เจาะวิสัยทัศน์ Vincent Reynes ซีอีโอ FRED ฉลอง 90 ปี มุ่งส่งต่อมรดกจิวเวลรีชั้นสูงสู่คนรุ่นใหม่ ด้วยดีไซน์ไร้กรอบที่เข้าถึงง่าย พร้อมยกไทยเป็นศูนย์กลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของ FRED เมซงเครื่องประดับชั้นสูงจากฝรั่งเศสผู้ได้รับสมญานามว่า ‘The Sunshine Jeweler’ นับเป็นโอกาสอันพิเศษที่ Tatler Thailand ได้สนทนากับ วินเซนต์ เรย์เนส (Vincent Reynes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นว่า FRED ไม่เพียงมุ่งเน้นการสร้างสรรค์อัญมณีเลอค่า แต่ยังต้องการส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความอิสระและทัศนคติเชิงบวกจาก Fred Samuel ผู้ก่อตั้งไปสู่ลูกค้าทั้งกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ บทสนทนานี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จในประเทศไทย ยุทธศาสตร์การเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการทลายกรอบความคิดของจิวเวลรีแบบเดิมๆ สู่การเป็นเครื่องประดับที่เข้าถึงง่าย ร่วมสมัย พร้อมเปล่งประกายในชีวิตประจำวัน
เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่ FRED เปิดบูติกสองแห่งแรกในประเทศไทยที่ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน วิสัยทัศน์เบื้องหลังการนำผลงานระดับเฮอริเทจมาสู่เมืองไทยคืออะไร และผลตอบรับที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสำหรับการสนทนาในครั้งนี้นะครับ หากมองในภาพใหญ่ ประเทศไทยคือหมุดหมายที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ กรุงเทพฯ จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางของเรา นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจเข้ามาปักหมุดที่นี่ค่อนข้างเร็ว ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยซ้ำ
และเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปีของเมซงในปีนี้ เรามองว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการจัดแสดงนิทรรศการ Heritage Rendezvous Presentation เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวหลากแง่มุมที่หลายคนอาจยังไม่เคยสัมผัส นิทรรศการครั้งนี้เปรียบดั่งสะพานเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป้าหมายที่แท้จริงของเราคือการเชื่อมต่อยุคสมัย เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่า FRED เป็นแบรนด์น้องใหม่ ทว่าในความเป็นจริง เมซงแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยและมีความเชี่ยวชาญยาวนานถึง 90 ปี เราต้องการที่จะถ่ายทอดเรื่องราวและองค์ความรู้เหล่านี้ เพื่อเปิดมุมมองใหม่และสร้างภาพจำที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่แฟนๆ ชาวไทย

Above บูติกแห่งแรกของ FRED ณ เลขที่ 6 ถนน Royale ในกรุงปารีส ที่เปิดขึ้นในปี 1936
อะไรคือแนวทางปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังอัตลักษณ์ของ FRED ตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา และสิ่งนั้นได้หล่อหลอมแบรนด์ในปัจจุบันอย่างไรบ้าง
ในแวดวงลักซ์ชูรีเรามักพูดถึง ‘ดีเอ็นเอของแบรนด์’ สำหรับ FRED ผมเชื่อว่ามีสามองค์ประกอบหลักที่สืบทอดอย่างเหนียวแน่นตลอด 90 ปีที่ผ่านมา องค์ประกอบแรกคือ ‘ผู้ก่อตั้ง’ Fred Samuel คือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ชิ้นงาน แต่เป็นทัศนคติของท่าน ท่านเชื่อมั่นในเรื่องอิสรภาพอย่างแรงกล้า ซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างทรงพลังในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี และให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก องค์ประกอบที่สองคือ ‘รหัสลักษณ์ประจำแบรนด์’ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของสีสันและแสงแดดที่มีรากฐานมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ของท่าน จนหล่อหลอมให้เรากลายเป็น The Sunshine Jeweler แสงแดดและสีสันจึงเป็นหัวใจหลักในทุกชิ้นงานสร้างสรรค์ของเรา
และองค์ประกอบสุดท้ายคือ ‘ทัศนคติของแบรนด์’ FRED แตกต่างจากแบรนด์เครื่องประดับทั่วไป ตรงที่เราจริงจังกับการรังสรรค์จิวเวลรี ทว่ามีบุคลิกที่เข้าถึงง่าย เป็นกันเอง และไม่เคร่งขรึมจนเกินไป การผสมผสานที่คอนทราสต์กันนี้ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เราเข้าใจดีว่าคนรุ่นใหม่อาจรู้สึกเกร็งเวลาจะก้าวเข้ามาในร้านจิวเวลรีระดับไฮเอนด์ แต่ด้วยทัศนคติที่เป็นมิตรและเปิดกว้างของ FRED จะช่วยทลายกำแพงนั้นได้ครับ อีกหนึ่งจุดเด่นคือชื่อแบรนด์ของเรา ‘FRED’ ซึ่งเป็นชื่อต้น ไม่ใช่นามสกุลของตระกูลเหมือนแบรนด์ลักซ์ชูรีอื่นๆ เมื่อคุณก้าวเข้ามาในบูติกของเรา มันจึงให้ความรู้สึกเสมือนการมาเยือนบ้านเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว

Above Fred Samuel กับเพชรสีเหลืองในตำนาน Soleil d’Or
ในฐานะซีอีโอ คุณมีวิธีรักษาสมดุลอย่างไรระหว่างการสืบสานมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์ กับการพัฒนาเมซงให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่
การค้นหาความสมดุลระหว่าง ‘อดีต’ ‘ปัจจุบัน’ และ ‘อนาคต’ เป็นเรื่องสำคัญมากครับ ผมเชื่อว่าแก่นแท้และบุคลิกภาพของแบรนด์เป็นสิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยน เราเพียงปรับการนำเสนอให้สอดรับกับยุคสมัย ซึ่งโชคดีที่แนวคิดดั้งเดิมของเรามีความร่วมสมัยอยู่แล้ว
FRED เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ไฮจิวเวลรีสำหรับโอกาสพิเศษ แต่ชิ้นงานของเราถูกออกแบบมาให้มีความอเนกประสงค์ คล่องตัว สามารถแมตช์ได้กับทุกวัน ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ เรายังเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมเข้าไปด้วย เช่น แนวคิดการสลับเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ อย่างคอลเล็กชั่นไอคอนิก Force 10 ที่ปรับเปลี่ยนสายและตัวล็อกได้อย่างอิสระ รวมถึงการสร้างสรรค์จิวเวลรีที่ก้าวข้ามกรอบเรื่องเพศสภาพ มุ่งนำเสนอความงดงามที่สอดรับกับทุกสไตล์ของผู้สวมใส่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายึดมั่นมาตั้งแต่วันแรก

Above วินเซนต์ เรย์เนส (Vincent Reynes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FRED
หากมองไปข้างหน้า FRED เล็งเห็นโอกาสอะไรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีแผนการขยายบูติกเพิ่มเติมในประเทศไทยบ้างไหม
ประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 4 ตลาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียสำหรับเรา ก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมั่นว่าไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดท็อปในเซ็กเมนต์ลักซ์ชูรีอย่างแน่นอน
เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยมีความหมายต่อผมมาก ย้อนกลับไปปี 1994 ไทยคือประเทศแรกที่ผมเดินทางมาเยือนในฐานะนักศึกษาแลกเปลี่ยน การได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของที่นี่เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากครับ
เป้าหมายสูงสุดของเราคือการครองใจผู้บริโภคชาวไทยให้ได้อย่างแท้จริง นิยามของคำว่า ‘ลักซ์ชูรี’ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย วัฒนธรรมไทยฝังรากลึกด้วยศาสตร์แห่งงานหัตถศิลป์ รวมถึงศาสตร์การทำเครื่องประดับ ความสัมพันธ์ด้านแฟชั่นและจิวเวลรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจึงเป็นสะพานเชื่อมโยงที่สืบทอดมายาวนานร่วมศตวรรษ
สำหรับแผนการขยายบูติก ในอันดับแรกเราต้องการการันตีว่าบูติกทั้งสองแห่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน) ดำเนินไปได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด เนื่องจากเพิ่งเปิดให้บริการได้ราว 3-4 ปี เป้าหมายหลักตอนนี้คือการสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อรากฐานตรงนี้มั่นคงแล้ว การขยายสาขาเพิ่มเติมในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

Above ภาพโฆษณาคอลเล็กชั่น Force 10 ในยุค 1970s ที่นำสายเคเบิลเดินเรือมาถักเกลียวร่วมกับทองคำ

Above Force 10 bracelet in gold and steel, 1970s, FRED Heritage collection
FRED เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกความลักซ์ชูรีที่ทลายกรอบเดิมๆ นวัตกรรมทางด้านเทคนิคเช่นนี้ส่งผลในการกำหนดทิศทางของไฮจิวเวลรีร่วมสมัยของแบรนด์อย่างไร
ดีเอ็นเอนี้หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ยุคของ Fred Samuel ที่ริเริ่มนำไข่มุกเลี้ยงมาปฏิวัติวงการ และชัดเจนที่สุดในปี 1966 กับคอลเล็กชั่น Force 10 ที่นำสายเคเบิลเดินเรือมาถักเกลียวร่วมกับทองคำ ซึ่งในยุคนั้นการจับคู่สตีลกับทองคำถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่พลิกโฉมวงการอย่างสิ้นเชิง
ทุกวันนี้เรายังคงสานต่อนวัตกรรมผ่านสองมิติหลักครับ มิติแรกคือ ‘ด้านฟังก์ชั่นและการสวมใส่’ ผ่านการนำแนวคิด interchangeability หรือการสลับเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ มาผสานเข้ากับงานไฮจิวเวลรี ดังเช่นคอลเล็กชั่น Golden Light ที่กำลังจะเปิดตัว ผลงานส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบมาให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายในชิ้นเดียว ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ เข็มกลัด หรือกำไลข้อมือ
ส่วนมิติที่สองคือ ด้านวัสดุศาสตร์ เรามุ่งมั่นเสาะหาวัสดุแปลกใหม่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ธรรมดาอยู่เสมอ เช่น การ collaboration กับ Roland-Garros ที่เรานำวัสดุทางเลือกจากการรีไซเคิลและอัปไซเคิลเข้ามาผสานรวมในชิ้นงานเครื่องประดับอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงรักษามาตรฐานอันเป็นเลิศตามแบบฉบับเครื่องประดับชั้นสูงไว้ได้อย่างงดงามครับ
ในวาระครบรอบ 90 ปี อะไรคือ legacy สูงสุดที่คุณหวังจะฝากไว้ในฐานะซีอีโอของ FRED
Legacy ที่ดีที่สุดสำหรับผม คือการได้จินตนาการว่าในอีก 90 ปีข้างหน้า จะมีผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่นั่งอยู่ในออฟฟิศแห่งนี้ และกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จล้ำหน้ายิ่งกว่าในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังคงสร้างแรงบันดาลใจและครองใจกลุ่มลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย และในกรุงเทพมหานครแห่งนี้
อ่านเพิ่มเติม:
Fred เปิดตัวบทกวีแห่งแสงสีผ่านไฮจิวเวลรีคอลเล็กชั่น ‘Monsieur Fred Ideal Light‘
เครื่องประดับแบรนด์หรูจาก Chaumet จนถึง Fred ที่ครองใจเหล่าไอดอล K-pop
สัมผัสความงดงามที่หาใครเทียบได้ยาก กับ ‘เครื่องประดับแห่งแสงตะวัน’ อัญมณีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแดดของ Fredหลากเมคอัพ
สไตล์ที่ไม่เหมือนใครของ Charlize Theron: 10 ลุคที่มอบนิยามใหม่ให้กับคำว่า Modern Femininity
น้ำหอมที่ชวนให้นึกถึงความสดชื่นของสายน้ำ มหาสมุทร ไปจนถึงบรรยากาศของวันฝนตก





