โปรเจ็กต์บ้านส่วนตัวโดยสตูดิโอ Onion ที่เนรมิตประสบการณ์พักผ่อนระดับรีสอร์ตหรูสู่บ้านตากอากาศหลังงาม ตั้งแต่ลูกเล่นแสงเงา งานคราฟต์ ไปจนถึงแลนด์สเคปที่เคารพธรรมชาติ
"เวลาแขกที่ขับผ่านเข้ามาด้านใน มันจะให้ความรู้สึกก้ำกึ่งว่านี่เราอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านนะ... มันเป็นประสบการณ์การรับรู้ว่าบริเวณรอบๆ ทางเข้าด้านในทั้งหมด มันคือแกลเลอรีที่สะท้อนไลฟ์สไตล์และรสนิยมเจ้าของบ้านได้ชัดเจน" ป้อ ศิริยศ ชัยอำนวย สถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ Onion เกริ่นให้เราฟัง
มันไม่ได้เป็นเพียงการอธิบายเลย์เอาต์ของบ้านตากอากาศในเขาใหญ่หลังนี้ แต่ยังเป็นการบอกเล่า 'ประสบการณ์' ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเบลอเส้นแบ่งระหว่างการอยู่อาศัยและศิลปะ สู่การเป็นแกลเลอรีส่วนตัวที่บอกเล่าตัวตนของเจ้าของบ้านได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเยือน
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: เปิดบ้าน OB House บ้านทรงกล่องสีขาวที่ออกแบบตามชีวิตจริงของคู่รักนักออกแบบ

Above สถาปัตยกรรมสีขาวสะดุดตาที่โอบล้อมคอร์ตยาร์ดตรงกลาง พร้อมหลังคาสีเอิร์ธโทนและดีเทลซุ้มโค้งสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน (ภาพ: Wworkspace)
ด้วยความที่ Onion เป็นสตูดิโอที่มักฝากฝังผลงานระดับมาสเตอร์พีซไว้ในแวดวงโรงแรมบูติกและช็อปแบรนด์หรูชั้นนำมากมาย การตัดสินใจรับโปรเจ็กต์ออกแบบบ้านส่วนตัวจึงทำให้เรารู้สึกสนใจอยากพูดคุยถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็กต์นี้เป็นพิเศษ
"ความท้าทายที่สุดก็คงเป็นการออกแบบบ้านนี่แหละครับ เพราะเราไม่ค่อยได้รับออกแบบบ้านเลย ส่วนใหญ่จะทำงาน public spaces ครับ... พอตัดสินใจมาทำบ้าน มันต้องใส่ใจรายละเอียดและคาแร็กเตอร์ส่วนตัวของเจ้าของบ้านค่อนข้างเยอะ ถือว่าท้าทายมากๆ เลยครับ” ป้อเล่า
สำหรับ Khaoyai House หลังนี้ สถาปนิกได้นำเอาศาสตร์การสร้างความสุนทรีย์ระดับรีสอร์ตไฮเอนด์ มาหลอมรวมเข้ากับสเกลการใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือสถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือน "กล่องแพนโดรา" ที่ภายนอกถูกห่อหุ้มด้วยความเรียบหรูคุมโทน แต่เมื่อก้าวเข้ามาสำรวจภายใน บ้านหลังนี้กลับซ่อนลูกเล่น การเปลี่ยนผ่านของอารมณ์ และดีเทลที่น่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้เกือบทั้วทั้งพื้นที่

Above คอร์ตยาร์ดกลางบ้านที่เปิดรับแสงแดดและเงาตกกระทบ ทำหน้าที่เป็นทั้งลมหายใจและแกลเลอรีต้อนรับผู้มาเยือน (ภาพ: Wworkspace)
Origin And Narrative
จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์นี้มาจากแพสชั่นส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ผู้หลงใหลและสะสมผลงานศิลปะจำนวนมาก ประกอบกับความคุ้นเคยในแวดวงธุรกิจโรงแรม ทำให้เจ้าของบ้านเปิดกว้างต่อกระบวนการคิดแบบ Hospitality Design และมอบความไว้วางใจให้ทีมออกแบบเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของบ้านอย่างเต็มที่
แทนที่จะออกแบบบ้านตากอากาศในรูปแบบเดิมๆ สถาปนิกเลือกที่จะตีโจทย์ให้พื้นที่ของบ้านทำหน้าที่รองรับคอลเล็กชั่นศิลปะ โดยร้อยเรียงฟังก์ชั่นการพักอาศัยให้กระจายตัวล้อมรอบคอร์ตยาร์ดตรงกลาง เปลี่ยนผนังทางเดินรอบบ้านให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานอาร์ตไปในตัว
"เจ้าของบ้านแกชอบสะสมงานอาร์ตมากๆ ครับ เพราะฉะนั้นคอนเซ็ปต์ เราเลยจะทำเหมือนแกลเลอรีที่ล้อมรอบตรง main entrance ที่เป็นจุด drop off ไว้" ป้ออธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้สเปซต้อนรับแขกสามารถสะท้อนภาพจำและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้ชัดเจนที่สุด การวางผังลักษณะนี้ทำให้บ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่นาทีแรกที่รถขับเข้ามาจอด โดยใช้ศิลปะที่โอบล้อมอยู่รอบคอร์ตยาร์ด คอยนำพาสายตาและความรู้สึกของผู้มาเยือนไปตลอดเส้นทางก่อนก้าวเข้าสู่ตัวบ้าน
Aesthetics And Function
หากมองภาพรวมของสเปซ สถาปัตยกรรมแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นอาคาร 2 ชั้นที่ซ่อนพื้นที่ห้องฟิตเนสเอาไว้บริเวณชั้นล่างสุด โดยมีฟังก์ชั่นของห้องนอนทั้ง 4 ห้องกระจายตัวอยู่อย่างเป็นสัดส่วน ทั้งรูปแบบของห้องนอนชั้นล่างด้านหน้าบ้านที่ยื่นออกไปคล้ายกลาสเฮาส์ และห้องนอนชั้นบนที่ทุกห้องถูกวางผังให้หันหน้ารับวิวภูเขา ตัวบ้านถูกแบ่งแยกซ้ายขวาอย่างชัดเจนจากแกนหลัก จากจุด drop-off เมื่อเปิดประตูด้านในเข้ามาจะพบกับมุมที่นั่งกึ่งเอาต์ดอร์พร้อมเตาผิง ปีกขวาของบ้านนำไปสู่ห้องนั่งเล่นหลัก ส่วนปีกซ้ายเชื่อมต่อไปยังห้องรับประทานอาหารแบบทางการขนาด 14 ที่นั่ง
การจัดสรรพื้นที่ภายในบ้านหลังนี้ใช้แนวคิดการบาลานซ์ฟังก์ชั่นผ่าน "อารมณ์" (Emotional Zoning) แม้ภายนอกจะดูเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นสีขาวสะอาดตา แต่เมื่อก้าวเข้ามาภายใน แต่ละโซนกลับซ่อนความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
"อยากให้แต่ละห้องดูแล้วเหมือนจะคล้ายกันนะ แต่ถ้าเข้าไปใช้งานจริงๆ แต่ละโซนจะมีฟีลลิ่งที่ต่างกัน" ป้อเล่าถึงมู้ดบอร์ดของบ้าน โซนรับแขกหลักถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่สีขาวล้วน ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย เบาลอยราวกับอยู่ในก้อนเมฆ ขณะที่ห้องรับประทานอาหารกลับใช้โทนสีที่ดูเข้มขรึม เพื่อสร้างบรรยากาศแบบกึ่งทางการ ชวนให้รู้สึกน่าค้นหาและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

Above พื้นที่ห้องนั่งเล่นที่โดดเด่นด้วยงานศิลปะชิ้นใหญ่และผนังกรุไม้ มอบความรู้สึกอบอุ่นทว่าหรูหราดั่งแกลเลอรีจัดแสดงงานศิลป์ส่วนตัว (ภาพ: Wworkspace)

Above เลานจ์กึ่งเอาต์ดอร์ที่โชว์ดีเทลฝ้าเพดานไม้สไตล์รัสติกดิบเท่ พร้อมเปิดรับวิวสระว่ายน้ำและภูเขาเบื้องหน้าแบบพาโนรามา (ภาพ: Wworkspace)
เมื่อเดินลึกเข้ามาในโซนไพรเวตอย่างห้องนอนทั้ง 4 ห้อง สถาปนิกยังคงรักษากลิ่นอายความเซอร์ไพรส์เอาไว้ในรายละเอียด โดยเฉพาะห้องนอนมาสเตอร์ (Master Bedroom) ที่ตกแต่งด้วยเตียงนอนสีดำขลับ เชื่อมต่อไปยังห้องน้ำที่ออกแบบแปลนให้ค่อนข้างเปิดโล่ง (Open-plan) เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะพบกับอ่างอาบน้ำและพื้นที่ Walk-in Closet ที่จัดวางเลย์เอาต์ให้สามารถมองเห็นวิวพื้นที่สีเขียวของสนามกอล์ฟเบื้องหน้าได้อย่างเต็มตา พร้อมแยกฟังก์ชั่นห้องอาบน้ำและห้องน้ำไว้ซ้ายขวาอย่างเป็นสัดส่วน
นอกจากนี้ ห้องนอนบริเวณชั้นล่างที่ถูกออกแบบให้มีอารมณ์คล้ายคลึงกับกลาสเฮาส์ สามารถเปิดรับวิวกระจกได้ถึง 3 ด้าน โดยเลือกใช้ฝ้าหลังคาเป็นไม้ตั้งลอนที่มีความรัสติก ในขณะที่ห้องน้ำบางห้องก็มีการซ่อนดีเทลสนุกๆ อย่างการใช้กระจกเงาทรงกลม เพื่อล้อไปกับเส้นโค้ง (Arch) ของสถาปัตยกรรมหลักอีกด้วย
อีกหนึ่งความโดดเด่นคือการมอบอิสระในการเข้าถึงพื้นที่ บ้านหลังนี้ไม่มีการบังคับเส้นทางเดินที่ตายตัว ผู้อยู่อาศัยหรือแขกสามารถเดินผ่านจุด drop-off หลัก หรือจะเลือกเดินลัดเลาะไปเคาะประตูบานเล็กเพื่อเข้าสู่ห้องอาหารโดยตรงเลยก็ได้ เส้นทางที่แตกต่างกันย่อมสร้างมู้ดและประสบการณ์ที่ต่างกันออกไปในแต่ละวัน
ที่สำคัญ สเปซแต่ละส่วนยังถูกออกแบบให้เชื่อมต่อถึงกันด้วยแกนสายตา แม้จะแบ่งโซนการใช้งานอย่างชัดเจน แต่หากต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็สามารถเปิดประตูกระจกออกทั้งหมดเพื่อหลอมรวมสเปซให้มองทะลุถึงกันได้ตลอดแนว

Above มุมนั่งเล่นที่ซ่อนตัวอยู่ในสเปซกึ่งไพรเวต คุมโทนความอบอุ่นด้วยโต๊ะไม้ธรรมชาติและงานอาร์ตที่คอยเชื้อเชิญให้มาเอนกายพักผ่อน (ภาพ: Wworkspace)

Above พื้นที่อ่างล้างหน้าดีไซน์สะอาดตาที่ซ่อนลูกเล่นของรูปทรงโค้งมนและช่องแสง เสริมความคราฟต์ด้วยอ่างหินธรรมชาติที่ตั้งวางอย่างประณีต (ภาพ: Wworkspace)
Material And Craft
ในพาร์ตของงานอินทีเรียดีไซน์มีการทำงานร่วมกับดาว วิชาดา สีตะกลิน ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มรายละเอียดของสเปซ "พี่ดาวช่วยดูในเรื่องอินทีเรียและเป็นคนช่วยเลือกพวกเฟอร์นิเจอร์ พร็อพต่างๆ ครับ... ในส่วนพื้นผิวอินทีเรียทั้งหมด ป้อจะช่วยดู" ป้อเล่าถึงการแบ่งการทำงาน ซึ่งการตกแต่งภายในได้ดึงเอาเสน่ห์ของความขัดแย้งทางพื้นผิว (Texture Contrast) มาใช้ดึงอารมณ์ของสเปซได้อย่างน่าสนใจ โดยจับคู่ความหรูหราเข้ากับความดิบของวัสดุธรรมชาติ
เริ่มตั้งแต่บริเวณลานคอร์ตยาร์ดที่โอบล้อมแกลเลอรี สถาปนิกเลือกใช้พื้นหินอ่อนชิ้นเล็กๆ มาปูประดับ เพื่อเบรกความนิ่งเรียบของสถาปัตยกรรมสีขาว พร้อมสอดแทรกกลิ่นอายแบบเมดิเตอร์เรเนียนผ่านการใช้เส้นสายของซุ้มโค้งตลอดแนวทางเดิน ซึ่งเมื่อแสงสาดส่องมากระทบจะเกิดมิติของเงาตกกระทบที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีการสร้างความต่อเนื่องของงานดีไซน์เฉกเช่นการออกแบบโรงแรม ด้วยการนำดีเทลลอนฝ้าเพดานจากห้องนั่งเล่น มาย่อสเกลลงเพื่อใช้ในบริเวณโถงบันได เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงทางสายตา

Above โถงทางเดินแบบ Double Volume ที่โอ่อ่าและทอดยาว เชื่อมต่อสเปซด้วยเส้นสายของซุ้มโค้งที่มอบความรู้สึกสง่างามและโปร่งสบาย (ภาพ: Wworkspace)

Above การเล่นระดับของซุ้มโค้ง (Arch) ซ้อนกันในโถงทางเดิน สร้างมิติแห่งแสงและเงาที่นำพาสายตาเข้าสู่สเปซภายในราวกับกำลังเดินชมงานศิลป์ (ภาพ: Wworkspace)
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในแต่ละโซน จะเห็นการเลือกใช้วัสดุที่ล้อไปกับอารมณ์ความรู้สึกของห้องต่างๆ อย่างชัดเจน ในขณะที่ห้องนั่งเล่นหลักเลือกใช้สีขาวล้วนเพื่อความโปร่งเบา ห้องรับประทานอาหารกลับเลือกใช้ผนังไม้สนที่ผ่านกระบวนการเผาไฟจนกลายเป็นสีดำชาโคล จับคู่กับพื้นไม้โอ๊กเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูเข้มขรึม รายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์อย่างเก้าอี้รับประทานอาหารก็ถูกเลือกให้มีเส้นสายเรียบง่าย กึ่งอาร์มแชร์ ที่ดูทางการแต่ยังแฝงความนุ่มนวลและนั่งสบาย เสริมจุดนำสายตาด้วยโคมไฟสั่งทำพิเศษ (Bespoke) รูปทรงกระดิ่งซึ่งเป็นผลงานของช่างฝีมือชาวไทย ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มสเปซให้ดูอบอุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้น

Above มุมพักผ่อนที่จงใจเปิดกรอบหน้าต่างบานกว้าง เพื่อดึงเอาความเขียวขจีของสนามกอล์ฟและต้นไม้ภายนอกเข้ามาเป็นภาพวาดชิ้นเอกของห้อง (ภาพ: Wworkspace)

Above โซนรับแขกหลัก (Main Living Room) เนรมิตความโปร่งเบาด้วยโทนสีขาวสะอาดตาและดีเทลฝ้าเพดานทรงคลื่น ให้ความรู้สึกราวกับนั่งพักผ่อนอยู่บนก้อนเมฆ (ภาพ: Wworkspace)
ความดิบเท่ยังถูกนำไปใช้ในโซนเอาต์ดอร์ริมสระว่ายน้ำ ที่เลือกใช้ฝ้าเพดานไม้สักขัดสีให้ดูรัสติก (Rustic) เผยให้เห็นร่องรอยตามธรรมชาติ "คือบ้านมันมีสองความรู้สึก มีบางส่วนที่เนี้ยบ แล้วก็บางส่วนที่มีความคราฟต์กับความดิบนิดหนึ่ง" ป้อขยายความถึงการสร้างมิติให้บ้านไม่ดูแข็งกระด้างจนเกินไป
ความคราฟต์ที่จงใจปล่อยให้มีความดิบนี้ ยังรวมไปถึงเตาผิงฟืนกึ่งเอาต์ดอร์ที่ใช้การปั้นแต่งปูนให้มีรูปทรงโค้งมน เพื่อให้รับกับดีไซน์ของชุดเก้าอี้ ตลอดจนการเลือกใช้ม่านไม้ไผ่เหลาซี่เล็กๆ แบบม้วนพับได้ในบางจุด ซึ่งเป็นดีเทลงานคราฟต์พื้นถิ่นที่หาดูได้ยากในบ้านสไตล์นี้ แต่กลับผสานเข้ากับภาพรวมของวิลล่าตากอากาศกลางเขาใหญ่ได้อย่างลงตัวและกลมกลืน

Above โต๊ะอาหารแบบฟอร์มอลทอดตัวยาวใต้หลังคาจั่วกรุไม้สัก พร้อมรองรับช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์ในบรรยากาศกึ่งทางการที่ยังคงความโฮมมี (ภาพ: Wworkspace)
Daily Living Experience
การออกแบบภายในโครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เพียงสุนทรียภาพทางสายตา แต่ยังคำนึงถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยในทุกช่วงเวลาของวัน สเปซถูกออกแบบมาเพื่อสร้างมุมพักผ่อนที่หลากหลาย โดยเฉพาะพื้นที่ semi-outdoor อย่างที่นั่งยาวริมสระน้ำที่ให้ความรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในเลานจ์โรงแรม รวมไปถึงพื้นที่ outdoor กับการนั่งเล่นข้างเตาผิงที่มีให้เลือกใช้งานถึงสองแบบ ทั้งเตาแก๊สและเตาฟืน
"เวลากลางคืนก็สามารถมานั่งแช่น้ำอุ่น แล้วก็มาดูไฟได้ ถ้านั่งธรรมดาก็มานั่งกันอยู่แล้วก็มองผ่านสระไปที่เตาผิงได้เหมือนกัน" สถาปนิกเล่าภาพการใช้ชีวิตในยามค่ำคืนของบ้านหลังนี้ ผู้อยู่อาศัยสามารถซึมซับความรู้สึกผ่อนคลายและเปลี่ยนมุมแฮงเอาต์ไปได้เรื่อยๆ ตามอารมณ์ความรู้สึก
ความละเอียดอ่อนยังสะท้อนผ่านงานออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) ในยามค่ำคืน ตัวตึกจะไม่มีการใช้สปอตไลต์ส่องเข้าหาอาคารโดยตรง แต่จะใช้เทคนิคการปล่อยให้แสงเรืองออกมาจากแนวโถงทางเดิน (Corridor) แทน ทำให้มู้ดของบ้านดูนุ่มนวล และร้อยเรียงแสงกลางวันกับแสงกลางคืนให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน
อ่านเพิ่มเติม: The biology of light: เข้าใจศาสตร์แห่งแสง ปัจจัยมนุษย์ และศิลปะการอยู่กับความมืด กับผศ.ดร.จรรยาพร สไตเลอร์

Above เตาผิงฟืนกึ่งเอาต์ดอร์ที่เชื้อเชิญให้มานั่งผิงไฟรับลมหนาว พร้อมทอดสายตาชมทัศนียภาพของทิวเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังได้อย่างเต็มตา (ภาพ: Wworkspace)

Above มู้ดอันนุ่มนวลในยามค่ำคืนจากการใช้แสงไฟที่เรืองรองออกจากโถงทางเดิน ช่วยขับเน้นสถาปัตยกรรมให้ดูมีมิติและหรูหรายิ่งขึ้น (ภาพ: Wworkspace)
การเคารพธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ยกระดับการอยู่อาศัย ห้องนอนทุกห้องถูกวางผังให้หันหน้ารับวิวภูเขา และตัวอาคารทั้งหมดถูกออกแบบให้หลบเลี่ยงพร้อมล้อมกรอบต้นมะขามโปร่งขนาดใหญ่ของที่ดินเดิมเอาไว้ โดยไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่ทิ้งเลยแม้แต่ต้นเดียว ทำให้แลนด์สเคปที่ร่มรื่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในทุกๆ วัน
นอกเหนือจากการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ดั้งเดิมเอาไว้แล้ว ทีมออกแบบยังซ่อนลูกเล่นของกาลเวลาเอาไว้ในงานแลนด์สเคป ด้วยการจัดวางพันธุ์ไม้ที่ออกดอกให้สีสันแตกต่างกันไปตามทิศทางและฤดูกาล "อย่างทิศตะวันตกบางโซนจะเป็นสีชมพู บางส่วนจะเป็นสีเหลือง ก็คือแต่ละช่วงของฤดูมันก็จะเห็นความสวยงามเปลี่ยนไปตามโซน" ป้ออธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้บ้านมีชีวิตชีวาและแปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
ความสุนทรีย์นี้ยังรวมไปถึงลูกเล่นของแสงและเงาในเวลากลางวัน สถาปนิกได้ออกแบบช่องแสงเล็กๆ บริเวณโถงทางเดิน ซึ่งเมื่อประกอบกับการใช้ม่านไม้ไผ่เหลาแบบม้วนพับได้ แสงแดดที่ลอดผ่านเข้ามาจะสร้างลวดลายตกกระทบลงบนผนังที่เปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆ ทำให้สเปซสีขาวที่ดูเรียบนิ่งมีมิติและเรื่องราวที่น่าหลงใหล

Above ซุ้มประตูโค้ง (Arch) สไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทำหน้าที่เป็นกรอบภาพนำสายตา สู่มุมพักผ่อนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของงานคราฟต์ที่สอดแทรกไว้ (ภาพ: Wworkspace)

Above การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หวายและของตกแต่งจากวัสดุธรรมชาติ ช่วยเบรกความเนี้ยบและเติมเต็มความอบอุ่นให้กับพื้นที่พักผ่อน (ภาพ: Wworkspace)

Above ลานเอาต์ดอร์ที่โอบล้อมด้วยสถาปัตยกรรมสีขาวและต้นไม้ใหญ่ดั้งเดิม โดยมีเตาผิงดีไซน์โค้งมนตั้งตระหง่านเป็นประติมากรรมชิ้นเอกของสวน (ภาพ: Wworkspace)
Challenges And Highlights
เมื่อถูกถามถึงความท้าทายที่สุดของโปรเจ็กต์ สถาปนิกยอมรับว่าธรรมชาติของการออกแบบบ้านส่วนตัวนั้นมีความยากที่แตกต่างจากพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างสิ้นเชิง การที่บ้านหนึ่งหลังมีสมาชิกครอบครัวหลายคน ย่อมตามมาด้วยความต้องการและรสนิยมที่หลากหลาย
"พอเป็นบ้าน เช่น บ้านหลังนี้ มันกลายเป็นว่าเราต้องนึกถึงสมาชิกทั้ง 5 คน ความต้องการก็หลากหลายมากขึ้น" ป้อสะท้อนถึงอุปสรรคที่อาจทำให้คอนเซ็ปต์ของการทำบ้านต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างและการให้อิสระของเจ้าของบ้าน ทีมออกแบบจึงสามารถรักษาแกนกลางของดีไซน์ให้แข็งแรงและเป็นหนึ่งเดียวที่สุดได้
สำหรับพื้นที่ที่ทีมออกแบบภูมิใจนำเสนอที่สุด คงหนีไม่พ้นคอร์ตยาร์ดตรงกลางบ้านและจุด drop-off พื้นที่ซึ่งเบลอเส้นแบ่งระหว่างการอยู่ "ข้างใน" และ "ข้างนอก" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สเปซตรงนี้ทำหน้าที่เป็นดั่งบทนำที่โอบล้อมผู้มาเยือนไว้ด้วยมนตร์เสน่ห์ของงานศิลปะ คือจุดหยุดพักแห่งความสงบ... ก่อนที่เราจะค่อยๆ แง้มเปิด "กล่องแพนโดรา" กลางเขาใหญ่หลังนี้ สู่การพักผ่อนกายและใจที่สอดประสานสุนทรียะแห่งศิลปะและธรรมชาติเอาไว้อย่างลงตัว

Above สถาปัตยกรรมภายนอกที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยดีเทล ทั้งหน้าต่างซุ้มโค้ง มู่ลี่ไม้ไผ่ และกระถางดินเผาใบใหญ่ที่เติมเต็มกลิ่นอายการพักผ่อนสไตล์วิลล่า (ภาพ: Wworkspace)

Above ระเบียงรับประทานอาหารกึ่งเอาต์ดอร์ที่เปิดรับลมธรรมชาติอย่างเต็มที่ สอดแทรกความคราฟต์ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ที่ช่วยกรองแสงแดดในยามบ่าย (ภาพ: Wworkspace)

Above มุมพักผ่อนริมสระว่ายน้ำที่เชื่อมต่อสเปซกึ่งเอาต์ดอร์และแลนด์สเคปเข้าด้วยกัน มอบบรรยากาศผ่อนคลายราวกับพักในรีสอร์ตส่วนตัว (ภาพ: Wworkspace)

















