครั้งที่ก้มลงดูเวลากลายเป็นภวังค์แห่งความเพลิดเพลิน และเบิกบานดังเช่นคู่ผลงานใหม่จากคอลเล็กชั่นย่อย 'หน้าปัดหัตถศิลป์' หรือ Extraordinary Dials ถ่ายทอดตำนานรักฝ่ากฎสวรรค์ ซึ่งทำให้จือหนี่ว์ เทพธิดาทอผ้าต้องไปสถิตเป็น 'เวกา' (Vega) ดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดของหมู่ดาวพิณ และหนิวหลาง หนุ่มเลี้ยงวัวกลายเป็น 'อัลแตร์' (Altair) ดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดของหมู่ดาวอินทรี เฝ้ารอจะได้มาพบ และอยู่ร่วมกันเพียงปีละหนึ่งครั้งในวัน 'ชีซี' อันหมายถึงวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ซึ่งถือเป็นเทศกาลแห่งความรักตามปฏิทินจันทรคติของชาวจี

Lady Rencontre Céleste et Lady Retrouvailles Célestes

Tatler Asia
Above Lady Rencontre Céleste et Lady Retrouvailles Célestes ความรักยังนำมาซึ่งปรัชญาการออกแบบ 'บทกวีบอกเวลา' หรือ Poetry of Time คอลเล็กชั่นเครื่องบอกเวลาอันเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุข จุดประกายความฝัน และจินตนาการ

ความวิจิตรบรรจงในรายละเอียดบนหน้าปัดทั้งสอง เป็นเสมือนบทเติม เต็มกันและกันให้แก่เรื่องราวของการเฝ้ารอเพื่อพบ และอยู่ร่วมกันระหว่างคู่รักต่างแดนดาว ด้วยลูกเล่นตัดเฉดของสีน้ำเงินต่างโทนกับประกายแสงของทองคำสีขาวและเพชรจากนาฬิกาข้อมือ 'ดาริกาหวนคืน' หรือ Lady Rencontre Céleste คือการได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งของประติมากรรมทองคำสีขาวฝังเพชรขึ้นรูปมิติทรงคู่รักประสานมืออยู่หลังมวลเมฆลงยาลายฉลุ plique-à-jour ฝังเพชรท่ามกลางผืนฟ้าราตรีประดับดาว ขณะที่วงหน้าเพชรเดี่ยวเหลี่ยมกุหลาบของทั้งสอง ให้ความรู้สึกถึงการสบตาจ้องมองอย่างดื่มด่ำเสน่หาใต้แสง นวลละมุนจากจันทร์เสี้ยวฝังเพชร พื้นหน้าปัดจำลองมิติเวิ้งว้างสลับซับ ซ้อนของจักรวาลสะท้อนซึ่งความเป็นเลิศในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญในงานลงยาล่องลายนูน champlevé กับงานลงยาผงสีก่อเงาแสงหรือ grisaille มาสู่เทคนิคจิตรกรรมย่อส่วน ทวีความวิจิตรตระการตาด้วยงานประดับเสี้ยวไพลินร่วมกับการ ใช้เขี้ยวหนามเตยปลายลูกปัดรองรับการฝังเพชร ส่วนนาฬิกาข้อมือ 'ดาริกาพานพบ' หรือ Lady Retrouvailles Célestes คืออีกบทสรุปความแยบคายในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงหัตถศิลป์ต่างแขนงผ่านระยับประกายในเหลือบสีไล่โทนจากชมพูสู่ม่วงอมแดงเข้มของพื้นหน้าปัดลงยาล่องลายนูนจำลองความสลับซับซ้อนเชิงมิติของเวิ้งจักรวาลเสน่หาขณะที่สองหนุ่มสาวต่างอยู่ห่างคนละฟากฟ้าเบื้องหน้าเสี้ยวไพลินสีม่วงอมชมพูในท่วงท่าเหยียดแขนยื่นมือหากันระหว่างรอเวลาได้กลับมาพบกัน ฝูงนก 'สี่เชว่' หรือสาลิกาสวรรค์ที่ร่วมกันต่อตัวสร้างสะพานข้ามทางช้างเผือกให้คู่รัก ได้ข้ามมาอยู่ร่วมกันปีละครั้งตามตำนาน สะกดทุกสายตาด้วยความละเอียดอ่อนของงานฝีมือประติมากรรมทองคำสีขาวท่ามกลางประกายแสงจากงานฝังเพชรขึ้นตัวเรือนบนแผ่นลงยาลายฉลุเนื้อโปร่งใสต่างม่านเมฆล่องลอยทั่วกรอบตัวเรือนทองคำสีกุหลาบล้อมเพชรลงตัวกับสีคู่เข็มบอกเวลา

Tatler Asia
Above Lady Rencontre Céleste et Lady Retrouvailles Célestes ความรักยังนำมาซึ่งปรัชญาการออกแบบ 'บทกวีบอกเวลา' หรือ Poetry of Time คอลเล็กชั่นเครื่องบอกเวลาอันเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุข จุดประกายความฝัน และจินตนาการ
Tatler Asia
Above Lady Rencontre Céleste et Lady Retrouvailles Célestes ความรักยังนำมาซึ่งปรัชญาการออกแบบ 'บทกวีบอกเวลา' หรือ Poetry of Time คอลเล็กชั่นเครื่องบอกเวลาอันเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุข จุดประกายความฝัน และจินตนาการ

หลากเทคนิคหัตถศิลป์ลงยา

ในงานตกแต่งรายละเอียดบนพื้นหน้าปัด Van Cleef & Arpels ระดมช่างศิลป์งานฝีมือต่างแขนง ซึ่งต้องอาศัยความอดทน และความประณีตพิถีพิถันระดับสูง งานลงยาล่องลายนูน หรือ champlevé ที่ใช้กับฉากหลังของหน้าปัดนาฬิกาแต่ละรุ่น ล้วนเริ่มต้นจากการออกแบบสำหรับแกะลายล่อง (หมายถึงพื้นที่ว่างหรือ 'ช่อง' ระหว่างเส้นลาย) หรือคว้านเนื้อโลหะทองเลอค่าเป็นแอ่งลายก่อนดำเนินการ 'ล่องยา' ซึ่งเป็นคำศัพท์เชิงเทคนิคของการหยอดเนื้อยาสีลงไปทีละน้อย ทีละชั้นแต่ละลำดับสลับกับการนำเข้าเตาความร้อนอุณหภูมิสูงวนเวียนซ้ำขั้นตอนกันไปมาอย่างต่อเนื่องจนได้ลายนูนต่ำตามผลลัพธ์ที่ต้องการ (เป็นที่มาของชื่อ 'ลงยาล่องลายนูน' อันหมายถึงลงยาในช่องว่างระหว่างเส้นลวดลายให้เนื้อสี หรือยาเคลือบนูนขึ้นมาจากพื้นผิว) หลังจากลงยาเต็มร่องลายของชิ้นงาน และผ่านขั้นตอนอบความร้อนเป็นรอบสุกท้าย ช่างฝีมือเจียระไนจะดำเนินงานฝีมือขัดผิว ขจัดยาส่วนเกินออกไปให้ได้เนื้องานเรียบเนียน สม่ำเสมอ เผยประกายแวววาวสกาวแสงภายในกรอบโลหะเส้นบอบบางของฐานชิ้นส่วนโมทิฟนั้นๆ สำหรับนาฬิกาข้อมือ 'ดาริกาหวนคืน' หรือ Lady Rencontre Céleste งานลงยาเทคนิคนี้ ยังได้รับการทวีความวิจิตรซับซ้อนด้วยศิลปะลงยาผงสีก่อเงาแสงหรือ grisaille ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในเมืองลิโมช ประเทศฝรั่งเศสระหว่างทศวรรษที่ 16 จากกรรมวิธีดั้งเดิมที่ใช้สารประกอบสำคัญคือ blanc de Limoges (ผงหินขาวเมืองลิโมช) ในการปรุงสีลงยาเพียงสีเดียวก่อเนื้องานสีเทาไล่เฉดเหลื่อมเงาต่างระดับความเข้มแสงเสมือนภาพจิตรกรรมค่าต่างแสง หรือ chiaroscuro มาพัฒนาใหม่ด้วยการใช้ผงลงยาสองเฉดสีก่อลูกเล่นขัดแย้งระหว่างแสงกับเงาสะกดสายตา นอกจากนั้น งานลงยาลายฉลุหรือ plique-à-jour ยังถูกนำมาพลิกแพลงเพื่ออำนวยให้แสงส่องผ่านเนื้อสีโปร่งใสต่างผืนแพรอาภรณ์ของเทพธิดาจือหนี่ว์ ให้ความรู้สึกเสมือนกระจกสีกรุหน้าต่างในกรอบโครงสร้างทองคำเปิดโปร่งรองรับเนื้อยาแผ่นบางเฉียบ ก่อคุณสมบัติเล่นแสงเติมความลึกเชิงมิติให้แก่จิตรกรรมย่อส่วนบนหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละรุ่น

เหนืออื่นใด บนครรลองภารกิจสู่ความเป็นเลิศ Van Cleef & Arpels ได้เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้แก่กระบวนการหัตถศิลป์เก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่บรรพกาลด้วยการพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคนิค ทวีความคมชัดให้แก่ลายนูนสามมิติของบรรดารายละเอียดตกแต่ง เมซงต้องอาศัยเวลาถึงสองปีไปกับการศึกษา วิจัย และใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะงานฝีมือเพื่อพัฒนาภาพวาดร่างแบบจากสตูดิโอสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลงานจริงพร้อมจดสิทธิบัตรคุ้มครองนวัตกรรม 'เทคนิคขึ้นตัวเรือนบนงานลงยา' หรือ setting in enamel เพื่อฝังอัญมณีลงในเนื้องานลงยาลายฉลุหรือ plique-à-jour โดยตรง ปราศจากการอิงอาศัยชิ้นส่วน หรือวัสดุโลหะใดๆ ผลลัพธ์ที่ได้ให้ความรู้สึกของภาวะไร้น้ำหนัก ขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งประกายสุกสกาวของรัตนชาติเลอค่า ณ บทบรรจบระหว่างศาสตร์กับศิลป์ คือการตอบโจทย์ความต้องการเชิงเทคนิค และสไตล์การออกแบบ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของแรงบันดาลใจผ่านผลงานสร้างสรรค์สุดละเมียดละไม

 

Poetry of Time

เพื่อสืบทอดมุมมองอันงดงามดุจบทกวีที่มีต่อชีวิต Van Cleef & Arpels นำมิติแห่งความงามอันโดดเด่นเป็นหนึ่งของตนมาสอดแทรกลงสู่ศิลปะของการผลิตนาฬิกาข้อมือเพื่อจุดประกายความฝัน และอารมณ์ บทบรรจบระหว่างประดิษฐกรรมอันเป็นเลิศ กับจินตนาการ เมซงอาศัยรกรากประวัติศาสตร์อันยาวนานของตน ร่วมกับแรงบันดาลใจต่างขั้ว ที่ล้วนเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวมาเรียงร้อยรขึ้นเป็นงานออกแบบเล่าขานเรื่องราวแห่งความรัก, ศิลปะทางการตัดเย็บ และวัฒนธรรมการแต่งกาย, วัฏจักรธรรมชาติ, ดาราศาสตร์ รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ บนเอกภพ ตลอดจนเหล่านางฟ้า นางระบำผ่านรายละเอียดตกแต่งบนหน้าปัดนาฬิกา  มอบความงดงามเปี่ยมความหมายเลอค่าอย่างอย่างแท้จริง

ปรัชญาการสร้างสรรค์ 'บทกวีบอกเวลา' ดังกล่าว ปรากฏให้ประจักษ์อย่างชัดเจนใน Poetic Complications คอลเลกชันนาฬิการะบบซ้อนกลไกซึ่งมีจุดเริ่มต้นขึ้นระหว่างปีค.ศ. 2006 ในฐานะบทระดมความ ชำนาญชั้นสูงของประดิษฐกรรมกลไกระบบต่างๆ หลอมรวมร่วมกับหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงโดยอาศัยไหวพริบพลิกแพลงทักษะในกระบวนการสรรค์สร้างเครื่องประดับชั้นสูงของเมซง ก่อกำเนิดเป็นผลงานสะกดสายตา จุดประกายจินตนาการ นำมาซึ่งความสุข เบิกบานใจกับทุกครั้งยามดูเวลา จากนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Centenaire ตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมซง ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนปฏิทินสี่ฤดู Quantième de Saison มาจนถึงผลงานรุ่นต่างๆ ของนาฬิกาข้อมือ 'สะพานแห่งความรัก' Pont des Amoureux, นาฬิกาข้อมือ 'จากทิวาสู่ราตรี' Jour Nuit และ 'พฤกษาบอกเวลา' หรือ Heures Florales แต่ละผลงานสร้างสรรค์จาก Poetic Complications ล้วนแสดงให้เห็นถึงมุมมองสุดละเมียดละไมในการก่อภวังค์อารมณ์ผ่านหน้าปัดบอกเวลา ชำนาญชั้นสูงของประดิษฐกรรมกลไกระบบต่างๆ หลอมรวมร่วมกับหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงโดยอาศัยไหวพริบพลิกแพลงทักษะในกระบวนการสรรค์สร้างเครื่องประดับชั้นสูงของเมซง ก่อกำเนิดเป็นผลงานสะกดสายตา จุดประกายจินตนาการ นำมาซึ่งความสุข เบิกบานใจกับทุกครั้งยามดูเวลา จากนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Centenaire ตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมซง ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนปฏิทินสี่ฤดู Quantième de Saison มาจนถึงผลงานรุ่นต่างๆ ของนาฬิกาข้อมือ 'สะพานแห่งความรัก' Pont des Amoureux, นาฬิกาข้อมือ 'จากทิวาสู่ราตรี'Jour Nuit และ 'พฤกษาบอกเวลา' หรือ Heures Florales แต่ละผลงานสร้างสรรค์จาก Poetic Complications ล้วนแสดงให้เห็นถึงมุมมองสุดละเมียดละไมในการก่อภวังค์อารมณ์ผ่านหน้าปัดบอกเวลา

Tatler Asia
Above Van Cleef & Arpels ยกย่องความงดงามสุดมหัศจรรย์บนห้วงจักรวาลผ่านแนวทางงานออกแบบ “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” หรือ Poetic Astronomy หลอมรวมกลไกหลากระบบเข้ากับวัสดุเลอค่านานาชนิดโดยอาศัยความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงจำแลงปรากฏการณ์เอกภพ ถ่ายทอดจินตนาการต่างมิติผ่านประดิษฐกรรมขับเคลื่อนหุ่นกลบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ให้ดำเนินเรื่องราวตามวิถีโคจรของระบบดาราจักร
Tatler Asia
Above Van Cleef & Arpels ยกย่องความงดงามสุดมหัศจรรย์บนห้วงจักรวาลผ่านแนวทางงานออกแบบ “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” หรือ Poetic Astronomy หลอมรวมกลไกหลากระบบเข้ากับวัสดุเลอค่านานาชนิดโดยอาศัยความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงจำแลงปรากฏการณ์เอกภพ ถ่ายทอดจินตนาการต่างมิติผ่านประดิษฐกรรมขับเคลื่อนหุ่นกลบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ให้ดำเนินเรื่องราวตามวิถีโคจรของระบบดาราจักร

จินตศิลป์ดาราศาสตร์แห่ง Poetic Astronomy

ตลอดประวัติความเป็นมาอันยาวนาน Van Cleef & Arpels อาศัยแรงบันดาลใจจากเวิ้งจักรวาลตระการตาด้วยหมู่ดาวระยับแสง รวมถึงปรากฏธรรมชาติของบรรดาเทหวัตถุกลางเอกภาพมารังสรรค์เครื่องประดับอัญมณี, เครื่องประดับชั้นสูง รวมถึงประดิษฐกรรมนาฬิกาข้อมือ หนึ่งในบันทึกการขายยุคแรก มีระบุถึงเครื่องประดับจันทร์เสี้ยวฝังไพลินล้อมเพชรเหลี่ยมเกสรเมื่อปีค.ศ. 1906 ตามมาด้วยเข็มกลัดรูปดาวฝังไข่มุกกับเพชรระหว่างค.ศ. 1907 รวมถึงนาฬิกาพกรุ่นปีค.ศ. 1929 ตกแต่งรายละเอียดดิถีจันทร์ต่างรูปทรงบนหน้าปัด ขณะเดียวกับที่ระหว่างทศวรรษ 1950 คือการสรรค์สร้างจี้เหรียญทองจักรราศีรุ่นแรกของเมซง เช่นเดียวกับนาฬิกาข้อมือ 'ฝนดาวตก' หรือ Meteor wristwatch

ในขอบข่ายงานผลิตนาฬิกาข้อมือ Van Cleef & Arpels ยกย่องความงดงามสุดมหัศจรรย์บนห้วงจักรวาลผ่านแนวทางงานออกแบบ “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” หรือ Poetic Astronomy หลอมรวมกลไกหลากระบบเข้ากับวัสดุเลอค่านานาชนิดโดยอาศัยความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงจำแลงปรากฏการณ์เอกภพ ถ่ายทอดจินตนาการต่างมิติผ่านประดิษฐกรรมขับเคลื่อนหุ่นกล ทั้งบนนาฬิกาตั้งโต๊ะ ทั้งบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ให้ดำเนินเรื่องราวตามวิถีโคจรของระบบดาราจักร ดึงดูดทุกสายตาให้ผ่านล่วงเข้าสู่ภวังค์ดุจฝันอย่างแท้จริง


อ่านเพิ่มเติม: 

Tissot อวดโฉมเรือนเวลาคอลเล็กชั่น "Gentleman" ผ่าน 4 ดีไซน์ที่สะท้อนความมั่นใจโดยมี Lee Dong-wook ร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านเรือนเวลาหรู

Franck Muller ร่วมกับ "ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน" เผยเสน่ห์เรือนเวลา Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านสามเฉดสีแห่งฤดูร้อน

ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ CELINE อย่างสง่างาม เผยโฉม "Soft Triomphe" กระเป๋ารุ่นไฮไลต์จากคอลเล็กชั่นแรกของ Michael Rider

Pornprathan Chaikorngosol
Branded Content Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

พรประทาน ชัยกรโกศล Branded Content Editor ประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานแปล งานสัมภาษณ์ งาน Production ภาพและวิดีโอ ตลอดจนการถ่ายแฟชั่นเซ็ท และยังดูแลในส่วนของ Style ด้วยเช่นกันทั้งบางส่วนในเล่ม ออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย