คุยกับ Alexandre Mille, Commercial Director และลูกชายของ Richard Mille ในโอกาสเปิดแฟล็กชิปบูติกแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร พร้อมเผยมุมมองในการขับเคลื่อนแบรนด์
ในโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง ชื่อของ Richard Mille ไม่เคยเป็นเพียงแค่แบรนด์นาฬิกา แต่คือสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมอันล้ำสมัย ความแม่นยำทางสถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Richard Mille ได้เปิดตัวแฟล็กชิปบูติกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นบูติกแห่งที่ 13 ภายใต้การดูแลของ Richard Mille Asia
Tatler Thailand ได้รับเกียรติครั้งพิเศษในการนั่งสนทนากับ อเล็กซองเดร์ มิลล์ (Alexandre Mille) Commercial Director ของแบรนด์ ชายหนุ่มผู้ผ่านการบ่มเพาะประสบการณ์ศาสตร์แห่งเวลาจากทั้งในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่การเป็นเด็กฝึกงานด้านภาพสามมิติและวิดีโอ ไปจนถึงการรับฟังเสียงของนักสะสมโดยตรง วันนี้เขาพร้อมแล้วที่จะนำพาผู้มาเยือนร่วมเปิดบันทึกบทใหม่ ผ่านมุมมอง ความคิด และบทเรียนล้ำค่าที่ส่งตรงจากผู้เป็นบิดา

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
Local Clients First
ประเทศไทยคือหนึ่งในบ้านของเหล่านักสะสม Richard Mille ที่เก็บตัวเงียบและจริงจังที่สุดในโลกมาอย่างยาวนาน ทว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ตัดสินใจปักหมุดหมายเปิดประตูต้อนรับแฟนๆ ชาวไทยอย่างเป็นทางการในเวลานี้ อเล็กซองเดร์ย้อนความหลังให้เราฟังว่า “จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการพูดคุยกันในช่วงโควิด-19 ครับ ตอนนั้นผมกำลังหารือกับพันธมิตรทั่วโลก และเราได้ตัดสินใจร่วมกันครั้งสำคัญว่าจะมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าท้องถิ่นเป็นอันดับแรก ซึ่งก็คือกลุ่มลูกค้าที่สามารถแวะเวียนมาที่บูติกของเราได้บ่อยๆ แทนที่จะพึ่งพานักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
“เมื่อเราปักธงเช่นนั้น คำถามที่ตามมาทันทีคือ ‘แล้วกลุ่มลูกค้าชาวไทยล่ะ เราจะดูแลและมอบบริการให้พวกเขาอย่างไรได้บ้าง’ เพราะที่ผ่านมาเรามักจะมีโอกาสต้อนรับนักสะสมชาวไทยตามบูติกต่างๆ ทั่วโลก แต่งานบริการอย่างการเปลี่ยนสาย หรือการซ่อมบำรุง ตลอดจนการมาใช้เวลาร่วมกับครอบครัว Richard Mille อย่างแท้จริงในบ้านของตัวเองนั้น มันคงไม่สะดวกนักสำหรับพวกเขา” อเล็กซองเดร์กล่าว
การรอคอยอันยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อกำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม อเล็กซองเดร์อธิบายว่าแบรนด์มีข้อจำกัดที่สูงมากเนื่องจากความซับซ้อนอย่างยิ่งยวดของชิ้นงาน บูติกแต่ละแห่งทั่วโลกจะได้รับจัดสรรนาฬิกาเฉลี่ยเพียงประมาณ 140 เรือนต่อปีเท่านั้น ซึ่งนั่นคือขีดจำกัดสูงสุด

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
“จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน ผมได้เดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ พร้อมกับ ไบรอัน (Brian) พันธมิตรของผมในเอเชีย เพื่อตระเวนดูสถานที่ต่างๆ จนในที่สุดเราก็มาพบกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งในอดีตเคยเป็นซิการ์บาร์ ทันทีที่เห็นบรรยากาศภายนอก เราสบตากันและรู้สึกได้ทันทีว่า ‘นี่แหละคือสัญญาณที่ดี’ พลังงานของสถานที่แห่งนี้มันใช่เลย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจครับ เรามีแผนการขยายบูติกเสมอ แต่เราไม่เคยรีบร้อน”
ด้วยความตั้งใจนี้ บูติกแห่งใหม่จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ ‘จำหน่ายสินค้า’ แต่คือยุทธศาสตร์ที่แบรนด์ต้องการกระจายความสุขให้แก่นักสะสมอย่างเท่าเทียม อเล็กซองเดร์เผยถึงสัดส่วนการจัดสรรระดับโลกว่า ภูมิภาคอเมริกาจะได้รับนาฬิกา 30 เปอร์เซ็นต์, ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) 30 เปอร์เซ็นต์, เอเชีย 30 เปอร์เซ็นต์ และญี่ปุ่น 10 เปอร์เซ็นต์
“วิธีนี้ช่วยให้เรามั่นใจว่าลูกค้าทุกคนทั่วโลกได้รับการดูแลอย่างเสมอภาคกัน และเราจะไม่ปล่อยให้ตลาดใดตลาดหนึ่งมีอิทธิพลมากเกินไป เพราะหากเราพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป แล้ววันหนึ่งตลาดนั้นเกิดชะลอตัวลง ธุรกิจก็คงจะดำเนินต่อไปได้ยาก เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ณ ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลด้านการขนส่งที่สนามบินปิด สิ่งที่เราทำคือการนำนาฬิกาเหล่านั้นมากระจายให้แก่บูติกแห่งอื่นๆ แทน การไม่ผูกติดยอดขายกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป คือแนวทางที่ยั่งยืนและมั่นคงกว่า”

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
An Out-of-Home Home
แฟล็กชิปบูติกแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 278.71 ตารางเมตร ได้รับการออกแบบให้ทุกโซนเชื่อมโยงกันอย่างลื่นไหล โดดเด่นด้วยระแนงกระจกลายแตกอันเป็นเอกลักษณ์ และมีพื้นที่สาธิตการประกอบนาฬิกา ตั้งอยู่ ณ ใจกลาง
สิ่งที่น่าประทับใจคืองานดีไซน์ที่ผสมผสานความเป็นไทยร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทั้งงานลงรักเคลือบไม้เขตร้อน งานปูกระเบื้องที่ได้แรงบันดาลใจจากวัดไทย และงานปูนปั้นอันวิจิตรบรรจงในโทนสีเอิร์ธโทน พร้อมด้วยพื้นที่รับรองภายในและภายนอกที่โอบล้อมด้วยพุ่มไม้เขียวขจีและเสียงน้ำไหลที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งอเล็กซองเดร์ชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะให้คอนเซ็ปต์แต่ละแห่งทั่วโลกมีความแตกต่างไม่ซ้ำกัน
“ย้อนกลับไปตอนทำโปรเจ็กต์บูติก St. Martin ที่สิงคโปร์ ตอนแรกพวกเรายอมรับว่าจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยครับ เพราะคอนเซ็ปต์เดิมไม่สามารถตอบโจทย์พื้นที่แบบนั้นได้ แต่สุดท้ายเราก็ตระหนักได้ว่า สิ่งที่เราต้องการมอบให้ลูกค้าคือความแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิมเลยในแต่ละบูติก” อเล็กซองเดร์อธิบาย “เมื่อก่อนไม่ว่าพวกเขาจะไปปารีส สิงคโปร์ หรืออเมริกา ทุกคนก็จะพบกับบูติกที่หน้าตาเหมือนกันหมด ผมรู้สึกโชคดีมากที่คุณพ่อสร้างทีมสถาปนิกภายในที่เก่ง สำหรับผมแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากจะบอกให้พวกเขาแค่ก๊อปปี้คอนเซ็ปต์เดิมแล้วนำไปวางในทุกๆ ที่ ผมอยากให้บูติกแห่งใหม่ในแต่ละครั้งคือความท้าทายใหม่สำหรับพวกเขา”

Above Alexandre Mille, Commercial Director และทายาทรุ่นที่สองของ Richard Mille
อเล็กซองเดร์เล่าต่อถึงนิยามที่เขาพยายามใส่ลงไปในพื้นที่แห่งนี้ “บูติกแห่งนี้จึงเปรียบเสมือน ‘บ้านอีกหลังที่อยู่นอกบ้าน’ (out-of-home home) ของเราครับ หากผมจะมีบ้านสักหลังในกรุงเทพฯ บ้านหลังนั้นก็คงจะมีหน้าตาประมาณนี้แหละครับ นี่คือวิธีคิดในการสร้างสรรค์บูติกของเรา เพื่อต้อนรับลูกค้าทุกท่านเข้ามาเยือนในฐานะ ‘บ้านของเรา’ ไม่ใช่แค่ร้านค้าทั่วไป”
อดีตคนทำภาพยนตร์และวิดีโอโปรดักชั่นอย่างเขาเข้าใจดีว่า ‘ประสบการณ์’ และ ‘ผัสสะ’ คือสิ่งสำคัญ บูติกค้าปลีกแบบเดิมๆ มักทำให้คนรู้สึกอึดอัดจากเก้าอี้ที่นั่งไม่สบายหรือแสงไฟที่สว่างจ้าจนเกินไป แต่สำหรับ Richard Mille พวกเขาเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่าได้ใช้เวลาที่มีคุณค่าร่วมกับลูกค้า จนถึงขนาดมีเรื่องเล่าติดตลกจากทีมงานว่า “คุณช่วยปรับบูติกให้มันน่าอยู่น้อยลงกว่านี้หน่อยได้ไหม เพราะลูกค้านั่งนานกันเหลือเกิน เรามีนัดกับเคสถัดไปแล้วแต่พวกเขายังไม่อยากกลับเลย” อเล็กซองเดร์เล่าพร้อมหัวเราะ
ในโลกนี้ไม่มีคำว่าปัญหา แต่มีเพียงแค่ทางออกเท่านั้น
The Reality on the Wrist
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ดึงสายตาผู้มาเยือนบูติกแห่งนี้ได้อย่างอยู่หมัดคือ แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาภายในบูติกอย่างละมุนตา ซึ่งอเล็กซองเดร์เน้นย้ำว่าเป็นสิ่งสำคัญในการชื่นชมนาฬิกา “แสงธรรมชาติสำคัญมากทีเดียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรือนเวลาของเรา เรามักจะพูดกันเสมอว่าภาพถ่ายโฆษณาหรือภาพเรนเดอร์สามมิติที่เราปล่อยออกมานั้น ไม่เคยถ่ายทอดความงดงามที่แท้จริงของนาฬิกาเวลาอยู่บนข้อมือได้ครบถ้วนเลย ซึ่งในมุมหนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมีสิ่งของมากมายในโลกนี้ที่ทำให้เราผิดหวังเมื่อได้เห็นผลิตภัณฑ์จริง” อเล็กซองเดร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่หากแบรนด์ของเราเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ผมย่อมยินดีให้เป็นแบบนั้นมากกว่า ผมเคยพบผู้คนมากมายที่ออกปากว่าไม่ชอบ Richard Mille เอามากๆ ไม่เข้าใจในตัวแบรนด์เลย แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาเคยเห็นเพียงแค่รูปภาพเท่านั้น ทันทีที่พวกเขาได้ลองสวมใส่บนข้อมือจริง ความคิดก็เปลี่ยนไปในทันที การตลาดที่ดีที่สุดสำหรับนาฬิกาของเราคือ ‘การได้ลองสวมใส่จริง’ ครับ”

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
Lessons Inherited from a Visionary Father
ในช่วงท้ายของการสนทนา เราได้ชวนอเล็กซองเดร์พูดคุยถึงแง่มุมส่วนตัวและบทเรียนสำคัญที่เขาได้รับจากคุณพ่อ (Richard Mille) ชายผู้ปฏิวัติวงการนาฬิกาโลก ซึ่งอเล็กซองเดร์ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้วยความที่พ่อแม่แยกทางกันและคุณพ่อมักจะยุ่งอยู่กับการสร้างแบรนด์ เขาจึงได้มาสนิทและเรียนรู้ตัวตนของคุณพ่อค่อนข้างช้าในชีวิต โดยส่วนใหญ่เขาเรียนรู้เรื่องราวของพ่อผ่านการบอกเล่าของบุคคลอื่นรอบตัว ทว่านั่นกลับทำให้เขาตกผลึกเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้จากตำราการตลาดเล่มใดในโลก
อเล็กซองเดร์เริ่มต้นเล่าถึงปรัชญาข้อสำคัญที่ได้รับการปลูกฝัง นั่นคือความเด็ดเดี่ยวในการไม่ยอมประนีประนอมกับความถูกต้อง เนื่องจากแบรนด์ของพวกเขานั้นไม่มีนักลงทุนร่วมหุ้น เป็นบริษัทอิสระอย่างแท้จริงที่ขับเคลื่อนโดยสองครอบครัวและพันธมิตรทั้งสี่คน พวกเขาจึงมีอิสระที่จะทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ใจเชื่อมั่น และเมื่อรู้สึกว่าสิ่งใดถูกต้อง ก็พร้อมมุ่งมั่นไปให้สุดทาง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ยอมปล่อยให้ใครมาเปลี่ยนทิศทางตามกระแส
นอกจากนี้ เขายังเผยต่อถึงมุมมองในการรับมือกับอุปสรรคตามแบบฉบับของคุณพ่อว่า ในโลกนี้ไม่มีคำว่าปัญหา แต่มีเพียงแค่ทางออกเท่านั้น (There’s no problem, there’s only solution.) เพราะแน่นอนว่าชีวิตมักจะโยนอุปสรรคใส่เราได้ทุกวัน ทุกเวลา แต่มันขึ้นอยู่กับว่าสมองของเราได้รับการฝึกฝนมาอย่างไรที่จะสนุกและเพลิดเพลินไปกับการค้นหาทางออกเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ และนำมาซึ่งบทเรียนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดและเป็นรากฐานจิตวิญญาณอันแท้จริงของแบรนด์ นั่นคือการรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ (stay humble) ซึ่งอเล็กซองเดร์เน้นย้ำเรื่องนี้ด้วยแววตาที่จริงจังและเปี่ยมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

Above แฟล็กชิปบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
“แบรนด์ Richard Mille ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือพวกเราทุกคน ไม่มีบุคคลคนเดียวที่เป็นแบรนด์นี้ ทว่าคือทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งลูกค้า ทีมงาน และพันธมิตร ทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้แบรนด์มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ตัวผมด้วย ผมเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลให้ทุกคนมีความสุขเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยรู้สึกกดดันเลยครับ เพราะผมไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง ทว่ารายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักและใส่ใจในแบรนด์นี้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นพันธมิตรและครอบครัวที่แท้จริงที่มีผลประโยชน์เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ” อเล็กซองเดร์กล่าว “ผมมักจะบอกคุณพ่ออยู่เสมอว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพ่อคิดว่าผมไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้อีกต่อไป หรือไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับตรงนี้แล้ว แค่บอกมาคำเดียว ผมก็พร้อมที่จะก้าวเดินออกมาทันทีอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องของตัวผม แต่มันคือเรื่องของแบรนด์”
การเดินทางมาปักหมุดบ้านหลังใหม่ ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเปิดร้านค้าปลีกแห่งใหม่ หากแต่เป็นการนำพา ‘จิตวิญญาณ’ และ ‘ศาสตร์แห่งการต้อนรับ’ ตามแบบฉบับของ Richard Mille มาผสานเข้ากับอ้อมกอดของวัฒนธรรมไทยได้อย่างละเมียดละไม
“สิ่งที่ผมคาดหวังและอยากจะเห็นที่สุดก็คือ ทุกคนจะหลงรักในแนวคิดและการออกแบบของบูติกแห่งนี้ มีความสุขกับการใช้เวลาภายในพื้นที่ของเรา รู้สึกประทับใจในบริการที่จริงใจจากทีมงาน และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ความพึงพอใจสูงสุดในแนวทางที่เราตั้งใจเดินทางมานำเสนอให้แก่ตลาดเมืองไทยในครั้งนี้ครับ” อเล็กซองเดร์กล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตาเป็นประกาย ซึ่งคำตอบนั้นบอกเราอย่างชัดเจนแล้วว่า บูติก Richard Mille แห่งนี้พร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เป็น ‘บ้าน’ ที่มอบความอบอุ่นและประสบการณ์อันน่าประทับใจให้แก่นักสะสมชาวไทยทุกคน
อ่านเพิ่มเติม:
Jannik Sinner นำทัพ Rolex Testimonee เปิดฉากหวนคืนเซ็นเตอร์คอร์ตใน Wimbledon 2026
Cortina Watch จับมือ Patek Philippe เผยโฉมดูเพล็กซ์บูติกแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ One Bangkok
Richard Mille เผยโฉมเรือนเวลาสีสันแสนหวานประจำปีนี้ ส่งท้ายคอลเล็กชั่น RM 07-01 Coloured Ceramics
Tissot ถ่ายทอดบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของฤดูร้อนผ่านแคมเปญภาพยนตร์ 'Tissot Sands'





