ช็อกโกแลตหลากรสและผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า คือความหมายสองแบบของคำว่าความยืดหยุ่นที่ Christie’s ใช้เป็นหลักสำคัญในการออกแบบสำนักงานบนความยั่งยืนแบบรักษ์โลก เตรียมเปิดตัวกันยายนนี้
การย้ายสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาที่อาคาร The Henderson สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นที่บริษัทประมูลระดับโลกอย่าง Christie’s มีต่อตลาดเอเชีย ด้วยโจทย์ที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหลัก จนเป็นงานออกแบบที่บริษัทสถาปัตยกรรมคาดหวังว่าจะกลายเป็นต้นแบบงานนิทรรศการและงานประมูลทั่วโลก
Francis Belin ประธาน Christie's เอเชียแปซิฟิก บอกกับ Tatler ว่าสำนักงานใหม่นี้จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะและงานลักซ์ชูรีที่ครบวงจรตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับสำนักงานที่ Rockefeller Center ในนิวยอร์ก King Street ในลอนดอน และ Avenue Matignon ในปารีส
เขาหวังให้พื้นที่แห่งใหม่ที่ครอบคลุม 4 ชั้นของอาคาร The Henderson ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของโลก Zaha Hadid เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จให้ลูกค้า เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการ หอศิลป์ ห้องจัดประมูล เป็นพื้นที่ให้คนในวงการได้มาพบปะกัน และเป็นสำนักงานที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อตอบสนองฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย สำคัญที่สุดคือการอยู่บนเงื่อนไขของความยั่งยืน
Betty Ng อีกหนึ่งสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในเอเชีย และเป็นหนึ่งใน Asia's Most Influential ของ Tatler เล่าข้อมูลเรื่องการออกแบบให้เราฟังด้วยความตื่นเต้น
“มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่การออกแบบนี้จะนำมาสู่โลกการประมูลและโลกศิลปะด้วย”

Above Francis Belin ประธาน Christie's เอเชียแปซิฟิก (ภาพ: Christie's)

Above Betty NG ผู้ออกแบบสำนักงานแห่งใหม่ของ Christie's (ภาพ: Hungmc)
นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในโลกศิลปะ
ด้วยเงื่อนไขว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ 46,000 ตารางเมตร ถูกใช้สอยให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ใช้งานตอบโจทย์ได้หลากหลาย และยังคงความสวยงามสบายตา คำว่า “flexibility” และ “longevity” เป็นสองแนวคิดหลักของการออกแบบ
แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ Christie’s มุ่งเน้นไปที่เรื่องความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยลดความสิ้นเปลืองในการจัดนิทรรศการได้เป็นอย่างมาก ความคิดแบบก้าวหน้านี้ไม่เพียงช่วยจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ Christie's อีกด้วย
อีกสิ่งสำคัญที่ Betty คำนึงถึงคือ ความพอใจของคนที่ต้องอยู่กับสำนักงานนี้ทุกวัน “จะการันตีได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้จะชอบสิ่งที่เราออกแบบ ฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก”
Betty บอกกับเราว่า คนทำงานคือปัจจัยที่ท้าทายที่สุดในการออกแบบโครงการนี้ เธอนั่งคุยกับพนักงาน Christie’s กว่าร้อยคน ทั้งในฮ่องกง ลอนดอน และนิวยอร์ก พร้อมคุยกับผู้บริหารไปจนถึงคนทำงานที่โรงเก็บสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่าได้ข้อมูลรอบด้านจริง ๆ
จากมุมมองการออกแบบ การใช้สอยที่แตกต่างกันต้องการพื้นที่สำหรับจัดไฟ จัดแสง และมุมกล้องที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นเพื่อที่จะได้เรียกได้อย่างเต็มปากว่ามีความยืดหยุ่นอย่างแท้จริง จึงได้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นนวัตกรรมใหม่มาตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการทำงาน โดยที่ยังคงความสวยงามของพื้นที่แบบไม่ขัดตา
แต่นวัตกรรมนี้คืออะไร Betty บอกว่ายังเปิดเผยไม่ได้จนกว่าสำนักงานจะเปิดตัวในเดือนกันยายน
“ฉันคิดว่ามันพิเศษมากที่เราได้สร้างสำนักงานประมูลแบบนี้ ลองคิดดูว่าเราจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จากที่ไหนได้อีก นี่เป็นโครงการที่ต้องใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่เราเคยมีมา มันจึงเป็นโครงการที่ทั้งสนุกและทั้งพิเศษ” Betty พูดถึงโครงการนี้ด้วยความตื่นเต้น

Above พื้นที่ 46,000 ตารางเมตรครอบคลุม 4 ชั้นของอาคาร The Henderson ที่จะเป็นที่ตั้งของ Christie's (ภาพ: Collective)
พื้นที่ส่วนกลางที่แตกต่าง
คนทำงานคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบริษัท และการมีพื้นที่ส่วนกลางไม่ใช่แค่ว่าจะเอาเก้าอี้และโต๊ะไปตั้งตรงไหนก็ได้ แค่องค์ประกอบเล็กๆ อย่างพื้นที่นั้นมีหน้าต่างหรือไม่ ก็สร้างบรรยากาศที่แตกต่างให้กับพนักงานได้แล้ว
สำหรับที่สำนักงานใหม่นี้ Betty ยืนยันว่าพื้นที่ส่วนกลางของพนักงานตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุดของอาคาร พร้อมทิวทัศน์ที่สวยที่สุด
เธอบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่มักไม่ค่อยมีให้เห็นในบริษัทอื่น เพราะพื้นที่ดีๆ มักจะถูกดัดแปลงไปเป็นห้องทำงานผู้บริหารเสียมากกว่า

Above พื้นที่อเนกประสงค์ที่ The Henderson ในพื้นที่สำนักงาน Christie's (ภาพ: Collective)
งานศิลปะและความลักซ์ชูรี
Francis อธิบายว่างานประมูลล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เผยให้เห็นถึงความนิยมชมชอบของลูกค้าทั่วเอเชียที่มีต่องานศิลปะและสิ่งที่อยู่ในหมวดหมู่ลักซ์ชูรี และแสดงถึงการเติบโตของฐานนักสะสมในเอเชียที่มีต่องานศิลปะ ทั้งจากตะวันออกและตะวันตกช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ความหลากหลายของชิ้นงานที่ได้รับความสนใจสูง สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าในเอเชียให้คุณค่ากับคุณภาพ ความหายาก และงานฝีมือ ที่ครอบคลุมหลายหมวดหมู่ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของเราในการดูแลการขาย การจัดราคาที่เหมาะสม และรู้ว่าอะไรทำให้นักสะสมตื่นเต้น”
หนึ่งในไฮไลต์ของงานประมูลครั้งนี้คือผลงาน Flowers ของ Andy Warhol ปิดที่ราคา 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งใน 12 ชิ้นที่ถูกรังสรรค์ในยุค 1960s งานศิลปะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Christie's บอกว่าเป็นการฉลองความหวัง ชีวิต ความเป็นไปได้ การค้าขาย และการซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา
“งานชิ้นนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกนำมาออกประมูล จากทั้งหมด 12 ชิ้น มีอยู่ 4 ชิ้นที่รัฐพิตต์สเบิร์กในสหรัฐฯ หนึ่งชิ้นที่พิพิธภัณฑ์ในวอชิงตันดีซี และอีกหนึ่งชิ้นในเยอรมนี”

Above ผลงาน Flowers ของ Andy Warhol ที่ถูกนำมาประมูล (ภาพ: Collective)

Above สร้อยคอ India Tutti-Frutti โดย Cartier (ภาพ: Collective)

Above นาฬิกาวินเทจจาก Patek Philippe (ภาพ: Collective)
อีกหนึ่งชิ้นงานที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเหล่านักสะสมคือนาฬิกาวินเทจจาก Patek Philippe เป็นหนึ่งใน 3 เรือนที่มีหน้าปัดลงยารูปแผนที่ยูเรเซียด้วยเทคนิคคลัวซอนเน่ (Cloisonné) ซึ่งปิดประมูลไปที่ 8.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับคนรักเครื่องประดับ สร้อยคอที่ชื่อว่า “India Tutti-Frutti” จาก Cartier เป็นอีกหนึ่งชิ้นที่ปิดราคาขายสูงกว่าประเมินไปเกือบเท่าตัวที่ 8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้อยคอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบอินเดียยุคศตวรรษที่ 16 ที่ช่างฝีมือใช้เวลาในการสร้างสรรค์ถึงกว่า 3,000 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม Francis บอกว่าความสนใจตอนนี้มุ่งมาที่สำนักงานแห่งใหม่ของ Christie's ในเอเชียแปซิฟิก ที่อาคาร The Henderson แล้ว เพราะจะเป็นพื้นที่ที่จะมีการจัดงานอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี
“เราตั้งตารอที่จะเปิดสำนักงานระดับโลกของเราให้กับนักสะสมและผู้ชมในอีก 3 เดือน โดยเตรียมเปิดการขายและจัดกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 26-27 กันยายนนี้”




