บาส เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันทีมชาติไทยวัย 28 ปี อดีตมือหนึ่งของโลกประเภทคู่ผสม กับการเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางลูกขนไก่ หลังตัดสินใจเปลี่ยนคู่ ไล่เริ่มไต่อันดับจากมืออันดับ 201 ของโลก สู่มืออันดับ 3 ของโลก ภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น!
ในปี 2021 บาส เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการลูกขนไก่ไทย ด้วยการเป็นนักกีฬาแบดมินตันประเภทคู่ผสมคู่แรกของประเทศไทยที่คว้าแชมป์โลก BWF World Championships 2021 รวมถึงเป็นคู่แรกที่ก้าวขึ้นสู่มือหนึ่งของโลกอย่างสง่างาม
แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ทั้งคู่ตัดสินใจแยกย้ายกันไปเติบโต สถานะบนจุดสูงสุด… ก็ถึงคราวสิ้นสุดลง สำหรับนักกีฬาหลายคน นี่อาจเป็นการปิดฉากเส้นทางความฝัน แต่ไม่ใช่สำหรับบาส เดชาพล แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อีกครั้ง แต่เขาก็เลือกจะลุกขึ้นมาสู่ใหม่ พร้อมเป้าหมายเดิม คือการกลับมาทวงบัลลังก์มือหนึ่งของโลก
ไต่สองร้อยอันดับ สู่มือสามของโลก
หลังจากที่บาส เดชาพล วัย 28 ปี จับคู่กับ เฟม ศุภิสรา เพียวสามพราน นักกีฬาสาวรุ่นน้องวัย 26 ปี ทั้งคู่ก็กลายเป็นนักกีฬาแบดมินตันคู่ผสมคู่ใหม่ที่น่าจับตามองในทันที เพราะเพียงรายการที่สามที่ทั้งคู่ลงเล่นด้วยกัน ก็สามารถคว้าแชมป์รายการแรกได้สำเร็จ คือ Kumamoto Masters Japan 2024 (BWF World Tour Super 500) ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ซึ่งขณะนั้นทั้งคู่ยังเป็นมืออันดับ 201 ของโลก
จากนั้น บาสและเฟมก็โชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่องด้วยการกวาดอีกห้ารางวัล ได้แก่ Syed Modi India International 2024 (BWF World Tour Super 300), Petronas Malaysia Open 2025 (BWF World Tour Super 1000) หนึ่งในรายการใหญ่ของปี ซึ่งทั้งคู่เอาชนะคู่มือหนึ่งของโลกจากจีนได้ในรอบชิงชนะเลิศ, รายการ Princess Sirivannavari Thailand Masters 2025 (BWF World Tour Super 300) ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ในบ้านเป็นของขวัญให้แฟนๆ ชาวไทย, KFF Singapore Open 2025 (BWF World Tour Super 750) และรายการล่าสุด Li‑Ning China Masters 2025 (BWF World Tour Super 750) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 17 ปีของการแข่งขันที่ผู้ชนะแบดมินตันคู่ผสมไม่ใช่นักกีฬาจากประเทศจีน
จากผลงานอันโดดเด่นในหลายรายการสำคัญ ส่งผลให้อันดับโลกในประเภทนักกีฬาแบดมินตันคู่ผสม (BWF Mixed Doubles Ranking) ของทั้งคู่ก้าวกระโดดจากอันดับ 201 กลายเป็นอันดับสามของโลก (อัปเดท: กันยายน 2025) ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือน และทำให้บาส เดชาพล กลับมายืนอยู่แถวหน้าของวงการลูกขนไก่โลกอีกครั้ง พร้อมคู่หูคนใหม่อย่างเฟม ศุภิสรา ที่จะพากันไปทวงบัลลังก์มือหนึ่งของโลกในเวลาอีกไม่นาน
จุดเริ่มต้นบนเส้นทางนักกีฬาลูกขนไก่
Tatler มีนัดสัมภาษณ์กับบาส เดชาพล ณ SCG Badminton Academy บนถนนนางลิ้นจี่ ซึ่งเป็นสถานที่ประจำที่ใช้ในการฝึกซ้อมและเก็บตัว
บาสเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของตัวเองในวัยเจ็ดขวบ ขณะที่ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีใจรักกีฬา เจอกีฬาอะไรก็อยากจะเล่น ทั้งฟุตบอล ทั้งวิ่ง แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่แบดมินตัน เพราะคุณแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้เล่นกีฬาที่ต้องปะทะกับใคร
“ผมเล่นกีฬาเยอะมาก แต่สุดท้ายแบดมินตันน่าจะเหมาะกับนิสัยเราที่สุด ไม่ต้องปะทะ ไม่ต้องตากแดด เล่นแล้วมันสนุก จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องติดทีมชาติ เป็นแชมป์โลก หรือเป็นมือหนึ่งของโลก แค่รู้สึกสนุกที่ได้เล่นกีฬา ได้ออกกำลังกาย”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนอายุ 14 ปี เมื่อเจ้าตัวถูกเรียกให้เข้ามาฝึกซ้อมเพื่อเข้าสู่สังกัด SCG Badminton Academy ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนประจำในปลุกปั้นนักแบดมินตันระดับเยาวชน ไปจนถึงนักกีฬาทีมชาติ
“ที่นี่เขามีทั้งทีมงาน สตาฟฟ์โค้ช นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งคอยดูแลทุกอย่าง ทั้งการฝึกซ้อม การนอน การกินอยู่ เพื่อที่จะพัฒนาตัวเราให้เป็นนักกีฬาที่เก่งขึ้น”
บาสใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จนได้รับโอกาสเข้าสู่ทีมชาติไทย และเริ่มสร้างชื่อในเวทีระดับนานาชาติ
“การที่ผมเคยขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งของโลก มันเป็นผลจากความทุ่มเทที่ผมมีให้กับแบดมินตันจริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผม มีทีมงานที่คอยซัพพอร์ทผม ไม่ใช่ตัวผมเพียงคนเดียว
“สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปอยู่บนจุดสูงสุดนั้น คือจะมีคนมากมายที่จ้องมองเราตลอดเวลา และพร้อมที่จะชนะเราตลอดเวลา เราต้องไม่คิดว่าเราเก่งมากพอ เราต้องไม่คิดว่าเราเป็นมือหนึ่งพอแล้ว เราต้องพยายามรักษาฟอร์มของตัวเอง ดูแลร่างกายของตัวเอง หาจุดเด่นของตัวเอง และเพิ่มศักยภาพไปเรื่อยๆ”
การเริ่มต้นใหม่ กับคู่หูคนใหม่
การต้องเริ่มต้นใหม่หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต กลับไม่ใช่สิ่งที่บาสกังวล เขาคิดเพียงว่า เขาจะเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้อย่างไร และทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้น
“ผมเคยเริ่มจากศูนย์ และขึ้นไปถึงมือหนึ่งของโลก พอคิดว่าเราเคยผ่านมาหมดแล้ว ก็แค่ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ และดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า เราเจออะไรมาบ้าง ผ่านสถานการณ์อะไรมาบ้าง การจะไปถึงจุดนั้น ได้มันต้องอาศัยอะไร ต้องคิดยังไง และต้องทำตัวยังไง
“ผมไม่ได้รู้สึกกดดันว่า เราเคยเป็นมือหนึ่งของโลก แล้วเราจะต้องแชมป์ตลอดเวลา ผมว่าความคิดนี้มันอาจจะผิด เพราะถ้าเราคาดหวังว่าต้องแชมป์ทุกรายการ มันทำให้สมาธิของเราไม่ได้อยู่กับเกม แต่อยู่กับอนาคต หรืออยู่กับอะไรก็ไม่รู้ สิ่งที่เราควรโฟกัสคือ เรารู้ว่าเราซ้อมอะไรมา ทำอะไรมา แค่ใช้สิ่งที่ซ้อมมาและทำให้ดีที่สุด แค่นั้นก็พอแล้ว”
แน่นอนว่า หัวใจสำคัญของกีฬาประเภทคู่คือทีมเวิร์ก ดังนั้น การฝึกซ้อมร่วมกัน และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ย่อมจะทำให้ทั้งคู่เล่นเข้าขากันมากที่สุด
“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า ‘ทีม’ ไม่ว่าขณะนั้นเราจะมีแต้มนําหรือแต้มตาม เกมมันจะแบบเป็นไหน ทีมเวิร์กยังไงก็ต้องคงอยู่ ถึงเราจะแพ้ก็ไม่เป็นไร แต่ทีมเวิร์กของเราก็ต้องกลับมา ต้องแน่นแฟ้นเอาไว้ เพราะถ้าแพ้… ก็แค่กลับมาซ้อมใหม่ แต่ถ้าทีมเวิร์กแตกเมื่อไร คงยากที่จะกลับมา”
บาสเผยว่า ตัวเขากับเฟมจะคุยกันเยอะมากในระหว่างซ้อม และมากกว่าตอนแข่งจริงในสนามด้วยซ้ำ
“ตอนซ้อมเรารู้สึกว่ากดดันมากกว่าตอนแข่ง ก็เลยจะคุยกันเยอะมาก พอแข่งจริงจะพูดกันนิดหน่อย ก็สามารถปรับกันได้แล้ว ส่วนใหญ่หลังเกมเราจะคุยกันถึงข้อผิดพลาดว่า มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วก็จะคอยเตือนกัน ผมจะพยายามถ่ายทอดประสบการณ์การแข่งขันให้เฟมได้รับรู้บ้าง แต่บางครั้งก็ต้องให้น้องได้เจอด้วยตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ ปรับกันไป (ยิ้ม)”
ถึงเวลากลับมาทวงบัลลังก์
ย้อนกลับไปในการแข่งขันแบดมินตันรายการ Kumamoto Masters Japan 2024 (BWF World Tour Super 500) ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ขณะนั้นทั้งคู่ยังเป็นมืออันดับ 201 ของโลก ซึ่งการคว้าแชมป์รายการครั้งแรกด้วยกันหลังจากจับคู่ได้เพียงไม่นาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สดใสและกำลังใจที่สำคัญสำหรับทั้งสองคน
“ตอนนั้นรู้สึกว่าใจมันฟูมากเลยครับ (ยิ้ม) กลับมาได้แชมป์อีกครั้งหลังจากที่เปลี่ยนคู่ใหม่ ผมว่าทุกคนก็คงงงเหมือนกัน ผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสามารถกลับมาได้ขนาดไหน ตอนนั้นคือยังไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่จากนี้ไปก็จะค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ตอนนี้ก็ทําอันดับให้ดีก่อน แล้วค่อยวางเป้าหมายว่า เราอยากได้แมตช์ไหนบ้าง อยากได้กี่แชมป์ มันอยู่ที่การคุยกันว่า เราจะวางเป้าหมายเป็นขั้นบันไดต่อไปอย่างไร
“แต่ก็อย่างที่บอกว่า ผมไม่อยากคาดหวังกับตัวเองเยอะเกินไป พอคาดหวังปุ๊บ มันกลายเป็นความกดดัน โดยเฉพาะความคาดหวังของคนอื่น ผมไม่ได้ซีเรียสว่าต้องแชมป์ ถ้าจะแพ้ก็คือแพ้ แค่ทําแต่ละรอบอะให้ดีที่สุด และแค่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร แค่นั้นก็พอแล้ว”
ทั้งนี้ จากความสำเร็จในรายการ Li‑Ning China Masters 2025 เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้คู่ “บาส-เฟม” มีคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นและขยับมาอยู่อันดับที่สามของโลกอย่างเป็นทางการ จากการประกาศของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ซึ่งถือเป็นอันดับโลกที่สูงที่สุดของการจับคู่กัน นอกจากนี้ยังเป็นการคว้าแชมป์ร่วมกันเป็นรายการที่หกและเป็นแชมป์รายการที่สี่ในปีนี้อีกด้วย
บาสเล่าว่า นักแบดมินตันทุกคนมีความสามารถในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้คนหนึ่งประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นๆ คือเรื่องของวินัยและมายด์เซ็ท
เราแอบถามทาง SCG ถึงความอุตสาหะทุ่มเทของนักกีฬาอดีตมือหนึ่งของโลกรายนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเขาถึงสามารถพาตัวเองกลับมาสู่ยอดของภูเขาแห่งความสำเร็จได้รวดเร็วขนาดนี้ เพราะในขณะที่ผู้คนกำลังพักผ่อนและมีความสุขกับวันหยุดยาวของตัวเอง แต่บาสคือนักกีฬาเพียงไม่กี่คนที่ขอร้องให้ต้นสังกัดอย่าง SCG เปิดให้เขาเข้ามาซ้อม ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสำคัญอย่างช่วงสงกรานต์ หรือปีใหม่ก็ตาม
“สำหรับผม ระเบียบวินัย ถือเป็นเรื่องหลักที่ต้องทำ ทั้งการรักษาเวลา การฝึกซ้อม รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ มายด์เซ็ท ผมว่านักกีฬาจะชนะหรือแพ้ มันอยู่ที่ความคิด ณ ปัจจุบัน ณ ตอนที่ตีเลยว่า ความคิดและอารมณ์ของคุณเป็นอย่างไร แล้วมันนิ่งพอไหม เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของการตีอย่างมากจริงๆ”
แบดมินตัน ชีวิต และความภาคภูมิใจ
กว่า 20 ปีของการฝึกฝน ทำให้กีฬาลูกขนไก่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาอย่างแยกไม่ออก
“แบดมินตันคือชีวิตของบาสไปแล้ว มันเป็นของคู่กัน เราจะสังเกตว่า นิสัยเราเวลาอยู่ข้างนอกสนามเป็นยังไง เวลาที่เราลงไปแข่งจริงในสนาม มันก็จะติดตามตัวเราไปด้วย”
นักกีฬาหนุ่มเผยว่า เขาดีใจที่วันนี้นักกีฬาหลายๆ คน มีส่วนวงการแบดมินตันได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น
“อย่างตอนที่วิว กุลวุฒิ ได้เหรียญโอลิมปิก ก็ช่วยทำให้คนหันมามองกีฬาแบดมินตันเยอะขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อจากนี้ คือการสร้างทีมชาติชุดต่อๆ ไปขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ จริงๆ การที่มีเด็กเยาวชนเก่งๆ มาต่อยอด มันทําให้เราเองไม่หยุดพัฒนาตัวเอง พยายามดูแลตัวเอง และผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีก อย่างประสบการณ์ตอนไปโอลิมปิกเกมส์ สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ มันเป็นเวทีสำหรับคนที่พร้อมจริงๆ ใครพร้อมมากที่สุดก็เป็นคนนั้นแหละที่จะคว้าเหรียญกลับมาได้ เราเองอาจจะยังไม่ใช่คนที่พร้อมมากที่สุด ก็แค่กลับมาเตรียมพร้อมใหม่ อีกสี่ปีข้างหน้าก็ค่อยสู้ต่อ”
เราทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ด้วยความสงสัยว่า ทุกครั้งที่ลงสนาม นักกีฬาระดับโลกแบบเขานึกถึงอะไร ชายหนุ่มนิ่งคิดแล้วตอบว่า “ทุกวันนี้เวลาที่ผมลงสนาม ผมจะมองธงชาติไทย เพราะผมมองเห็นคนไทยหลายๆ คนอยู่ในธงนั้นกำลังคอยเราอยู่ ผมอยากจะสู้เพื่อเขา อยากตอบแทนเขา อยากจะซ้อมให้เต็มที่ อยากจะทำให้เต็มที่ ให้พวกเขาทุกคนภูมิใจ (ยิ้ม)”





