David Beckham wearing Loro Piana jacket; Hanes tank top; Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Cover เดวิด เบ็คแฮม ในแจ็คเก็ตของ Loro Piana เสื้อจาก Hanes และกางเกงจาก Celine
David Beckham wearing Loro Piana jacket; Hanes tank top; Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)

David Beckham on his family, Netflix documentary ‘Beckham’ and future plans

ถ้าคิดว่าเรื่องราวของคนดังอย่างเดวิด เบ็คแฮม ไม่น่าจะมีอะไรใหม่ แต่ถ้าได้ชมซีรีส์สารคดีใหม่ล่าสุดของเขาในเน็ตฟลิกซ์ อาจจะต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ามีหลายเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน โลกต้องยอมรับว่า เบ็คแฮมเป็นนักฟุตบอลอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเขา ก่อนจะผันตัวมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์สินค้าต่างๆ รวมทั้งเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นของตนเอง และมิใช่แค่ในอังกฤษเท่านั้น กระทั่งเจ้าของทีมฟุตบอลในสหรัฐอเมริกา ก็ไม่มีใครปฏิเสธชื่อเสียงและการเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของเขาได้ เช่นในปีพ.ศ. 2551 เบ็คแฮมไปเยือนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาความขัดแย้งที่ประเทศเซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) ในแอฟริกาตะวันตกในฐานะทูตยูนิเซฟ แม้ว่าจะไม่เคยเดินทางไปประเทศนี้มาก่อน แต่เบ็คแฮมก็ถูกรุมล้อมจากเด็กๆในฐานะขวัญใจของพวกเขาอย่างอบอุ่น

เบ็คแฮมก็เช่นเดียวกับบุคคลสาธารณะทั้งหลาย ที่การมีชีวิตอยู่ในสายตาของสาธารณชน แทบจะหมายถึงการสูญเสียความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง แต่โซเชียลมีเดียก็ทำให้คนดังอย่างเบ็คแฮมกลับมาจัดการกับเรื่องนี้ได้อีกหน เขาเลือกเวลาและวิธีที่จะแชร์ภาพชีวิตครอบครัวตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ (ดูช่วงเวลาเหล่านั้นได้ใน TikTok ของครอบครัวเบ็คแฮม) การตัดสินใจของเบ็คแฮมที่จะแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตของเขา จึงไม่ต่างจากการกู้ภาพลักษณ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดรับและเชิญชวนให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม

Tatler พบกับเบ็คแฮมครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขณะอยู่ที่มาเก๊า เขาไปร่วมงานเปิดตัวโรงแรม The Londoner Macao ที่เขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมทั้งร่วมออกแบบห้องสวีทของโรงแรมด้วย    

“ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับ Tatler Asia  ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางมาเอเชียสม่ำเสมอ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มาที่นี่ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ขึ้นปกฉบับสำคัญของนิตยสาร Tatler Asia ด้วย”

อ่านเพิ่มเติม: เปิดโลกของเดวิด เบ็คแฮม ไปกับ ซีรีส์ "Beckham" ฉายทั่วโลกพร้อมกันทาง Netflix 4 ตุลาคม

 เราพบกันอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้วในออฟฟิศของเขาย่าน Central London เพื่อพูดคุยถึง “Beckham”  ซีรีส์สารคดีเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งมีกำหนดฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกทางเน็ตฟลิกซ์ไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ในซีรีส์นี้ เขาได้แบ่งปันเรื่องราวในชีวิต ผ่านโลกในแบบของเขา

“เพื่อนหลายคนแนะนำให้ผมทำสารคดีชีวิต” เขากล่าว “แต่จะเป็นเมื่อไรนั้นต้องขึ้นอยู่กับผมด้วย พอดีปีนี้ครบรอบสิบปีของการอำลาวงการฟุตบอลพอดี ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ใช่ที่สุด”

กระบวนการทำสารคดีเรื่องนี้ยากไหม? 

“ผมต้องพูดตามตรงว่า มันท้าทายจริงๆ ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่ยากที่สุดที่ผมเคยเจอมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายแน่นอน เท่ากับเป็นการทบทวนชีวิตของผม ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆ มากมายด้วย ผมนั่งดูซีรีส์กับภรรยา เราหันมามองหน้ากันและพูดว่า 'เราคงต้องพักสักพัก เพราะสองสามปีนี้เราเจออะไรกันมาเยอะมาก' ผมภูมิใจในสิ่งที่เราทำสำเร็จในซีรีส์นี้ เพราะเป็นสารคดีที่เป็นเรื่องราวส่วนตัวมากๆ ผมคิดว่าถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารคดีชีวิต ก็ควรจะต้องเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า หากคุณตัดอะไรทิ้งไป คนดูก็จะรู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป นี่เป็นโอกาสของผมที่จะได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง ด้วยคำพูดของผมเอง

แน่นอนว่าสารคดีชีวิตของคนอื่นๆ เขาก็ทำในแบบของเขา แต่ผมก็อยากทำในแบบของผม แบบที่ถ่ายทอดความจริงที่ผมเจอในช่วงเวลานั้น และอันที่จริงเอาจริงๆ ผมก็พอใจที่ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้"

Tatler Asia
David Beckham wearing Hanes tank top, Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮมสวมเสื้อกล้ามของ Hanes และกางเกงของ Celine (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย David Beckham)
Tatler Asia
David Beckham wearing Hanes tank top, Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮมสวมเสื้อกล้ามของ Hanes และกางเกงของ Celine (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย David Beckham)
David Beckham wearing Hanes tank top, Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
David Beckham wearing Hanes tank top, Celine trousers (Photo: courtesy of David Beckham)

“สิ่งแรกๆ ที่ผมคุยกับครอบครัวก็คือแรงสนับสนุนจากพวกเขา เพราะเขาต้องมีส่วนร่วมกับ
โปรเจกต์นี้และต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมไม่อยากให้มีกล้องตามติดตัวผมตลอดเวลา เพราะทำให้เราอึดอัดได้ ก็เลยกลายเป็นว่ามีแค่ผมและฟิชเชอร์ (สตีเวนส์ ผู้กำกับสารคดี) เราคุยกันอยู่นานถึง 45 ชั่วโมง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต่างการเข้ารับการบำบัดเลย เพราะผมเปิดใจเล่าเรื่องต่างๆอย่างเปิดเผย ที่สำคัญคือผมเชื่อว่าฟิชเชอร์จะตัดต่อและสะท้อนชีวิตของผมออกมาได้อย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง ตอนที่นั่งดูครั้งแรก ผมคิดว่า 'มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกเลย' แต่สิบชั่วโมงต่อมา ผมกลับมานั่งดูกับภรรยาอีกครั้ง เพิ่งรู้สึกว่า ผมต้องการอย่างนี้แหละ"

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในสิบชั่วโมงนั้น? 

“ตอนแรกผมนั่งดูคนเดียว แต่พอได้นั่งดูกับภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา 26 ปี เธอมีความเห็นบางอย่างซึ่งผมเชื่อ ผมตั้งคำถามว่าคนทั่วไปจะประหลาดใจกับเรื่องอะไรบ้าง หลายคนอาจคิดว่ารู้เรื่องของผมหมดแล้ว ชีวิตของผมไม่มีอะไรใหม่ๆให้น่าค้นหาอีกต่อไป

แต่ผมเชื่อว่าถ้าพวกเขาได้ยินสิ่งที่ผมพูดถึงหลายเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น ผมคิดอย่างไรกับการถูกไล่ออกจากสนามในปีพ.ศ. 2541 หรือความยากลำบากที่ต้องเจอหลังออกจากทีมแมนยูฯ
ซีรีส์จะบอกเล่าประสบการณ์เหล่านี้ในแบบที่ผู้ชมจะไม่เคยรู้มาก่อน  แน่นอนว่าบางเรื่องอาจจะเห็นจากข่าวแล้ว เช่น ผมมีแนวโน้มที่จะมีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมไม่เคยเล่าและยังไม่มีใครรู้"     

Tatler Asia
David Beckham wearing a Hanes tank top; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮม สวมเสื้อกล้ามของ Hanes และกางเกงของ Saint Laurent (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย เดวิด เบ็คแฮม)
Tatler Asia
David Beckham wearing a Loro Piana jumper; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮม ใส่ชุดจัมเปอร์ของ Loro Piana และกางเกงของ Saint Laurent (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย เดวิด เบ็คแฮม)
David Beckham wearing a Hanes tank top; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
David Beckham wearing a Loro Piana jumper; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)

นั่นหมายความว่าคุณเปิดใจในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ที่สื่อพากันพาดหัวข่าวแบบผิดๆใช่ไหม 

"ถูกต้อง ในซีรีส์นี้ผู้ชมยังจะได้ยินเรื่องราวจากคนที่อยู่รอบๆตัวผมด้วย เช่น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และภรรยาของผม การมีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบมาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเราโตขึ้น มุมมองในชีวิตก็เปลี่ยนไป เราจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงทำบางเรื่องเมื่อตอนอายุ 21 ปี และตอนนี้ผมก็รู้สึกได้ว่าผมแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง"

อดีตนักฟุตบอลหนึ่งเดียวคนนี้ มองโลกอย่างเข้าใจและพัฒนาตัวเองมานานนับสิบปี ท่ามกลางสายตาสาธารณชน เขามีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และเป็นที่รักของแฟนๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล โดยการเซ็นสัญญากับลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) เพื่อเข้าร่วมทีมอินเตอร์ ไมอามี เอฟซี (Inter Miami FC ) ของเขา ความคล้ายกันของคนคู่นี้คือเป็นคู่แข่งที่มีปรัชญาเหมือนกัน

“หลังจากวางมือเมื่อสิบปีก่อน ผมอยากจะหาสิ่งใหม่ๆ ทำ ผมไม่ใช่คนประเภทที่นอนพักผ่อนบนชายหาด แล้วบอกตัวเองว่าชีวิตหลังเกษียณต้องเป็นเช่นนี้ ผมชอบทำงาน เมื่อตัดสินใจแขวนสตั๊ด ผมจึงเดินทางไปอเมริกาและประกาศวิสัยทัศน์ของผมในการสร้างทีมอินเตอร์ไมอามีในปี 2556  สิ่งที่ผมต้องการไม่ต่างจากเจ้าของทีมฟุตบอลคนอื่น ผมอยากมีผู้เล่นที่ดีที่สุด มีนักกีฬาชั้นหนึ่ง เพื่อทีมของเรา และเพื่อแฟนของสโมสร ซึ่งเมสซีเป็นคนเดียวที่อยู่ในใจผม 

ไม่ใช่เพียงเพราะความสามารถในสนามของเขาเท่านั้น แต่ผมยังรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไรเมื่ออยู่นอกสนาม เขาเป็นคนถ่อมตัว เป็นผู้ชายรักครอบครัวที่ทุ่มเทให้กับสังคม มันไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่เป็นเรื่องของการทำงานเป็นทีมด้วย

Tatler Asia
David Beckham wearing a Saint Laurent outfit (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮมในชุดของ Saint Laurent (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดยเดวิด เบ็คแฮม)
David Beckham wearing a Saint Laurent outfit (Photo: courtesy of David Beckham)

การนำเขามาร่วมทีมในอเมริกา ที่มีความแตกต่างจากลีกดังในยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมก็ชอบความท้าทาย ผมบอกหุ้นส่วนของผมตั้งแต่แรกว่า 'เมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เรารอคอย' เมื่อห้าปีที่แล้ว หุ้นส่วนของผม จอร์จ มาส (Jorge Mas) และผมแอบเข้าไปในโรงแรมที่บาร์เซโลนาเพื่อพบพ่อของเมสซี ผมบอกว่า เรารู้ว่าตอนนี้ลูกชายคุณยังไม่พร้อม แต่ความฝันของเราคือการมีเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเราให้ได้ในสักวัน จากนั้นเราก็เริ่มดำเนินการกันเลย ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา จอร์จเดินทางไปอาร์เจนตินาเพื่อพบกับครอบครัวและพูดคุยกับเมสซี จนเมื่อเขาใกล้จะย้ายจาก
บาร์เซโลนาไปปารีส แซงต์-แชร์กแมง และสัญญากำลังจะหมด เรารู้ทันทีว่าโอกาสมาถึงแล้ว แต่การที่เมสซีจะเซ็นสัญญากับเราในขณะที่มีตัวเลือกอื่นอย่างทีมในลีกของซาอุดิอาระเบีย ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

โชคดีที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาที่ใช่ และเราก็ไม่รอช้าที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ เรามีเงื่อนไขพิเศษสำหรับเขาหลายอย่าง ทั้งสัญญาและส่วนแบ่งของสโมสร หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเมสซีแล้วว่า เขาจะเอาอย่างไรต่อไป เราไม่กดดัน อยากให้เขาเลือกเพื่อให้ตัวเองและอันโตเนลลา (ภรรยา) มีความสุข จนเมื่อถึงเวลาจึงบอกเขาว่า 'คุณต้องประกาศการตัดสินใจแล้ว พวกเราจะรออยู่ที่นี่' ”

เบ็คแฮมรู้ข่าวของเมสซีขณะอยู่ที่ญี่ปุ่นกับครอบครัว “โทรศัพท์ของผมสั่นไม่หยุดตอนตีห้า ภรรยาเอามือตีผมและบอกให้กลับมานอน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าเกิดข่าวใหญ่ ตอนนั้นผมกระโดดจนตัวลอย ร้องตะโกน รู้สึกตื้นตันไปหมด เพราะลงมือลงแรงไปกับงานนี้มาก" เขากล่าว "ผมรู้มาตลอดว่าการนำเมสซีมาร่วมทีมจะเป็นจุดเปลี่ยนของลีกฟุตบอล และวงการกีฬาของอเมริกาทั้งหมด"

Tatler Asia
David Beckham wearing a Loro Piana jumper; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)
Above เดวิด เบ็คแฮม สวมชุดจัมเปอร์จาก Loro Piana และกางเกงจาก Saint Laurent (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย เดวิด เบ็คแฮม)
David Beckham wearing a Loro Piana jumper; Saint Laurent trousers (Photo: courtesy of David Beckham)

ทั้งการก้าวไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพและการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ดูเผินๆ เหมือนกับตำนานของวงการลูกหนังรายนี้เป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ หากเมื่อถามเขาว่าต้องการทิ้งตำนานไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างไร คำตอบของเขากลับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ  

“ผมแค่อยากได้รับการจดจำในฐานะคนดี ถ่อมตัว ใจกว้าง และขยันขันแข็ง นั่นคือสิ่งสำคัญ เมื่อมีคนถามว่าผมอยากทิ้งตำนานในอาชีพไว้อย่างไร ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีจรรยาบรรณในการทำงาน ไม่ยอมแพ้ ยอมรับความท้าทาย และก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้ นี่คือสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ของผมเอง ผมโชคดีที่ลูกๆ ของเราก็เป็นเช่นนั้น” เขากล่าวต่อ 

“ลูกๆ เราทุกคนชอบทำงานตั้งแต่เด็ก เช่น บรูคลินซึ่งตอนนี้อายุ 24 ปี แต่เมื่อตอนที่เขาอายุ 11 ปี เราให้เขาไปทำงานที่ร้านกาแฟฝรั่งเศสเล็กๆ ย่านไนท์สบริดจ์ (Knightsbridge) ลอนดอน ในช่วงเช้าสุดสัปดาห์ เขาต้องตื่นแต่เช้ามืด ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงบ่าย อาจดูเป็นงานเล็กน้อย แต่งานนี้สอนให้เขามีความรับผิดชอบและเห็นคุณค่าของการทำงานหาเงิน แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ลูกๆ ของเราสบายกว่าผมมาก ถ้าเทียบกับผมที่เป็นครอบครัวชนชั้นกลางในย่านอีสต์เอนด์ (East End) ของลอนดอน พ่อแม่ของผมเป็นช่างติดตั้งแก๊สและช่างทำผม ซึ่งทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พ่อยังคงแข็งแรงแม้อายุ 74 ส่วนแม่ยังคงตัดผมให้ลูกค้าอยู่บ้าง ผมจึงอยากให้คนในครอบครัวจำได้ว่าผมทำงานหนักเหมือนกับพ่อแม่ของผม”

และเมื่อจบการสัมภาษณ์ เราถามเขาว่าจะทำอะไรต่อ 

“ตอนนี้ผมต้องไปรับลูกสาว เวลาอยู่ในเมือง ผมมักจะรับ-ส่งลูกไปโรงเรียนเอง” น่าจะเป็นภาพที่หาชมได้ยาก เมื่ออดีตนักฟุตบอลคนดัง เปลี่ยนตนเองไปสู่บทบาทที่เขารักที่สุด นั่นคือการเป็นพ่อ 

Topics