Golden Goose แบรนด์แฟชั่นระดับโลกจากอิตาลีปักหมุดสาขาที่สองในไทย ณ สยามพารากอน พร้อมนิยามใหม่แห่งลักซ์ชูรีผ่านมุมมองของผู้บริหารระดับภูมิภาค
Golden Goose ตอกย้ำความสำเร็จและการเติบโตในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวคอนเซ็ปต์สโตร์ ‘Fioreria Golden’ ณ สยามพารากอน หนึ่งในจุดหมายปลายทางลักซ์ชูรีชั้นนำ โดยคำว่า ‘Fioreria’ ในภาษาอิตาเลียนหมายถึง ‘ร้านดอกไม้’ ซึ่งสะท้อนผ่านการออกแบบร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก bottega หรือเวิร์กช็อปงานฝีมือดั้งเดิมสไตล์อิตาลีที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์แบบวินเทจ
บรรยากาศภายในร้านเป็นการผสมผสานความงามแบบอินดัสเทรียลเข้ากับความอบอุ่น ตกแต่งด้วยผนังไม้โบราณและพื้นผิวเหล็กซูเปอร์มิร์เรอร์ที่สร้างมิติของแสงและเงา โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่โซน co-creation พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ลูกค้าจะได้ร่วมงานกับ Dream Makers หรือช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับแต่งไอเท็มชิ้นพิเศษด้วยดอกไม้แฮนด์เมด คริสตัล และการเขียนลวดลายด้วยมือ เพื่อรังสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว นอกจากนี้ภายในร้านยังนำเสนอไอเท็มเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสาขา ควบคู่ไปกับคอลเล็กชั่นล่าสุดทั้งเสื้อผ้าและสนีกเกอร์อย่างครบครัน
Tatler มีโอกาสสนทนากับ จิออร์จิโอ ฟาน เดน บอร์เร (Giorgio Van den Borre), General Manager Asia Pacific, Golden Goose ถึงวิสัยทัศน์และการก้าวเดินครั้งสำคัญในตลาดไทย

Above คอนเซ็ปต์สโตร์ ‘Fioreria Golden’ ของ Golden Goose สาขาที่สอง ณ สยามพารากอน
หลังจากขยายสาขาไปทั่วเอเชีย อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เลือกสยามพารากอนเป็นทำเลสำหรับก้าวที่สองในประเทศไทย
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นศูนย์การค้าชั้นนำเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘จังหวะเวลา’ ที่เหมาะสม ประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่ ‘ตลาดเกิดใหม่’ อีกต่อไป หากแต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตลาดสินค้าลักซ์ชูรี ที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในแง่ของการกำหนดเทรนด์
ปรัชญาในการเลือกทำเลของเรายึด ‘community’ เป็นศูนย์กลาง สยามพารากอนคือสถานที่ที่เราเฝ้ามองมาหลายปี จนพบจังหวะและตำแหน่งที่ลงตัว เพราะที่นี่คือจุดรวมตัวของทั้งแบรนด์ระดับไฮเอนด์และแบรนด์รุ่นใหม่ที่เปี่ยมพลัง ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม
อีกอย่างคือคนรัก Golden Goose มีอยู่ทั่วโลก และพวกเขาหลงใหลในการเดินทาง เราเชื่อเสมอว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในทุกการเดินทางของผู้สวมใส่ กลุ่มนักท่องเที่ยวจึงเป็นเป้าหมายที่เราให้ความสำคัญเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของเราคือการสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ เพราะขณะที่นักท่องเที่ยวหมุนเวียนไปตามปัจจัยต่างๆ สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือฐานคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง เราจึงลงทุนในกิจกรรมและประสบการณ์ร่วมกันทั้งภายในและภายนอกร้าน

Above การรังสรรค์งานฝีมือลงบนโปรดักต์ภายในร้าน

Above การรังสรรค์งานฝีมือลงบนโปรดักต์ภายในร้าน
คุณสร้างความพิเศษให้กับสาขานี้เพื่อให้สอดรับกับวิถีแฟชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างไร
ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ‘รากเหง้า’ และ ‘ตัวตน’ ของเรา เรายึดมั่นในแนวคิดเรื่องความรักและงานฝีมือ สำหรับเรา ร้านค้าไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขาย แต่คือพื้นที่แห่งการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ความพิเศษของสาขานี้คือการนำเสนอประสบการณ์การร่วมสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับศิลปินท้องถิ่น เพื่อรังสรรค์ผลงานที่สะท้อนรสนิยมของคนไทยได้อย่างตรงจุด เราไม่ได้จำกัดงานฝีมือไว้เพียงในโรงงาน หากแต่มอบหมายให้ Dream Makers หรือช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญประจำร้านเป็นผู้ใส่สัมผัสสุดท้ายลงบนผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าโดยตรง เพื่อให้ผลงานชิ้นนั้นสะท้อนตัวตนของเจ้าของออกมาได้อย่างประณีต
Golden Goose มีชื่อเสียงในลุค ‘Lived-in’ ซึ่งแตกต่างจากนิยามลักซ์ชัวรี่แบบดั้งเดิม คุณมองเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
นิยามของลักซ์ชูรีในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติอีกต่อไป แต่คือการ ‘ซื่อสัตย์ต่อตัวตน’ การที่คุณสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ในใจและจิตวิญญาณผ่านสิ่งที่สวมใส่ นั่นคือความหรูหราที่แท้จริง
Golden Goose ตอบโจทย์แนวคิดนี้ผ่านปรัชญา ‘ความไม่สมบูรณ์แบบที่สมบูรณ์แบบ’ ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่โลโก้รูปดาวที่มีมุมตัดขาด สื่อถึงเสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์ ไปจนถึงร่องรอยการใช้งานบนผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิต ทุกรอยขีดข่วนเล็กน้อยคือบันทึกความทรงจำว่าคุณได้สวมใส่มันในจังหวะชีวิตที่สำคัญ

Above คอนเซ็ปต์สโตร์ ‘Fioreria Golden’ ของ Golden Goose สาขาที่สอง ณ สยามพารากอน
การที่คุณย้ายจากอิตาลีมาประจำที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนตั้งแต่ปี 2019 มุมมองของคุณที่มีต่อผู้บริโภคแฟชั่นในเอเชียเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเทียบกับตลาดยุโรป
เสน่ห์ของเอเชียคือความฉับไว ผู้บริโภคที่นี่มีความกระตือรือร้นและอายุเฉลี่ยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดยุโรป พวกเขาเชี่ยวชาญโลกดิจิทัลอย่างสูงและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ผลักดันให้แบรนด์ต้องมีความจริงใจมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกที่ทุกคนเชื่อมต่อกันอย่างใกล้ชิด แบรนด์ไม่สามารถสร้างความคลุมเครือในเรื่องผลิตภัณฑ์หรือราคาได้อีกต่อไป เราต้องชัดเจนและเปิดเผยในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของ Golden Goose ในการเป็น ‘แบรนด์แห่งความรัก’
คุณมองบทบาทของตลาดไทยในเวทีแฟชั่นระดับโลกอย่างไร
ประเทศไทยคือ ‘จุดอ้างอิง’ ที่สำคัญยิ่งในฐานะผู้นำเทรนด์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด มักจะมีคนพูดถึงอิทธิพลของศิลปินไทย ซีรีส์ไทย และความล้ำในการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยอยู่เสมอ การเปิดสาขาที่สองในไทยจึงเป็นก้าวที่มั่นคง แต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย เรายังมีสิ่งที่อยากสำรวจและรังสรรค์ร่วมกับลูกค้าชาวไทยอีกมาก โดยเฉพาะการทำงานกับศิลปินและผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด เพื่อส่งออกผลลัพธ์อันน่าตื่นเต้นไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วภูมิภาค

Above ภายในร้าน Golden Goose ที่สยามพารากอน

Above ภายในร้าน Golden Goose ที่สยามพารากอน
อะไรคือวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับอนาคตของ Golden Goose ในเอเชีย
วิสัยทัศน์ของเราคือการยึดเอเชียเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ เรามุ่งสร้างชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนให้มากยิ่งขึ้น โดยกำลังจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและเข้าถึงผู้บริโภคในเอเชียอย่างใกล้ชิด
เราจะขยายเครือข่ายการค้าปลีกโดยตรง (Direct-to-Consumer) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ลูกค้าถวิลหาในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและใกล้ตัวยิ่งขึ้น โดยยังคงยึดถือคำถามสำคัญที่ว่า “คอมมูนิตี้ของเราต้องการอะไร” เพื่อนำสิ่งนั้นมาถ่ายทอดผ่านการร่วมสร้างสรรค์และประสบการณ์ภายในร้านอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด





