Stella McCartney COP28
Cover Stella McCartney เล่าให้ Tatler ฟัง ถึงเรื่องราวการเดินทางจากการเป็น ‘ยัยเพี้ยนบ้าสิ่งแวดล้อม’ ไปสู่ ‘นักรบเพื่อสิ่งแวดล้อม’
Stella McCartney COP28

เจาะลึกถึงอิทธิพลของครอบครัวที่มีต่อนักสิ่งแวดล้อมและแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้สนับสนุนความยั่งยืนชั้นแนวหน้าอย่างไม่เคยสั่นคลอน และสิ่งที่อยู่บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของอุตสาหกรรมแฟชั่น

“ตอนนี้คือเวลาที่โคตรใช่!” คือสโลแกนที่ปรากฏทุกที่ในแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2024 ของ Stella McCartney เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดแสดง ณ หนึ่งในเรือนกระจกที่ Parc Andre Citroen ในปารีส นับตั้งแต่วิดีโอที่นักแสดงอย่าง Olivia Coleman และ Helen Mirren ได้ส่งต่อแถลงการณ์จาก ‘พระแม่โลก’ สู่เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่แสนมีชีวิตชีวา ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของคอลเล็กชั่นนั้นผลิตจากวัตถุดิบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

อ่านเพิ่มเติม: เดือนกันยายนนี้พบกับ Asia’s Most Stylish 2024 ฉลองพลังแห่งดาราดังและความหรูหราที่มีสไตล์

อันที่จริงแล้วสโลแกนนี้ “มาจากเสื้อกล้ามที่ฉันใส่ไปร่วมงานตอนที่พ่อได้ปรากฏชื่อใน Rock & Roll Hall of Fame เมื่อปี 1999 และฉันก็นำกลับมาเป็นงานชิ้นหนึ่งในคอลเล็กชั่นนี้“ Stella อธิบาย “ฉันคิดว่าทัศนคติหรืออารมณ์ของมันเหมาะมากกับโทนเสียงแบบนักรณรงค์กิจกรรมขี้เล่นที่เราเป็นกันที่ Stella”

ในขณะที่ Sir Paul McCartney พ่อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของเธอเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะตำนานแห่งวงการดนตรี ดีไซเนอร์หญิงคนนี้พูดถึงพ่อและแม่ของเธอ Linda McCartney ว่าเป็นนักมังสวิรัติและนักรณรงค์กิจกรรมเพื่อสิทธิของสัตว์ตัวจริงเสียงจริง

“ไม่เพียงเครื่องแต่งกายของพ่อแม่และครอบครัวของฉันจะสะท้อนอยู่ในทุกคอลเล็กชั่นที่ฉันทำ แต่ยังจุดประกายให้ฉันฝันที่จะเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ด้วย บุคลิกของแม่ ตลอดจนการอุทิศตัวของท่านต่อสิทธิของสัตว์และการปกป้องสิ่งแวดล้อม มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ผลักดันอาชีพการงานของฉันให้ออกมาในทิศทางการออกแบบที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และคุณค่าที่ท่านยึดถือก็ยังคงสะท้อนอยู่ในการสร้างสรรค์ของฉันจนถึงทุกวันนี้” Stella ที่ใช้เวลาสมัยเด็กในฟาร์มออร์แกนิกที่สกอตแลนด์กล่าว

“แม่และพ่อของฉันเพลิดเพลินกับการใช้เวลากับครอบครัวมาก เราใช้เวลากันหกคนเสมอ (รวมถึงพี่น้องของเธอ ได้แก่ Heather, Mary และ James ด้วย) ห่างจากโลกทั้งหมด ที่นั่นเต็มไปด้วยเสียงเพลง ความรัก ธรรมชาติ และความคิดสร้างสรรค์ แน่นอนที่ทุกอย่างเป็นมังสวิรัติหรือวีแกน การได้ขี่ม้ากับน้องสาวแล้วท่องไปในป่าของสกอตแลนด์สมัยเด็กคือบางส่วนของความทรงจำที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของฉัน และเป็นช่วงขวบปีเหล่านั้นเองที่ฉันเริ่มพัฒนาความรักที่มีต่อสัตว์ขึ้นมาอย่างจริงจัง”

Tatler Asia
Above แฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2024 ของ Stella McCartney
Tatler Asia
Above แฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2024 ของ Stella McCartney

ครอบครัวอาจเป็นแรงผลักดันให้เธอ แต่ Stella เป็นคนที่เติมพลังให้กับการเคลื่อนไหวเรื่องแฟชั่นสีเขียวด้วยตัวเธอเองทั้งสิ้น เธอก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่ใช้ชื่อเดียวกันกับตัวเองเมื่อปี 2001 และนับจากนั้นเป็นต้นมา ดีไซเนอร์ที่จบจาก Central Saint Martins คนนี้ ก็ออกแบบผลงานที่ปราศจากการทารุณกรรมใดๆ นับตั้งแต่วันแรก เธอค่อยๆ เปลี่ยนภูมิทัศน์แฟชั่นลักซ์ชูรีและพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า สไตล์กับจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสองสิ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

“ไม่มีใครคิดว่าฉันจะประสบความสำเร็จเพราะว่าฉันไม่ใช้หนังสัตว์ เฟอร์ หรือขนนก…ฉันถูกเรียกว่ายัยเพี้ยนบ้าสิ่งแวดล้อม!” เธอเล่าให้ Tatler ฟังผ่านการสัมภาษณ์ทางอีเมล

อย่างไรก็ตาม กว่า 25 ปีที่ผ่านมานี้ ดีไซเนอร์หญิงคนนี้ได้บุกเบิกนวัตกรรมมากมายที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมแฟชั่น นับตั้งแต่การเปิดตัวเนื้อผ้าแบบ spider-silk เมื่อปี 2017 เผยโฉมรองเท้าผ้าใบแบบวีแกนรุ่นแรกของ Adidas Stan Smiths เมื่อปี 2018 ไปจนถึงการวางจำหน่ายกระเป๋ารุ่น Mylo ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อปี 2022 และเปิดตัวเสื้อคลุมพาร์กาแบบปิดวงจรซึ่งผลิตจากเส้นด้ายอีโคนิลเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา (การปิดวงจรนั้นหมายถึง การใช้วัสดุที่เคยเป็นของเสียเพื่อผลิตสินค้าที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นของเสียอีก โดยทางแบรนด์จะรับสินค้านั้นคืนเพื่อนำวัสดุวนกลับมาใช้อีกครั้งนั่นเอง)

อ่านเพิ่มเติม: Asia’s Most Stylish 2024: พบกับเหล่าซูเปอร์สตาร์วงการแฟชั่น ผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของสไตล์

Tatler Asia
Above แฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2024 ของ Stella McCartney
Tatler Asia
Above แฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2024 ของ Stella McCartney

นอกจากการนำเสนอแบบมีชีวิตชีวา งานแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Winter 2023 ยังมีการนำม้ามาเดินร่วมกับเหล่านางแบบบนแคตวอล์กด้วย ในขณะที่แฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Summer 2024 ได้รับการนำเสนอประหนึ่งตลาดที่กำลังขายผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนทั้งหมด ทุกครั้งผู้ที่มาร่วมงานแฟชั่นโชว์ของ Stella จะได้รับข้อมูลเชิงสิ่งแวดล้อมที่คอยตามดูคำมั่นสัญญาทุกข้อและแนวทางปฏิบัติล่าสุดของดีไซเนอร์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยาวขึ้นเรื่อยๆ และน่าประทับใจมากยิ่งขึ้นในทุกๆ ซีซั่น

สำหรับฤดูหนาว 2024 นี้ Stella นำเครื่องแต่งกายที่พ่อและแม่ของเธอมีร่วมกันมาใช้เป็นมู้ดบอร์ดและรังสรรค์คอลเล็กชั่นที่รวมเอาดีเอ็นเอของแบรนด์ ซึ่งนำความเป็นเฟมินีนมาเจอกับความเป็นมาสคูลีนเข้าไว้ด้วยกันและทำให้ผู้หญิงรู้สึกดีได้อีกด้วย

ชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นคือกระเป๋า Falabella เวอร์ชั่นใหม่ที่ทำจากผ้าคอตตอนบูเคลเดนิมที่ได้รับการปฏิรูปใหม่ ประดับสายโซ่ที่ค้างสต็อกและนำมาดัดแปลงใช้ใหม่ ตกแต่งด้วยคริสตัลที่ปราศจากตะกั่วและลงสีด้วยแอร์ไลต์ อันเป็นเทคโนโลยีรุ่นบุกเบิกในการทำให้อากาศบริสุทธิ์อย่างจริงจัง

Stella ยังคลั่งไคล้ในเสื้อกันฝนลาย ‘หนังจระเข้’ ที่ไม่ทารุณสัตว์ซึ่งผลิตจาก ‘Uppeal’ อันเป็นทางเลือกแบบวีแกนแทนหนังสัตว์ที่ผลิตจากแอปเปิ้ล รวมถึงเสื้อกันฝนสีขาวที่รังสรรค์ขึ้นจาก ‘Yatay B’ ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำขึ้นจากของเสียจากภาคการเกษตรและวัสดุรีไซเคิล

“มีใครบ้างที่พูดได้เต็มปากว่าพวกเขากำลังรังสรรค์ชิ้นงานที่ยั่งยืนและเป็นที่ปรารถนาแบบนี้ซีซั่นแล้วซีซั่นเล่ากันบ้าง“ Stella กล่าว “ที่ Stella เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าเราทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ที่มีจริยธรรมที่สุดและมีระดับที่สุดจริงๆ ”

Tatler Asia
Above กระเป๋า Falabella ที่นำกลับมาทำใหม่พร้อมรายละเอียดที่ได้รับการปรับโฉม ซึ่งรวมถึงพู่ระบายประดับคริสตัลที่ปราศจากตะกั่วและการใช้วัสดุวีแกนแทนหนังสัตว์

ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษคนนี้ยังภูมิใจเป็นพิเศษกับกระเป๋า Falabella ซึ่งเป็นกระเป๋าโท้ทไร้โครงแข็งทำจากหนังเทียมขลิบขอบด้วยสายโซ่สีเงินที่ดูเรียบเท่ และกำลังเฉลิมฉลองการครบรอบปีที่ 15 ในปีนี้

“ตอนที่ฉันเริ่มทำแบรนด์ ไม่มีใครเชื่อว่าคุณสามารถเป็นเจ้าของกระเป๋าดีไซเนอร์ใบหรูที่เป็นวีแกนและมีมาตรฐานความเป็นงานฝีมือ คุณภาพ และความเป็นที่ปรารถนาในระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังสัตว์ได้ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาคิดผิด” Stella กล่าว

“สิ่งนี้ทำให้ฉันภูมิใจเป็นบ้าที่ได้เห็นผู้หญิงรุ่นใหม่ๆ ของ Stella และผู้คนทั่วไปค้นพบกระเป๋า Falabella ในวันนี้ แสดงให้เห็นว่างานออกแบบแสนสวยนั้นเป็นอมตะและอยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริงสำหรับฉัน”

ความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ยังเห็นได้ในผลงานอื่นๆ ของ Stella นอกเหนือไปจากที่เห็นได้บนรันเวย์อีกด้วย เช่น SOS Fund ซึ่งเป็นโครงการด้านการลงทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เธอร่วมก่อตั้งขึ้นกับบริษัทร่วมลงทุนที่ชื่อ Callaborative Fund เมื่อปี 2022 กำลังนำเทคโนโลยีที่ช่วยพิทักษ์โลกออกจากห้องแล็บสู่สังคมกระแสหลัก

“การพัฒนาเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ฉันพบว่ามันเป็นสิ่งที่เปี่ยมคุณค่ามาก เพราะว่าเมื่อมันได้ผลดีและเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ จะไม่มีความรู้สึกใดดีไปกว่านั้นอีกแล้ว” เธอกล่าว ธุรกิจหนึ่งที่โครงการนี้ช่วยให้สร้างตลาดได้คือ Mirum ซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่แทนหนังสัตว์ที่เป็นวีแกนและปราศจากพลาสติกโดยทำมาจากพืช ซึ่ง Stella นำมาใช้ในคอลเล็กชั่นต่างๆ ของเธอ

หลักไมล์สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ของแบรนด์ในปีนี้เพียงปีเดียว ยังรวมถึงการแนะนำสิ่งทอหรูหราแบบแรกของโลกที่ทำจาก Kelsun อันเป็นเส้นใยจากสาหร่ายทะเล, การเปิดตัวทางเลือกแทนหนังสัตว์ที่ทำจากองุ่นร่วมกับ Veuve Clicquot อันเป็นแบรนด์แชมเปญชื่อดัง ตลอดจนการเปิดตัวสิ่งทอรีไซเคิลทางชีวภาพชนิดแรกของโลกร่วมกับ Protein Evolution ที่ถูกทำให้สลายตัวด้วยจุลินทรีย์แทนที่จะใช้สารเคมี

“ฉันท้าทายตัวเองและทีมงานที่ Stella มากในการเสาะหาและทำงานร่วมกับวัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่อ่อนโยนต่อโลกนี้และสัตว์ต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง…ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย! สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักก็คือบ่อยครั้งที่กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การคิดไปจนถึงการทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกมานั้น กินเวลาหลายปีและต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล” เธอบอก

“เราไม่อาจทำเองได้เพียงลำพัง และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงเปิดเผยมากเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เราใช้และนวัตกรที่เราร่วมงานด้วย ฉันอยากให้แบรนด์อื่นๆ เดินตามรอยของเราเพื่อที่ว่าผู้บุกเบิกด้านวัสดุรุ่นถัดๆ ไปจะได้รับแรงสนับสนุนที่พวกเขาต้องการ เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของเรา”

เมื่อปี 2019 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านความยั่งยืนของ Bernard Arnault ซีอีโอแห่ง LVMH ซึ่งเป็นกลุ่มแบรนด์ลักซ์ชูรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“หลังจากที่ทำมาทุกอย่างแล้ว ฉันอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้และแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่ามันเป็นไปได้จริง” เธอกล่าว

“LVMH พร้อมแล้วที่จะเริ่มพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับความยั่งยืน และฉันคิดว่านั่นหมายความว่าโลกแฟชั่นควรจะตื่นขึ้นได้แล้วและตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะนี่จะไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป แต่นี่คืออนาคตของแฟชั่น ฉันรู้สึกจากใจว่า Bernard Arnault นั้นพร้อมที่สุดสำหรับการพูดคุยเรื่องนี้และขนาดของสิ่งที่เราจะทำร่วมกันได้นั้นก็จะพลิกกระดานได้เลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ฉันรู้ว่ามีโอกาสอยู่ ณ ตรงนั้นและไม่อาจรู้สึกตื่นเต้นไปมากกว่านี้ พร้อมมากกว่านี้ และมีตัวช่วยครบครันมากกว่านี้ได้อีกแล้วในการจะนำเสนอข้อได้เปรียบเช่นนั้น”

Stella ซึ่งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Commander of the Order of the British Empire (CBE) โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่สามเมื่อปี 2023 ได้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการจัดการปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 28 (COP28) ที่ดูไบเมื่อปีที่แล้ว เธอได้นำเสนอนิทรรศการแบบอิมเมอร์ซีฟ ซึ่งปลุกเร้าทุกสัมผัสในรูปแบบของตลาดนัดเพื่อความยั่งยืน

“ที่ดูไบ มีบทสนทนามากมายเชิงบวกเกี่ยวกับแฟชั่นที่ดีต่อธรรมชาติ แต่ก้าวถัดไปคือการยกระดับให้เกิดการลงมือทำ และนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้าร่วมการประชุม COP ครั้งนี้ของฉันจึงสำคัญมาก” Stella กล่าว “ฉันอยากเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกับคนที่กำหนดนโยบายและประมุขของรัฐ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”

ดีไซเนอร์คนนี้ยังคงแน่วแน่ในภารกิจของเธอที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยแนะนำนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนทีละอย่างและมองโลกแง่บวกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เปี่ยมความหมายนั้นอยู่ไม่ไกล

“ในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึงนี้ ฉันคิดว่าเราจะเริ่มมองเห็นเนื้อผ้าในเชิงยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น และขยับจากการเป็นแค่ต้นแบบไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้นด้วย มันแค่ต้องอาศัยเวลา เพราะการยกระดับเทคโนโลยีให้สามารถตอบโจทย์การผลิตจำนวนมากได้นั้นเป็นเรื่องยาก ผู้บริโภคมีความกระหายที่จะลงทุนในวัสดุทางเลือกใหม่“ เธอบอกกับ Tatler

“สุดท้ายแล้ว ฉันมักจะออกแบบโดยคิดอยู่เสมอว่าผู้บริโภคไม่ควรจะต้องยอมประนีประนอมใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยต้องแลกกับความยั่งยืนที่ดาวเคราะห์โลกของเราก็ต้องการเช่นกัน หนทางที่ดีกว่านั้นเป็นไปได้จริง"

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย