PP Dr. Pat Pataranutaporn from MIT Media Lab
Cover พีพี - ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่ง MIT Media Lab
PP Dr. Pat Pataranutaporn from MIT Media Lab

พีพี หรือ ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร หนึ่งใน Gen.T Leaders of Tomorrow 2025 และคนไทยคนแรกในฐานะผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่ง MIT Media Lab กับการสำรวจความเป็นไปได้ของเรื่องเล่าแบบใหม่ในยุค AI ที่อาจเปลี่ยนโลกอนาคตและมวลมนุษยชาติ

Tatler มีโอกาสพบกับนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีหนุ่ม วัย 29 ปี ระหว่างเดินทางกลับมาประเทศไทย หลังเพิ่งเรียนจบปริญญาเอก และกลายเป็นไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ MIT Media Lab หน่วยงานวิจัยชั้นนำของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ และศิลปะ จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซสต์ (Massachusett Insitute of Technology: MIT) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสำรวจ ค้นคว้า และสร้างสรรค์เทคโนโลยีนวัตกรรมล้ำสมัยมากมายที่เคยเปลี่ยนโลกมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ พีพีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการร่วมของโครงการวิจัย Advancing Humans with AI (AHA) ที่ MIT Media Lab เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI เขาคือผู้เปิดโลกทัศน์ใหม่ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่สามารถเสริมสร้างศักยภาพของเราในทุกด้าน ตั้งแต่การตัดสินใจ การเรียนรู้ ไปจนถึงการเติบโตภายใน โดยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์และยั่งยืนได้

จากตัวกลาง..สู่ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

พีพีปรากฏกายในชุดคลุมไดโนเสาร์สีดำ สัญลักษณ์ของความหลงใหลในวัยเด็ก ซึ่ง contrast กับงานวิจัยเกี่ยวกับโลกอนาคตที่เขาคลุกคลีโดยชิ้นเชิง อดีตนักศึกษาปริญญาเอกในสาขา Fluid Interfaces รายนี้คือ ผู้อยู่เบื้องหลังบทซีรีส์สุดล้ำบน Netflix เรื่อง อนาฅต (Tomorrow and I) (2024) นอกจากนั้น เขายังมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในโปรเจ็กต์ของ Jonathan Nolan ผู้กำกับซีรีส์ Westworld (2016-2022) รวมถึง Greg Daniels ผู้สร้างซีรีส์ Upload (2020-2025)

“อนาคตอาจไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเราอีกต่อไป นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องราววิทยาศาสตร์ (science fiction) จึงมีความสำคัญมากขึ้น เราต้องการคนที่เห็นภาพทั้งฝั่งเทคโนโลยี และเข้าใจวิธีการเล่าเรื่อง (story-telling) เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้เกิดขึ้นได้”

พีพีอธิบายว่า ที่ MIT Media Lab คำว่า ‘media’ นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้หมายถึงสื่อหรือโซเชียลมีเดีย แต่คือสัญลักษณ์ของ ‘medium’ หรือ ‘ตัวกลาง’ ที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ (medium of new possibilities) ดังนั้น เวลาพูดถึงเทคโนโลยีหรือ AI มันไม่ได้เป็นคำตอบในตัวมันเอง แต่มันคือเครื่องมือหรือตัวกลางที่พาเราไปสู่บางสิ่งบางอย่าง

“คำถามสำคัญคือว่า ในฐานะคนทำคอนเทนต์ เมื่อเรามีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นและทรงพลังมากขึ้น เรื่องราวที่เราเล่ามันจะดีขึ้นและทรงพลังมากขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ เพราะสิ่งสำคัญคือเรื่องที่เราเล่านั้นจะสร้างให้เกิดโลกบางอย่างขึ้น และโลกที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวเหล่านั้นก็จะสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ต่อไปไม่รู้จบ ดังนั้น เราจะเล่าเรื่องที่มีพลังทำให้สังคมนี้ดีขึ้นได้อย่างไร”

นักเทคโนโลยีหนุ่มแห่ง MIT Media Lab ชวนทุกคนขบคิด พร้อมหยิบยกความเป็นไปได้ผ่านวิธีการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากพัฒนาการอันก้าวล้ำของเทคโนโลยี

Impossible Characters

ลองจินตนาการว่า เมื่อ AI สามารถที่จะสร้างตัวละครหรือคาแร็กเตอร์อะไรก็ได้ เราจะสร้างเรื่องราวแบบไหนให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

พีพียกตัวอย่างโปรเจ็กต์หนึ่ง ซึ่งเคยทำสมัยเรียนที่ MIT โดยการนำคาแรกเตอร์มาสร้างคอนเทนต์ให้เด็กอยากเรียนหนังสือ เช่น การใช้ตัวละครไอน์สไตน์มาสอนฟิสิกส์ หรือลิซ่า Blackpink มาสอนเคมี

“เราไม่ได้แค่สนใจว่าเทคโนโลยีทําอะไรได้ แต่ว่ามันส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร” ผลปรากฏว่า เด็กๆ มีความกระตือรือร้นในการเรียนสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์การเรียนในรูปแบบใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องทำคอนเทนต์ให้สมจริง (realistic) แต่เพียงอย่างเดียว

พีพีตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วถ้าเราอยากคุยกับดวงอาทิตย์ล่ะ ความสงสัยนั้นทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปินและปัญญาประดิษฐ์ GPT-3 ในผลงาน A Conversation with Sun ของผู้กำกับสี่รางวัลคานส์อย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นอกจากนั้น จะดีแค่ไหน หากเราสามารถพูดคุยกับสัตว์ทะเลได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีแปลภาษา และให้ AI พูดแทนความรู้สึกของสัตว์ทะเลทั้งหมด จนเกิดเป็นแพลตฟอร์มที่ตัวเราสามารถพูดคุยกับคาแรกเตอร์ของวาฬเบลูกาได้

“เราให้วาฬเบลูกาเล่าให้เราฟังว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อวาฬอย่างไร โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาซัพพอร์ท ซึ่งเราพบว่าผู้ร่วมกิจกรรมมีแนวโน้มเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถจะสร้างเรื่องราวใหม่ๆ หรือคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของคนได้เช่นกัน

Future You

หนึ่งในโปรเจ็กต์อันโด่งดังที่ไปคว้ารางวัล World Changing Ideas Awards 2025 จาก Fast Company คือ แพลตฟอร์ม ‘Future You’ ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยกับตัวเองในอนาคต ไม่ต่างกับที่โดราเอม่อนพาโนบิตะนั่งไทม์แมชชีนไปเจอกับตัวเขาในวันข้างหน้า สิ่งนี้จะช่วยสำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ ในชีวิต และช่วยวางแผนอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

พีพีอธิบายว่า พอเรามีดาต้าขนาดใหญ่ เราสามารถจะไปไกลกว่าการเป็นแค่ language model ไปสู่ large human model และสามารถสร้างตัวตนของคนในแบบต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้

“Future You ทําให้เราได้คุยกับอวทาร์ (Avatar) ของตัวเอง ตอนอายุ 60 ปี ได้เห็นภาพตัวเองในระยะยาว ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ คนมีความวิตกกังวลน้อยลง และมีอารมณ์เชิงลบลดลงตามไปด้วย ดังนั้นบทบาทของเทคโนโลยีในการสร้างเรื่องราวในอนาคต อาจไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือตื่นเต้นอย่างเดียว แต่คือการ empower ให้คนได้มี self reflection และเห็นตัวเองในมิติต่างๆ มากขึ้น”

Cyber Subin

เทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อพูดถึงเรื่องราวในอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถที่จะใช้เพื่อทำความเข้าใจอดีต และวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลัง ‘Cyber Subin’ การแสดงที่หลอมรวมนาฏศิลป์ไทยกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของพิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ. 2552 คืออีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่เกิดจากความร่วมมือของพีพี ผ่านการถอดรหัส (deconstruct) เพื่อดึงหลักการพื้นฐานและวัตถุดิบทางวัฒนธรรม ซึ่งซ่อนอยู่ใน 59 ท่ารำแม่บทใหญ่ของโขนออกมาเป็นองค์ความรู้ จากนั้นจึงนำองค์ความรู้ประกอบร่างขึ้นใหม่กลายเป็น AI ที่เต้นร่วมกับคนได้ (human-AI co-dancing)

“เราสามารถที่จะสร้าง avatar และท่ารำแบบใหม่ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างบนพื้นฐานขององค์ความรู้แบบเดิม ซึ่งงานนี้ได้ไปแสดงรอบปฐมทัศน์ (premier) ณ โรงละครหอแสดงดนตรีแห่งชาติไต้หวัน (National Theatre & Concert Hall) และล่าสุดที่ Holland Festival ซึ่งกษัตริย์ของเนเธอร์แลนด์ได้เสด็จฯ มาร่วมทอดพระเนตรในวันเปิดการแสดงครั้งนี้ด้วย”

นอกจาก Cyber Subin จะอยู่ในรูปแบบของการแสดง (performance) แล้ว ยังมีการต่อยอดไปสู่เว็บไซต์ cybersubin.media.mit.edu เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปรับชม รวมถึงเปิดโอกาสให้คุณครูสามารถนำเครื่องมือการเรียนรู้เหล่านี้ไปสอนเด็กๆ ได้เช่นกัน

“นี่คือการเรียนรู้รูปแบบใหม่สำหรับอนาคต และเมื่อเรามี avatar แบบนี้ เด็กๆ จะสามารถเรียนรู้นาฏศิลป์โดยไม่ใช่แค่ทําซ้ำ แต่ยังสร้างองค์ความรู้ของตัวเองขึ้นมาได้ ถือเป็นตัวอย่างการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อที่จะเข้าใจอดีต และสร้างอนาคตต่อไปพร้อมกัน”

The Machine Ghost in the Human Shell

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หลายคนคงจินตนาการถึงเครื่องมืออย่าง brain-computer interface (BCI) เทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสื่อสารได้ด้วยความคิด เช่น การถอดรหัสอารมณ์แล้วพริ้นท์ออกมาเป็นอาหารที่เราปรารถนา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเพียงขีดความสามารถในการอ่านคลื่นสมองของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังสามารถใส่ข้อมูลกลับเข้าไปในร่างกายคนเราได้ด้วย 

พีพียกตัวอย่างโปรเจ็กต์ The Machine Ghost in the Human Shell ซึ่งเขาร่วมงานกับ แพรว กวิตา วัฒนะชยังกูร ผ่านเทคโนโลยีที่พยายามจะเข้ามาควบคุมร่างกาย จนเกิดเป็นการต่อสู้กันระหว่างจิตใจของมนุษย์กับหุ่นยนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราพยายามสร้างเรื่องราวหรือข้อมูลบางอย่างแล้วใส่เข้าไปในร่างกายมนุษย์ มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้เกิดการต่อต้านและการแสวงหาอิสรภาพ โดยผลงานดังกล่าวนำไปแสดงครั้งแรกที่ Asia-Pacific Triennial of Contemporary Art ประเทศออสเตรเลีย

AI จริยธรรม และความเป็นมนุษย์

แม้ทุกวันนี้เราจะสามารถใช้ AI ในการสร้างเรื่องราวต่างๆ ให้เกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องจริยธรรม

“พีเขียนบทความชิ้นหนึ่งใน MIT Technology Review ว่า ในอนาคต artificial intelligence จะกลายไปเป็น addictive intelligence หรือเครื่องมือที่ทําให้คนเสพติดได้ หลังจากนั้นสองสัปดาห์ก็เกิดเคสว่า มีเด็กคนหนึ่งฆ่าตัวตายหลังจากคุยกับ AI ซึ่งเลียนแบบมาจากตัวละครในซีรีส์ Game of Thrones ด้วยความที่เขารู้สึกผูกพันกับ AI เขาก็เชื่อ จากนั้น AI ก็ชวนเด็กคนนั้นไปอยู่ด้วยกันในโลกแฟนตาซี ซึ่งพีว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมากในการที่เรามีเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่ทําอย่างไรถึงจะไม่ให้คนเสพติดกับเรื่องราวต่างๆ จนลืมใช้ชีวิตของตัวเอง”

นอกจากนั้น เขายังพูดถึงประเด็น AI กับ fake news หรือ misinformation ซึ่งในอนาคตจะไม่ได้มีเพียงการสร้างข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จเท่านั้น แต่ AI ยังสามารถฝังความทรงจำปลอมเข้าไปในร่างกายของมนุษย์ได้ด้วย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในงานวิจัยที่พีพีเพิ่งทำเสร็จร่วมกับ Elizabeth Loftus นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงระดับโลก

“เราสนใจว่าเมื่อไรก็ตามที่คนได้ดูวิดีโอหรือคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI มันไปเปลี่ยนความทรงจําของเขา หรืออดีตที่เขาเคยจดจําได้อย่างไรบ้าง เหมือนในหนัง Inception (2010) ที่ตัวละครเข้าไปเปลี่ยนความทรงจําของคนในความฝัน”

พีพีอธิบายว่า การใช้เทคนิคทางจิตวิทยาบวกกับ AI จะทําให้เกิด synthetic human memory ขึ้น ที่สามารถจะเพิ่มความทรงจำปลอมเข้าไปในร่างกายมนุษย์ และทำให้เราจดจำในสิ่งที่ผิดไปจากอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตราย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีผลในทางบวกกับกลุ่มคนที่มีความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต (PTSD: Post-traumatic stress disorder) เช่น คนที่ผ่านการสู้รบในสงคราม และอาจจะทำให้เขากลับมามีความทรงจำเชิงบวกมากในชีวิตได้ด้วยเช่นกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มอนาคตไกลย้ำว่า วิธีการเล่าเรื่องในรูปแบบต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามว่า เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น เราจะสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ที่เปิด ‘ความเป็นไปได้’ ให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

“พีเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้เชื่อมโยงกับ science fiction ได้เห็นอนาคต ได้เห็นปัจจุบัน ได้เห็นจินตนาการ และได้เห็นความเป็นไปได้ เราคิดว่า มุมมอง (perspective) คือสิ่งที่สําคัญมาก และอยากให้ทุกคนมองว่า วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่คอนเทนต์หรือเครื่องมือ แต่สามารถจะเป็นตัวกลางที่ทําให้เกิดจินตนาการใหม่ๆ ในสังคม และนําไปสู่ความเป็นไปได้ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

“อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เรากำลังอยู่ในยุคที่เราตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น (humanized machine) แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีคนอีกหลายคนที่ถูก treat ให้มีชีวิตไม่ต่างจากเครื่องจักร (machinized human) เราควรกลับมาตั้งคำถามถึงความสำคัญของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ในยุคเทคโนโลยีเบ่งบาน และใช้เทคโนโลยีทำให้มนุษย์..มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น”

Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)