จังหวะหนักเบาของดนตรีไม่ต่างจากจังหวะชีวิตที่มีขึ้นลง ช้าเร็ว สลับกันไป โรงเรียนดนตรีของครอบครัวศรีณรงค์แห่งนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้คุณเป็นนักดนตรีมือพระกาฬ แต่อาจช่วยให้คุณเล่นชีวิตได้ “ตรงจังหวะ”
หลังจากที่วง VieTrio บรรเลงเพลงสุดท้ายจบ โค้งรับเสียงปรบมือจากคนดู และเดินลงจากเวที สามพี่น้องตระกูลศรีณรงค์ เป้ ดร.อัครวัฒน์, ป่าน กัญภัส และปุย อริยา เดินเข้าสู่โรงเรียนดนตรี Viemus ของพวกเขาเพื่อเปลี่ยนบทบาทเป็นครูสอนดนตรีควบคู่ไปกับผู้บริหาร ความน่าสนใจอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้มุ่งสอนให้คุณเป็น “นักดนตรีที่เก่ง” หากแต่อยากสร้าง “คนเก่งที่พอเล่นดนตรีได้” สะท้อนออกมาจากการตั้งชื่อโรงเรียน Viemus (วีมุส) ที่มาจากคำว่า “vie” ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ชีวิต และ “mus” ที่มาจากคำว่า music ที่แปลว่า ดนตรี เพื่อสื่อให้เห็นว่าดนตรีเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ดังคำกล่าว “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ด้วยความที่มีพ่อเป็นอาจารย์ภูกร ศรีณรงค์ ครูประจำโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักไวโอลินผู้เป็นหัวหน้าวง BSO (Bangkok Symphony Orchestra) และมีแม่เป็นอาจารย์ผลทาน ครูสอนภาษาไทยจากโรงเรียนเดียวกันและยังเคยเป็นนักร้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สามพี่น้อง เป้ ป่าน ปุย จึงซึมซับดนตรีตั้งแต่ลืมตาดูโลก

Above เป้ ดร.อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“ผมคิดว่าสิ่งที่ได้รับจากครอบครัว เป็นอิมแพคที่สูงมาก การเติบโตของเรากับดนตรีมันมีมาตั้งแต่กำเนิดละ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ดนตรีคลาสสิก มันคือดนตรีล้วนๆ เพียงแต่เครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีคลาสสิก” เป้เล่าย้อนความ “แม่เล่าให้ฟังว่าวันที่คลอดพี่เป้ แม่ไปซื้อเปียโนมาเลย” ปุยกล่าวเสริม ทุกวันนี้เปียโนหลังนั้นยังอยู่ที่บ้านของเป้
ไม่ใช่แค่ที่บ้าน แต่ตอนเยาว์วัยพี่น้องสาม ป. ต้องติดสอยห้อยตามพ่อไปทำงานในห้องบันทึกเสียงอยู่เป็นประจำ ปุยบอกว่า “เลิกเรียนเสร็จก็ตามพ่อไปอัดเสียง เสร็จตีสองตีสาม” และ “เราก็ฟังดนตรี ฟังซิมโฟนีกันตั้งแต่เด็ก” ป่านพูดพลางหัวเราะ “ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบ หน้าที่ของเราคือนั่งเงียบที่สุด และใช้ชีวิตแบบนั้นตลอดวัยเด็ก”

Above กัญภัส ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เป็นเรื่องบังเอิญที่เป้เกิดวันเดียวกับ Wolfgang Amadeus Mozart แต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาเริ่มหัดเล่นดนตรีตั้งแต่สามขวบ และเริ่มเล่นเป็นตอนประมาณห้าขวบ “ตอนนั้นผมเรียนเปียโนกับไวโอลิน แต่ผมไม่คลิกกับเปียโน ผมไม่ชอบนั่งเฉยๆ ชอบยืน ผมว่าเครื่องดนตรีมันก็เลือกเราเหมือนกันนะ” ขณะที่ป่านเลือกเชลโล ส่วนปุยเล่นไวโอลิน เธอเผยว่าในวัยเรียนเคยเกิดความรู้สึกอยากเดินออกนอกเส้นทางดนตรีบ้างเหมือนกัน “ปุยเป็นน้องเล็กสุด แล้วพี่เล่นดนตรีหมด เราก็เล่นดนตรีแบบจริงจังพอประมาณ แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว เพราะเราเห็นพ่อเห็นพี่เรียน เราเห็นคนเรียนดนตรีจริงจัง มันยากมาก มันเป็นวิชาชีพที่ถ้าคุณไม่ outstanding โอกาสที่จะไปต่อมันยาก” ตอนนั้นปุยตัดสินใจเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักการทูต “แต่ช่วงที่หัวใจมันเปลี่ยนทิศ มันดันมีโอกาส (เล่นดนตรี) มาเรื่อยๆ เลยทิ้งไม่ได้ พอเวลาผ่านไป เราโตขึ้น เราก็รู้ว่าการงานอาจไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต อาจจะมีเรื่องอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบ ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้เรากลับมามีทัศนคติที่ดีกับดนตรี”

Above อริยา ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โรงเรียนสอนดนตรี Viemus เปิดตัวสาขาแรกท่ีศูนย์การค้าเอสพละนาด รัชดา เมื่อปี 2009 จากนั้นจึงเปิดสาขาที่สอง ณ ซอยทองหล่อ 9 ในปี 2015 ต่อด้วยสาขาสามที่ไอคอนสยาม เมื่อปี 2019 ก่อนที่ในปีนี้จะลดเหลือเพียงสาขาเดียวคือซอยทองหล่อ 9 ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนเกือบ 300 คน และมีครูประมาณ 70 คน เป้บอกว่า “หลายคนชอบถามเราว่าใช้หลักสูตรอะไรสอนที่นี่ เพราะว่าเราจบปริญญาด้านดนตรีโดยเฉพาะ เราบอกว่าเราไม่มีหลักสูตรตายตัว” ปุยอธิบายว่า “มันเป็นทัศนคติในการใช้ชีวิตมากกว่า เพราะอย่างพวกเราโตขึ้นมา ถามว่าครอบครัวบังคับให้เราทำสิ่งนี้ไหม ก็ไม่ แต่สิ่งที่เราเจอในประสบการณ์ชีวิตคือคุณพ่อเป็นผู้ก่อตั้งวงออร์เคสตราวงแรกของไทย เป็นผู้บุกเบิกดนตรีคลาสสิก อย่างที่โรงเรียนสาธิตเกษตร คุณพ่อก็ตั้งวงซิมโฟนีออร์เคสตราในโรงเรียน กลายเป็นว่ารอบๆ ตัวมันมีแพลตฟอร์มที่คุณพ่อสร้างไว้ให้คนอื่น แล้วเราก็ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น กลายเป็นว่าสิ่งแวดล้อมนี้หล่อหลอมให้เราเติบโตโดยที่ไม่ต้องมีใครบอกให้เราทำ โรงเรียนวีมุสก็เหมือนกันเรามองว่าสภาพแวดล้อมนี่แหละ คือทุกอย่างที่ทำให้คนได้เรียนรู้”

Above เป้ ดร.อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“เราไม่อยากเป็นแค่โรงเรียนดนตรี เขาไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรี แต่เป็น best version ของตัวเขา”
สามพี่น้องนักดนตรีเล่าว่าการคัดเลือกครูสอนดนตรีที่วีมุส เน้นทัศนคติและบุคลิก เนื่องจากต้องการให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ที่ดีและความสุขใจในการเล่น มากกว่าการเคี่ยวเข็ญให้เรียนรู้ด้านดนตรีเพียงอย่างเดียว เป้บอกว่า “ครูที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเรียนจบด้านดนตรี เรามีครูหลายคนที่เคยเป็นนักเรียนของวีมุสเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แล้วเขาก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่นี่ ซึ่งคนเหล่านี้จะเข้าใจดีเอ็นเอของวีมุสอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ต้องสอนอะไรเขามาก ผมว่าคุณค่าของที่นี่มันมีความเป็นวีทรีโออยู่ด้วย เราเป็นนักวิชาการไหม ก็ประมาณหนึ่ง แต่สิ่งที่เราอยากให้ดนตรีอยู่ในชีวิตคน มันไม่ใช่การไปสอนหรือไปแข่ง แต่ดนตรีมันอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่เราตั้งคำถามทุกปี พอโลกมันเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนวิธีคิดตลอดเวลา อย่างตอนนี้่สิ่งสำคัญของคนที่เรียน นอกจากการฮีลใจ การเล่นดนตรีมันต้องสอนอย่างอื่นด้วย เรื่องของการเป็นผู้ฟังที่ดีมากกว่าเป็นผู้เล่น ถ้าคุณเป็นผู้เล่นที่สักแต่เล่น เล่นกับใครไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจเรื่องการ collaboration ก็นำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเรียนสาขาอะไรก็ตาม” เป้ย้ำว่า “เราไม่อยากเป็นแค่โรงเรียนดนตรี เขาไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรี แต่เป็น best version ของตัวเขา”

Above อริยา ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ด้วยเหตุนี้นักเรียนที่นี่จึงไม่จำกัดแค่เด็กหรือวัยรุ่น “มีวัยทำงาน มีหมอ นักเรียนอายุมากที่สุดคือ 70 เป็นเจ้าของโรงงาน” ป่านบอก “มีคนนึงน่าชื่นชมมาก เป็นหมอผิวหนัง เขาเรียนมาเป็นสิบปี ตั้งแต่เริ่มทำงานจนไปเปิดธุรกิจ เขาไม่เคยเว้นจากการเรียนเลย” ล่าสุดวีมุสได้ร่วมงานกับ KX - Knowledge Xchange for Innovation พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้แห่งใหม่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ด้วยการสร้างคอร์สใหม่ในการนำดนตรีผนวกเข้ากับ design thinking เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกทักษะ multi skills “เราไม่ได้มองว่าคุณมาเรียนดนตรีที่วีมุสแล้วจะต้องทำตามลำดับหนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบ ต้องสอบได้เกรดเท่านั้นเท่านี้ถึงจะสำเร็จ เรามองว่าทุกคนสำเร็จได้หลายแบบ การที่คุณมีสกิลจากการเล่นดนตรี มีวินัย คิดวิเคราะห์เป็น พัฒนาตัวเอง ฟังตัวเองเป็น อยู่กับคนอื่นได้ สกิลเหล่านี้แหละจะทำให้คุณไปทำอะไรสำเร็จในแบบของคุณเอง เราแค่ต้องการ grooming ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่าดนตรีเท่านั้นเอง” ปุยกล่าวและเน้นแบบติดตลกว่า “เราย้ำกับทุกคนที่มาเรียนว่าไม่ต้องกลัวว่ามาเรียนกับเราแล้วจะได้เป็นนักดนตรี มันไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ”

Above กัญภัส ศรีณรงค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โรงเรียนวีมุสสอนดนตรีเกือบทุกชนิด นับจากไวโอลิน วิโอลา เชลโล เปียโน กีตาร์ เบส ฟลุต แคลริเน็ต จนถึงเต้น บัลเลต์ และร้องเพลง แต่ไม่ว่าคุณจะเรียนอะไร ดร.เป้ สรุปปิดท้ายถึงเจตนารมณ์ของวีมุสว่า “เดี๋ยวนี้เจนใหม่ คนที่เรียนวิชาทั่วไปแต่เก่งดนตรีในระดับมืออาชีพมีเยอะมาก แต่พอเขาโตขึ้นมา เรียนจบ สังคมจะกำหนดให้เขาเลือกว่าเขาจะต้องไปทางนี้แล้วทิ้งดนตรี เราทำ youth orchestra มาแปดปี เราเห็นสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นวงการการศึกษาด้านดนตรีที่ขยันผลิตเด็กออกมาแต่มันไม่ตรงกับความต้องการของประเทศเรา เราไม่ใช่ประเทศผลิตนักดนตรี วงการนี้เอาไว้ supply ดังนั้นเขาก็ไม่ผิดที่จะทิ้ง นี่ก็เป็น pain point ที่เราคำนึงว่าจะช่วยซัพพอร์ตในเชิงการเรียนการสอนยังไง อย่างตัวผมเองก็มีแพลตฟอร์มให้นักดนตรีเก่งๆ เหล่านี้ให้เค้าได้ถอดเสื้อกาวน์หมอออก แล้วใส่ทักซิโดขึ้นมาเล่นคอนเสิร์ตกับเราได้ตลอดเวลา”





