จากงานศิลปะกราฟิตี้ สู่ผืนผ้าไหมตัวแทนของความหรูหรา
นับว่าไม่ง่ายเลยที่ศิลปินสตรีทผู้เชี่ยวชาญการพ่นสีกราฟิตี้อย่าง ซิริล คองโก (Cyril Kongo) จะก้าวข้ามขอบเขตการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และทำให้เส้นแบ่งของสกุลงานศิลปะเบาบางลง จนความเป็นสตรีทอาร์ตได้เข้าไปปรากฎและมีบทบาทในหลากหลายลักซ์ชูรีแบรนด์ ตั้งแต่ Hermès, Chanel ไปจนถึงนาฬิกาหรูอย่าง Richard Mille หรือแม้แต่เครื่องครัวอย่าง La Cornue หรือแม้กระทั่งบนเครื่องบินกับ Airbus Corporate Jets (ACJ) 220 ทำให้ตอนนี้แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วัฒนธรรมสตรีทได้เข้าครอบครองพื้นที่ของลักซ์ชูรีแบรนด์แล้วอย่างสมบูรณ์มาเกือบทศวรรษ
อ่านเพิ่มเติม: “Call of the Cardamoms” กับระดมทุนงาน ศิลปะ ตอบรับเสียงเรียกจากทิวเขาพนมกระวาน ผ่านหลายผลงานของ บิล เบนส์ลีย์
“ผมถูกสปอยล์มาตลอด” Cyril กล่าว เขาเริ่มเล่าเรื่องราววัยเยาว์ของเขาสมัยที่ยังเป็นศิลปินวัยรุ่น “ตอนที่ไปแบกแดด จนถึงริโอ เดอ จาเนโร ผมนอนบนโซฟาในอพาร์ตเมนต์ของเพื่อน กินอาหารแบบคนท้องถิ่น ปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงแบบที่คนที่นั่นเขาทำกัน ใช้ชีวิตกับพวกเขา และทำเหมือนว่าทุกที่คือบ้านของผม”
“ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ บาหลี โฮจิมินห์ โซล หรือชิบูย่า ต่างก็เป็นเมืองที่สุดยอด ผมเคยไปพ่นสีกำแพงที่ปราก เริ่มได้รู้จักคนที่นั่นที่เป็นคนพื้นที่จริงๆ ข้อดีคือผมไม่เคยถูกเชียร์ให้ซื้อของที่ระลึกเลย (หัวเราะ) ผมเริ่มสร้างงานกราฟิตี้และทำมาต่อเนื่องในหลากหลายเมือง ตัวอาคารในเมืองคือผืนผ้าใบของผม ที่ผมสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ เส้นทางการเป็นศิลปินของผมมันค่อนข้างจะเป็นอิสระ คงบอกไม่ได้ว่าไม่เหมือนใคร เพราะผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ผมสร้างผลงานชิ้นต่อๆ มาได้เป็นอย่างมาก”
Above Cyril Kongo ในสตูดิโอศิลปะที่ปารีส (ภาพ: Cyril Kongo)
ในช่วงปี 1980’s Cyril เริ่มพ่นสีสเปรย์ครั้งแรกที่กรุงปารีส ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในโลกใต้ดิน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่าศิลปินกราฟิตี้จำนวนมากในยุคนั้น หลังประสบความสำเร็จในปารีส Cyril เริ่มออกเดินทางไปทั่วโลก ทั้งบราซิล โคลอมเบีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในยุโรป รวมถึงเมืองต่างๆ ที่เขากล่าวไว้ก่อนหน้า ทำให้เขาได้เห็นผลงานศิลปะและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นที่มีเรื่องงานฝีมือเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เพราะงานฝีมือนั้นบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่สมัยยุคหินที่ผู้คนขีดเขียนบนผนังถ้ำ ภาพการดำรงชีวิต ไล่ล่าวัวควาย หรือแม้แต่การเฉลิมฉลองต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนผ่านเป็นผลงานที่สร้างจากมือมนุษย์ ไล่เรียงมาเรื่อยๆ มีการพัฒนามากขึ้น ความละเอียดของการทำงานฝีมือก็ยิ่งมีมากขึ้น ผสมผสานและเบ่งบานไปกับความรุ่มรวยของแต่ละวัฒนธรรม ทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยความน่าสนใจ เพราะเหตุนี้ผมจึงมักอยากร่วมงานกับคนที่อาศัยฝีมือในการทำงานมาโดยตลอด” คำตอบของ Cyril ทำให้เราพอจะเห็นภาพสไตล์การทำงานของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Hermès คอลเล็กชั่น Graff (ภาพ: Cyril Kongo)
ปี 2011 ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดคิดในวงการแฟชั่นก็เกิดขึ้น เมื่อ Hermès เปิดตัวคอลเล็กชั่น Fall / Winter ประจำปี 2011-2012 กับผลงานความร่วมมือกันระหว่าง Cyril Kongo และ Hermès อย่างผ้าพันคอลายกราฟิตี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ที่แบรนด์เครื่องหนังแถวหน้าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพ วิธีการผลิต การสร้างสรรค์ผลงาน และความคลาสสิก ได้ร่วมงานกับศิลปินสตรีทอาร์ต ที่ไม่ว่าจะดูทางไหนก็ไม่น่าจะเวียนมาบรรจบกันได้เลย
“ในช่วงปีนั้น ผมยังเป็นศิลปินกราฟิตี้ตามท้องถนนอยู่เลย” Cyril กล่าว “วันหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังพ่นสีผลงานอยู่ จู่ๆ ก็มีชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเดินผ่านมาแล้วหยุดคุยกับผม เขาพรั่งพรูสารพัดคำถามเกี่ยวกับการพ่นสีสเปรย์บนกำแพง เขาขอให้ผมวาดภาพลงบนหมวกของลูกชายเขา และตอบแทนผมด้วยเบียร์ แน่นอนว่าผมตอบรับทันที (หัวเราะ) จนได้มารู้ทีหลังว่าเขาคือกรรมการผู้จัดการของ Hermès Asia Pacific โดยผมเริ่มจากการวาดกราฟิตี้ที่ดิสเพลย์ในสนามบิน จนได้ร่วมงานกับทางแบรนด์ในส่วนของผ้าพันคอในคอลเล็กชั่น Graff ภายใต้การดูแลของ Pierre-Alexis Dumas ที่ตอนนี้เขาคือผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ (artistic director) ของ Hermès” เขาพยายามนึกย้อนรายละเอียดของเรื่องราวให้ได้มากที่สุดกับเส้นทางการเข้าสู่วงการลักซ์ชูรี
อ่านเพิ่มเติม: 5 คอลเล็กชั่นหยิบยกแรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Hermès คอลเล็กชั่น Graff (ภาพ: Cyril Kongo)
“สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบในการทำงานกับ Hermès คือวิธีการทำงานที่ผมได้วาดงานลงบนผ้าใบและนำมาเสนอกับทีม มันมีความเป็นงานคราฟต์ที่ไม่ซ้ำกันเลยสักชิ้น เพราะในยุคนี้ทุกคนแทบจะทำงานบนคอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว” Cyril ตอกย้ำการทำงานแบบ handcraft ที่เขาชื่นชอบ
นี่เป็นเพียงก้าวแรกของเขาในวงการลักซ์ชูรีในฐานะศิลปินสตรีทอาร์ต โดย Hermès ได้กลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดออกให้เขาได้สัมผัสกับโลกแห่งความหรูหรา และต่อยอดสร้างผลงานที่เปี่ยมด้วยพลังความสร้างสรรค์ของศิลปะบนท้องถนนที่เป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Chanel, Richard Mille หรือแม้แต่เครื่องครัวอย่าง La Cornue และเลยเถิดไปไกลกับการร่วมงานกับแบรนด์เครื่องบินอย่าง Airbus Corporate Jets (ACJ) 220

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Airbus Corporate Jets (ภาพ: Cyril Kongo)

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Airbus Corporate Jets (ภาพ: Cyril Kongo)

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Richard Mille ในรุ่น RM 68-01 Tourbillon Cyril Kong (ภาพ: Cyril Kongo)
Cyril ยังเล่าเรื่องการได้ร่วมงานกับแบรนด์นาฬิการะดับโลกอย่าง Richard Mille ในโปรเจ็กต์รุ่น RM 68-01 Tourbillon Cyril Kongo เพิ่มเติมให้เราฟัง
“ผมมีโอกาสได้เจอ Richard Mille เราได้คุยกันเล็กน้อย และมีบางสิ่งที่เราอยากทำด้วยกัน พอรู้ตัวอีกทีผมก็อยู่บนเครื่องบินที่กำลังบินไปสวิตเซอร์แลนด์ และถูกพาไปที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ ผมใช้เวลา 2 ปีในการพ่นสีชิ้นส่วนเล็กๆ เพื่อสร้างงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ ผลลัพธ์ก็คือนาฬิกา 30 เรือนที่ไม่ซ้ำกัน”
ทั้งหมดนี้ Cyril ได้สรุปรวมใจความทั้งหมดเป็นคำภาษาฝรั่งเศสเพียงคำเดียว นั่นคือ Savoir-être ที่ถ้าแปลแบบตรงตัวจะหมายความว่า 'ไหวพริบ' แต่ถ้าหากขยายความจากผลงานที่เขาสร้างสรรค์ไว้ นั่นคือการทำอะไรบางอย่างจนเกิดเป็นทักษะความเชี่ยวชาญที่สามารถจดจำได้ด้วยมือ หรือการที่เราใช้มือทำอะไรบางอย่างจนสามารถจดจำความเคลื่อนไหวและทำมันได้อย่างชำนาญนั่นเอง
อีกหนึ่งความน่าสนใจในชีวิตการทำงานของ Cyril Kongo คือการได้ร่วมงานกับนักออกแบบระดับตำนานอย่าง Karl Lagerfeld กับผลงานคอลเล็กชั่น Chanel Métiers d’art 2018/19
“มันเป็นช่วงเวลา 2 เดือนที่วิเศษมาก” Cyril ตอบเราทันทีที่เขาได้ยินชื่อของดีไซเนอร์ในตำนาน

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Chanel คอลเล็กชั่น Métiers d’art 2018/19 (ภาพ: Cyril Kongo)

Above ผลงานศิลปะของ Cyril Kongo กับ Chanel คอลเล็กชั่น Métiers d’art 2018/19 (ภาพ: Cyril Kongo)
“ถ้าใครเคยได้ยินว่า Karl Lagerfeld เป็นคนทำงานหนัก ผมการันตีได้เลยว่า เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอยู่ที่สตูดิโอชั้น 5 ที่สามารถมองเห็นไฟในห้องทำงานบริเวณชั้น 3 ของเขา ที่เปิดจนถึงตี 2 ทุกวัน บางวันเขาจะโบกมือให้ผมในช่วงดึกอยู่เสมอ แน่นอนว่านั่นทำให้ผมมีไฟทำงานจนถึงเช้าไปด้วย (หัวเราะ)”
นี่คือบรรยากาศการทำงานตลอด 2 เดือนของเขาในฐานะผู้ร่วมงานของดีไซเนอร์ระดับตำนานและแบรนด์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน กับผลงานในตระกูลของคอลเล็กชั่น Métiers d’art ที่เป็นการเชิดชูฝีมือของสารพัดช่างที่รังสรรค์ผลงานอย่างเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เปรียบเสมือนหลักฐานที่สะท้อนความรุ่มรวยและมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศส
แน่นอนว่าผลงานทุกชิ้นจากคอลเล็กชั่น Métiers d’art คือการตัดเย็บชั้นครู และเครื่องประดับโดยช่างฝีมือที่ส่งต่อเทคนิคการรังสรรค์จากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงงานด้านรายละเอียดสุดประณีต
“เขาสอนให้ผมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มีแต่คำว่าต้องไปต่อ เพราะยิ่งสร้างสรรค์ผลงานมากเท่าไหร่ คุณยิ่งแตกต่างจากศิลปินคนอื่นมากเท่านั้น และที่สำคัญคือต้องซื่อสัตย์กับตัวเองอยู่เสมอ อย่าหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เราควรทำทุกสิ่งให้ดีอยู่เสมอ และเราจะสัมผัสถึงมันได้ตอนที่ทำสำเร็จ”
นับเป็นบทเรียนสุดท้ายที่ Karl ได้มอบไว้ให้กับ Cyril ที่เขานำมาปรับใช้ในการทำงานจนถึงวันนี้
Topics




