เมืองไทยเป็นที่รู้จักด้านท่องเที่ยว ด้วยทิวเขาตระหง่าน ชายหาดที่สวยงาม วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาและอาหารเลิศรส ตอนนี้กำลังตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากทั่วโลกไปสู่การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม
โรงแรมที่พักในไทยหลายแห่งเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว จัดหาขวดน้ำแบบรีฟิลได้สำหรับผู้เข้าพัก บางรีสอร์ตใช้แผงโซลาร์เซลล์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในโรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ บางโรงแรมยังเน้นไปที่การสนับสนุนวิสาหกิจของชุมชนท้องถิ่นด้วย
ความพยายามเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความงามของธรรมชาติ สร้างจิตสำนึกท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่าแก่แขกนักท่องเที่ยวผู้เข้าพักให้ได้รับกลับไป
Tatler พาไปพักผ่อนในโรงแรมและรีสอร์ตที่มีแนวคิดและวิธีปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืน (Sustainability) ที่น่าสนใจ 5 แห่งในประเทศไทย ซึ่งแต่ละที่ล้วนมีไอเดียแตกต่างกันไป
อ่านเพิ่มเติม: 8 เซิร์ฟบีชในไทย ที่ชวนให้ออกไปโต้คลื่นในช่วงวันหยุดต่อไปของคุณ
Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort

Above นักท่องเที่ยวสามารถเฝ้ามองช้าง 2 เชือกที่กำลังทำหน้าที่เฝ้ายามให้กับแขกที่นอนพักค้างอยู่ใน Bubble Camp กลางป่าที่ Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort (ภาพ: Kant Jominta)
จุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาพักที่นี่ เพราะอยากใช้ชีวิตร่วมกับช้างกลางป่า เป็นเรื่องน่าสนใจมากในการอนุรักษ์ช้างไทย ช้างที่นี่ส่วนมากมาจากการช่วยรับดูแลต่อจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งจากปางช้างที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ช้างที่เคยทำงานด้านท่องเที่ยว ช้างลากไม้ ช้างตกงาน ช้างเร่ร่อน ช้างที่มีปัญหาสุขภาพ เป็นลักษณะของการเช่าช้าง มีค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน สวัสดิการรักษาพยาบาล และการศึกษาแก่บุตรของควาญช้าง ทำให้ควาญและช้างไม่จำเป็นต้องเร่ร่อนหาเงิน หรือหมุนวนเอาช้างมาขายให้มูลนิธิแล้วก็ไปหาช้างเชือกใหม่ไปเดินเร่ต่อ ทั้งนี้มูลนิธิไม่สนับสนุนให้มีการผสมพันธ์ุช้างเพื่อการซื้อขาย
ความที่รีสอร์ตมีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ส่วนมากเป็นพื้นที่ป่า จึงมีโป่งให้ช้างหาอาหารกิน มีพื้นที่ให้ช้างเดินออกกำลัง มีแม่น้ำให้ช้างได้เล่นมีหมู่บ้านควาญจัดให้พักแยกออกไปจากส่วนของรีสอร์ต เพื่อให้ควาญกับช้างได้อยู่กลางป่าแบบที่เคยเป็นมา แขกสามารถไปช่วยควาญอาบน้ำช้าง แต่จะไม่มีกิจกรรมขี่ช้างเพราะเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าที่นี่ดูแลช้างและควาญช้างได้ดีมาก
Chiva-som International Health Resort

Above พนักงานและแขกของชีวาศรม ร่วมใจกันปลูกต้นโกงกาง ที่ไกรลาศนิเวศน์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศ (ภาพ: Chiva-som International Health Resort)
ชีวาศรม เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ตที่บูรณาการเรื่องดูแลสุขภาพเข้ากับหลักความยั่งยืน ตั้งใจเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของสิ่งแวดล้อมกับผู้คน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาพักได้พบความสุขสงบ ผ่อนคลายและฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
กฤป โรจนเสถียร ประธานกรรมการและซีอีโอ ชีวาศรม เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “สุขภาพต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน” เราจึงเห็นได้จากการที่ชีวาศรมร่วมปลูกต้นโกงกางที่ไกรลาศนิเวศน์ไปแล้วกว่า 11,000 ต้น มาตั้งแต่ปี 2013 ทำให้แขกและคนในพื้นที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ
ที่นี่ยังมีกิจกรรมเฉลิมฉลองวันสุขภาพโลก สนับสนุนชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยจัดตรวจสุขภาพและสนับสนุนเรื่องเวชภัณฑ์ ส่วนวันอาหารโลกที่ผ่านมา ยังสอนวิธีปลูกและดูแลรักษาผักในโรงเรือนแบบเดียวกับรีสอร์ตให้แก่นักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านบ่อฝ้าย หัวหิน โดยร่วมมือกับเชฟ แม็กซิมิเลียน ชไวโฮเฟอร์ (Maximilian Schwaighofer) จาก Pavillon ร้านอาหารมิชลินสองดาวจาก Baur au Lac สวิตเซอร์แลนด์ ทำอาหารเพื่อสุขภาพให้แก่คนในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพ
Pimalai Resort and Spa Koh Lanta

Above นั่งเรือชมทุ่งหยีเพ็ง
ชุมชนป่าโกงกาง บนเกาะลันตา บ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
พิมาลัย เป็นรีสอร์ตระดับ 5 ดาวแห่งแรกบนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่มุ่งมั่นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมานานกว่า 25 ปี
หน้าหาดของพิมาลัยถือเป็นแหล่งพำนักที่สมบูรณ์แบบของสัตว์ทะเลครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยมี ‘เต่าทะเล’ เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง เพราะเต่าทะเลมักเลือกวางไข่เฉพาะบนชายฝั่งที่สะอาดและปลอดภัยต่อการฟักตัวของไข่ ขณะที่ ‘ปูเสฉวน’ ก็มีบทบาทที่สำคัญกับระบบนิเวศชายฝั่งในการช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืช ซากสัตว์บนชายหาด เป็นผู้ดูแลความสะอาดของหาดทรายตามธรรมชาติ
พิมาลัยจึงเริ่มการปล่อยเต่าและสัตว์ทะเลกว่าสิบล้านตัวในโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทางทะเล ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักนอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และการบริการอันยอดเยี่ยมแล้ว ยังได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในอีกหลายด้าน เช่น การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พายเรือเที่ยวป่าโกงกาง เดินป่าเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การส่งเสริมให้นักเรียนบนเกาะลันตานำขยะมาสร้างเป็นงานศิลปะ เป็นต้น
SAii Phi Phi Island Village

Above Marine Discovery Centre ศูนย์ให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อสร้างจิตสำนึกให้แก่นักท่องเที่ยว
พีพี จังหวัดกระบี่ เป็นอีกหนึ่งเกาะในฝันของใครหลายคน ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดคือประมาณเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบฟ้าสวยใส น้ำทะเลนิ่ง ไม่ขุ่น ถ่ายรูปสวยมาก ทีเด็ดคือ วิลล่าบนชายหาดแบบระยะประชิด นับหนึ่งถึงสามคือเท้าเหยียบทรายไปนอนให้คลื่นซัดสาด ลมเย็นๆ กระทบใบหน้า ด้านข้างมีคลองป่าโกงกาง มีคายัค แพดเดิลบอร์ดให้พายชมความงามตามธรรมชาติได้
รีสอร์ตมีศูนย์เรียนรู้ทางทะเล นำเสนอเรื่องราวของเกาะ การอนุรักษ์และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน มีนิทรรศการ Marine Discovery ปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆ รักทะเล และยังร่วมมือกับศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต (PMBC) เพื่อเพาะพันธุ์ ดูแล และปล่อยฉลามไม้ไผ่ในภาคใต้ของไทย ตั้งแต่การฟักไข่ การเลี้ยงไข่ที่บ่อเลี้ยงของรีสอร์ต ไปจนถึงการปล่อยลูกอ่อนกลับสู่สภาพแวดล้อมธรรมชาติ
Soneva Kiri เกาะกูด

Above ภาพมุมสูง มองเห็น Eco Centro ที่รีสอร์ตสร้างขึ้น เพื่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข
Soneva มีปรัชญาคือ ‘เป็นมิตรและรักษาสิ่งแวดล้อม’ ในรีสอร์ตขนาดใหญ่กว่า 400 ไร่แห่งนี้ จึงแทบไม่มีการตัดต้นไม้ ที่สำคัญยังปลูกต้นไม้ใหญ่เข้าไปเพิ่ม ทำสวน ปลูกผัก ผลไม้ ไว้รับประทานภายในรีสอร์ต จัดการระบบน้ำเสีย การนำพลังงานไบโอดีเซลกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดการระบบนิเวศภายในรีสอร์ตมีครบทั้ง Reduce-Reuse-Recycle จนกลายมาเป็น ‘Eco Centro’ เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โสนุ ชิฟดาซานี (Sonu Shivdasani) เจ้าของ Soneva Kiri กำชับกับพนักงานทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นสร้างรีสอร์ตว่า ห้ามตัดต้นไม้ในรีสอร์ตเด็ดขาด หากต้นไหนตายก็ปล่อยให้ตายซากไปเอง เศษไม้ที่เกิดจากการตัดแต่งกิ่งจะถูกแปรรูปเป็นพลังงาน จึงอย่าได้แปลกใจ หากบริเวณรอบรีสอร์ตอาจดูคล้ายป่ารก แต่กลับกลายเป็นว่าต้นไม้เหล่านี้ช่วยทำหน้าที่ปกคลุมรีสอร์ตให้กลายเป็นแหล่งผลิตโอโซนธรรมชาติขนาดใหญ่ไปโดยปริยาย เพื่อให้แขกผู้เข้าพักได้เข้าใจกับความเป็นธรรมชาติของเกาะกูดให้ได้มากที่สุด




