ภายใต้แสงไฟอันสง่างามของพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ได้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ ‘ราชพัสตราไทย’ ได้เผยโฉมต่อสายตาชาวโลกอย่างทรงพลัง
งานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส
ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองและทรงเปิดนิทรรศการประวัติศาสตร์ภายใต้พระอุปถัมภ์ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งนิทรรศการนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026
อ่านเพิ่มเติม: Em District เฉลิมฉลองความเป็นไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัยในงาน "Sense of Thai 2025" ที่ผสานประเพณีเข้ากับนวัตกรรมอย่างงดงาม
จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจจาก ‘ฉลองพระองค์สมเด็จย่า’
โปรเจ็กต์นิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ครั้งประวัติศาสตร์นี้ใช้เวลาในการศึกษา ค้นคว้าข้อมูล และเตรียมงานอย่างลึกซึ้งยาวนานกว่าหนึ่งปี มีจุดเริ่มต้นมาจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงคุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสจากการที่เคยศึกษาและทรงงานที่ปารีส เมื่อทรงทราบว่าทางสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต พระองค์จึงทรงปรึกษากับทีมงานว่าควรนำเสนอเรื่องราวของแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ทำให้คนทั่วโลกต้องทึ่งกับมรดกแฟชั่นและอัตลักษณ์ไทยที่ไร้กาลเวลา
แรงบันดาลใจสำคัญทำให้พระองค์ทรงนึกถึงฉลองพระองค์ดีไซน์โดยห้องเสื้อ Balmain ที่ประดับงานปักอันวิจิตรของสถาบันเลอซาจ (Lesage) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จย่า) ในยุค 60s เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างเสด็จปู่ (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ในการเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจหลักของนิทรรศการในครั้งนี้
อ่านเพิ่มเติม: โครงการส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระราชดำริที่เปลี่ยนผืนผ้าให้เป็นอนาคต
เบื้องหลังการเตรียมงานและการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยเกี่ยวกับการเตรียมงานนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ผ่านบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษว่า พระองค์ทรงต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ทูลกระหม่อมพ่อ) ซึ่งทรงลุ้นอย่างมาก เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าออกมาจัดแสดงภายนอกประเทศไทย ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ทีมงานฝ่ายไทยอันประกอบด้วย SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส จึงได้ทำงานควบคู่กับภัณฑารักษ์ (Curator) ของพิพิธภัณฑ์ MAD Paris
โดยทีมภัณฑารักษ์จากฝรั่งเศสได้เดินทางมาศึกษาคอลเล็กชั่นฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า ณ กรุงเทพฯ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันทำวิจัยหาข้อมูล เจาะลึกเกร็ดประวัติศาสตร์ ค้นหาภาพถ่ายเก่า ภาพสเก็ตช์ ตลอดจนผืนผ้าและงานปักตัวอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งข้อมูลหลายประการเป็นสิ่งที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน
ทัศนานิทรรศการ 7 ห้องจัดแสดงแห่งจิตวิญญาณไทย
นิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ครั้งนี้ รวบรวมผลงานเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทยรวมกว่า 200 รายการ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากลผ่านห้องจัดแสดงทั้ง 7 ห้อง โดยมีรายละเอียดและไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้
ห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ: จัดแสดงฉลองพระองค์เพื่อสะท้อนวิวัฒนาการและภูมิปัญญาผ้าไทย
ห้องฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage: จัดแสดงชิ้นงานประวัติศาสตร์แฟชั่นที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างไทยและฝรั่งเศส
ห้องผ้ายก (Brocade): ห้องโปรดของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งพระองค์ทรงเลือกตกแต่งผนังห้องเป็นสีชมพูทั้งหมด โดยผ่านการหารือและปรับเปลี่ยนโทนสีกับทางพิพิธภัณฑ์ MAD ถึง 2-3 รอบ จนได้ผลลัพธ์ที่ให้ความรู้สึกสดใส (bright & fresh) และช่วยขับให้ฉลองพระองค์ผ้ายกที่จัดแสดงดูโดดเด่นและปรับอารมณ์ของนิทรรศการได้เป็นอย่างดี
ห้องผ้ามัดหมี่: นำเสนอศิลปะการนำผ้าไหมมัดหมี่พื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้ในงานแฟชั่นชั้นสูงหรือกูตูร์
ห้องศิลปะการปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy: จัดแสดงร่วมกับผลงานสร้างสรรค์จากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัยชั้นนำ ได้แก่ Tirapan, Asava, Vatit Itthi, Wisharawish และ Meshmuseum
ห้องงานหัตถศิลป์ชั้นสูง: นำเสนองานหัตถกรรมที่ผลิตภายใต้สถาบันสิริกิติ์ ได้แก่ งานจักสานย่านลิเภาที่เป็นภูมิปัญญาจากช่างฝีมือทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเครื่องถมโบราณจากนครศรีธรรมราชที่สมเด็จย่าทรงช่วยชุบชีวิตและฟื้นฟูไม่ให้สูญหาย โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่และร่วมพัฒนาลวดลายให้ประณีตยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเครื่องเบญจรงค์อันล้ำค่าซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นส่วนบุคคลของพิพิธภัณฑ์ MAD มาร่วมจัดแสดงในห้องนี้ด้วย
La Mode en Majesté มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา… นิทรรศการนี้มีความหมายที่แฝงเอาไว้ ซึ่งก็คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม
ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองและงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดประณีต
ในค่ำคืนเปิดงานอันแสนพิเศษ Bénédicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ MAD ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงานนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล และทรงนำคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต รวมถึงแขกผู้มีเกียรติเข้าชมนิทรรศการทั้ง 7 ห้อง
ภายหลังการรับชมนิทรรศการ ได้มีการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยสร้างความประทับใจแก่แขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศอย่างสมพระเกียรติ โดยมีรายละเอียดความประณีตดังนี้
เมนูอาหารค่ำรังสรรค์โดย CODA Bangkok: ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่นำเสนอแก่นแท้ของวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ผ่านเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัยอันโดดเด่น
โต๊ะดินเนอร์ตกแต่งด้วยงานหัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ: ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยการนำกล่องย่านลิเภามาดัดแปลงเป็นแจกันประดับดอกกล้วยไม้ ใช้ตะกร้าสานเงินจัดวางเป็นแจกันดอกไม้ พร้อมด้วยประติมากรรมรูปกระต่าย ช้าง และกวาง ที่รังสรรค์จากเครื่องเงินโดยช่างฝีมือชาวเขา สะท้อนภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นและร่วมสมัย
บุคคลสำคัญระดับโลกและกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น
งานเฉลิมฉลองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ คณะรัฐมนตรี และเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานเปิดนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล อย่างคับคั่ง ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว ภริยา, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายอนันต์ ปาทาน คู่สมรส
พร้อมด้วย ศจ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ, ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และภูมิจิต พลางกูร ภริยา, ดร.เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการ SACIT, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ SACIT, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เศรษฐา และ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน, นวลพรรณ ล่ำซำ, ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ, ชฎาทิพ และชญาภา จูตระกูล, สุพรทิพย์ ช่วงรังษี, พลพัฒน์ อัศวะประภา, กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร โว้กไทยแลนด์ และเดียร์น่า ฟลีโป
ในส่วนของแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญระดับโลกชาวต่างประเทศ ได้รับเกียรติจาก Catherine Pégard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส, Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก (UNESCO), Jean-François Piège เชฟชาวฝรั่งเศส, Ludovic de Saint Sernin ดีไซเนอร์ชื่อดัง, Aline Asmar d'Amman สถาปนิกชั้นนำ และ Suzi de Givenchy นางแบบชื่อดังระดับโลก
นิทรรศการนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นและท่วมท้น โดยมีชาวต่างชาติมายืนต่อคิวใจกลางกรุงปารีสเพื่อเข้าชมงานตั้งแต่วันแรก สื่อแฟชั่นยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง WWD และ VOGUE USA ต่างตีพิมพ์บทความเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชื่นชมความงดงามของชุดไทยและงานหัตถศิลป์ไทยอย่างสูงสุด นำความซาบซึ้งใจมาสู่ทีมงานและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทุกคน
บทบาทของแฟชั่นในฐานะทูตทางวัฒนธรรม
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระดำรัสถึงความหมายอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ครั้งนี้ไว้ว่า แฟชั่นทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา และยังมีบทบาทสำคัญในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่ทุกชุดล้วนมีเรื่องราว ความหมาย และบทบาทตามวาระโอกาสและยุคสมัย นิทรรศการ La Mode en Majesté จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความร่วมมืออันทุ่มเทร่วมกันระหว่างไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริง พระองค์ทรงหวังว่าหากคนไทยคนใดมีโอกาสได้มาเยือนปารีสและได้เข้าชมนิทรรศการนี้ จะต้องเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแน่นอน

Above สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระสิริโฉมในฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย (ภาพ: สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT)
ท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคน ที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม
















































