Behind Blackpink’s Deadline is a band of international and in-house talent shaping every beat, hook, and lyric (Photo: Blackpink Official/Instagram)
Cover เบื้องหลังอัลบั้ม “Deadline” ของ Blackpink คือวงดนตรีที่ประกอบด้วยศิลปินทั้งจากต่างประเทศและภายในวงเอง ที่ร่วมกันรังสรรค์ทุกจังหวะ ท่อนฮุค และเนื้อเพลง (ภาพ: Blackpink Official/Instagram)
Behind Blackpink’s Deadline is a band of international and in-house talent shaping every beat, hook, and lyric (Photo: Blackpink Official/Instagram)

จาก Diplo ถึง Ejae สำรวจพลังสร้างสรรค์และขุมพลังที่หล่อหลอมเสียงดนตรีบทใหม่ของสี่สาว Blackpink

การกลับมาของ Blackpink ในอัลบั้มล่าสุด Deadline ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการคัมแบ็กตามวัฏจักรของวงการเคป๊อป หากป็นการประกาศทิศทางทางดนตรีครั้งใหม่ที่สะท้อนความทะเยอทะยานในระดับสากลอย่างชัดเจน เบื้องหลังทั้งห้าเพลงในอัลบั้มนี้คือทีมโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงกลุ่มเล็กแต่เปี่ยมพลัง ซึ่งผสานเครือข่ายสร้างสรรค์จากทั้งภายในค่ายและนอกอาณาจักรเคป๊อปได้อย่างน่าสนใจ

ความพิเศษที่ต้องจับตามองคือ สมาชิกทั้งสี่สาวของ Blackpink—Jisoo, Jennie, Rosé และ Lisa ต่างมีชื่อเป็นผู้ร่วมเขียนเพลง Go ซึ่งเป็นเพลงไตเติ้ลของอัลบั้ม ขณะที่บทเพลงอื่นๆ เป็นการผนึกกำลังระหว่างคู่ค้าทางดนตรีที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนานจาก The Black Label และ YG ควบคู่ไปกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ระดับนานาชาติ บทสรุปของ Deadline จึงไม่ใช่เพียงผลงานเพลง แต่คือภาพสะท้อนของอัตลักษณ์ที่ถูกหล่อหลอมจากหลายแรงบันดาลใจ ทั้งภายในและภายนอก

อ่านเพิ่มเติม: ลิสต์แบรนด์ที่ Jennie Blackpink ร่วมงานและเป็นพรีเซนเตอร์ในปี 2026 ตั้งแต่ Adidas ไปจนถึง Calvin Klein

 

‘Jump’

Jump ผลงานที่ปล่อยออกมาให้แฟนเพลงได้สัมผัสก่อนอัลบั้มเต็ม คือจุดตัดที่น่าสนใจระหว่างแนวดนตรี Dance-pop, Hardstyle และ EDM สะท้อนถึงการขยายขอบเขตทางดนตรีที่กว้างไกลยิ่งขึ้นของ Blackpink ตัวเพลงเปี่ยมด้วยพลังงานในแบบ Rave ที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองอันดุดันและเสียงสังเคราะห์ (synths) ที่ให้อารมณ์ฮึกเหิม แตกต่างจากดนตรีป๊อปที่คุ้นเคย เปิดตัวด้วยริฟฟ์กีตาร์ที่โดดเด่นก่อนจะเร่งเร้าเข้าสู่จังหวะที่ออกแบบมาเพื่อสั่นสะเทือนเวทีอารีน่าและเทศกาลดนตรีระดับโลก

Teddy Park ยังคงเป็นขุมพลังหลักผู้รับหน้าที่โปรดิวเซอร์คู่บุญของวง เช่นเดียวกับ 24 ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศของ The Black Label มาโดยตลอด ขณะที่ Diplo ดีเจและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันชื่อดัง ได้ก้าวเข้ามาเสริมทัพในฐานะนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์เพื่อเติมกลิ่นอายสากล นอกจากนี้ยังมีศิลปินและนักแต่งเพลงจากหลากหลายสัญชาติ อาทิ Zikai จากสวีเดน, Claudia Valentina จากอังกฤษ, Jumpa โปรดิวเซอร์ชาวเยอรมัน พร้อมด้วย Malachiii และ Jesse Bluu จากลอสแอนเจลิส ที่มาร่วมกันรังสรรค์ทำนองและเนื้อร้องให้มีความร่วมสมัยอย่างที่สุด

‘Go’

Go เพลงไตเติ้ลของอัลบั้มนี้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของวง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่สมาชิกทั้งสี่คนมีชื่อปรากฏในฐานะนักแต่งเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยได้ร่วมงานกับขุมกำลังระดับโลกอย่าง Chris Martin, Henry Walter และ Danny Chung

การได้ Chris Martin นักร้องนำแห่งวง Coldplay มารับหน้าที่ดูแลโครงสร้างเพลงและทำนอง คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของงานดนตรีเคป๊อปแบบเดิมๆ ผนึกกำลังกับ Cirkut (Henry Walter) เจ้าของรางวัลโปรดิวเซอร์แห่งปีจากเวทีรางวัลแกรมมี 2026 และ Danny Chung ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงฮิตอย่าง How You Like That และ Pink Venom รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ K-Pop Demon Hunters โดยมี Teddy ร่วมดูแลการผลิต เพื่อสร้างสรรค์ความลงตัวระหว่างดนตรีป็อปและอิเล็กทรอนิกส์

อ่านเพิ่มเติม: ไกลยิ่งกว่ากระแสฮันรยู “KPop Demon Hunters” การเริ่มต้นยุคใหม่ของดนตรี K-pop

การที่สมาชิกทั้งสี่คนมีส่วนร่วมโดยตรงในเนื้อร้องและการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนถึงวุฒิภาวะทางดนตรีที่เติบโตขึ้น โครงสร้างของเพลงโดดเด่นด้วยการใช้ท่อนร้องที่ให้อารมณ์ละเมียดละไม (atmospheric) ตัดกับท่อนฮุคที่ทรงพลังและปลุกเร้าอารมณ์ ในด้านการใช้เสียง Rosé และ Lisa สลับบทบาทระหว่างการร้องทำนองที่อ่อนหวานกับท่อนแร็พที่เฉียบคม ขณะที่ Jennie และ Jisoo ถ่ายทอดเนื้อร้องด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและเด็ดเดี่ยว เสริมให้เพลงนี้ดูทรงพลังและน่าเกรงขาม

‘Me and My’

บทเพลงจังหวะ Mid-tempo กลิ่นอาย R&B เพลงนี้เปรียบเสมือนจุดพักสายตาที่งดงามท่ามกลางความร้อนแรงของอัลบั้ม ตัวเพลงถูกสร้างสรรค์บนพื้นฐานของจังหวะฮิปฮอปแบบเรโทร ผสมผสานกับการใช้เครื่องเป่าที่ขัดเกลามาอย่างประณีตและจังหวะดนตรีที่ผ่อนคลาย สื่อถึงความเชื่อมั่นและความเป็นหนึ่งเดียวกันของสมาชิก

ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเพลงนี้ประกอบด้วยกลุ่มนักแต่งเพลงสาย R&B และ Pop จากตะวันตกเป็นหลัก นำโดย Dr. Luke (Lukasz Gottwald), Theron Thomas เจ้าของรางวัลแกรมมี, Vaughn Oliver โปรดิวเซอร์ชาวแคนาดา พร้อมด้วย Tobias Wincorn, Rocco Valdes และ Jelli Dorman การรวมตัวกันของบุคลากรกลุ่มนี้ ซึ่งมักจะฝากผลงานไว้กับเพลงฮิตในตลาดสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า Blackpink กำลังรุกคืบเข้าสู่แนวทางดนตรี R&B และ Melodic Pop อย่างเต็มตัว เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังในระดับสากลที่มีรสนิยมอันหลากหลาย

‘Champion’

ในเพลง Champion เราได้เห็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ Dr. Luke และ Theron Thomas โดยมี Ejae เข้าร่วมเสริมทัพ ซึ่งชื่อของ Ejae นั้นไม่ธรรมดา เพราะเธอคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Psycho โดย Red Velvet ที่ได้รับรางวัลระดับ Gold ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงเคยฝากผลงานให้กับ Aespa, Twice, Le Sserafim และ Nmixx มาแล้ว และล่าสุดเธอยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักแต่งเพลงและเจ้าของเสียงร้องในภาพยนตร์แอนิเมชั่น K-Pop Demon Hunters อีกด้วย

ดนตรีของ Champion โดดเด่นด้วยเสียงเคาะที่หนักแน่น จังหวะที่สม่ำเสมอ และการซ้อนเลเยอร์ของเสียงร้องที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ประดุจการแสดงในสเตเดียมระดับโลก ผู้ฟังบางกลุ่มยังตั้งข้อสังเกตถึงอิทธิพลของแนว Alt-pop และ Rock ที่แทรกซึมผ่านเสียงสังเคราะห์และพื้นผิวของเสียงกีตาร์ สร้างมิติทางดนตรีที่ก้าวข้ามป็อปกระแสหลักไปสู่พลังงานของการแสดงสดที่เร้าใจ

‘Fxxxboy’

อัลบั้ม Deadline ปิดท้ายด้วย Fxxxboy บทเพลงที่ปรับอารมณ์จากความสนุกสนานเร้าใจเข้าสู่พื้นที่แห่งการสะท้อนตัวตนและห้วงอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ด้วยจังหวะปานกลางและการเรียบเรียงดนตรีที่เรียบง่าย เน้นทำนองกีตาร์และการผลิตที่สุขุม เพื่อขับเน้นเสียงร้องของสมาชิกให้โดดเด่นที่สุด

ทีมงานเบื้องหลังเพลงนี้เป็นการระดมพลจากเครือข่ายของ The Black Label และพันธมิตรระดับโลก นำโดย Kush, Zikai, Vince นักแต่งเพลงคู่ใจของวง พร้อมด้วย Courtlin Jabrae Edwards และ Tommy “TB Hits” Brown โปรดิวเซอร์ผู้เคยเข้าชิงรางวัลแกรมมี การผสมผสานนี้สะท้อนถึงการรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของวงไปพร้อมกับการเปิดรับมุมมองใหม่ๆ ในด้านทำนองและเนื้อร้องได้อย่างน่าสนใจ

ตั้งแต่รายนามนักสร้างสรรค์ชุดใหญ่ใน Jump ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิกใน Go และทีมแต่งเพลงระดับโลกใน Me and My และ Champion อัลบั้ม Deadline คือผลลัพธ์ของกระบวนการสร้างสรรค์อันหลากหลาย ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับทีมงานคู่ใจ และวิสัยทัศน์ในการเลือกเฟ้นพันธมิตรจากภายนอกเพื่อสร้างความแปลกใหม่ได้อย่างไร้ที่ติ


This story was originally written in English by Chonx Tibajia.

ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 โดย Chonx Tibajia โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ


 

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด